True story: ” รักร้าย ” เรื่องจริงหญิงที่ถูกความรักทำร้ายและกลายเป็นคนทำลายความรัก

เรื่องราว รักร้าย ของฉัน เริ่มต้นจากฉันมีแฟนคนแรกตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถือว่าเร็วทีเดียวเมื่อเทียบกับสังคมไทยสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว ซึ่งวัยรุ่นในยุคนั้นยังจีบกันด้วยการอัดเพลงรักใส่เทปคาสเส็ต หรือไม่ก็ส่งข้อความหวาน ๆ หากันทางเพจเจอร์ ยิ่งนานวันรักแบบปั๊ปปี้เลิฟของฉันก็ยิ่งก่อตัวกลายเป็นความรักที่จริงจังมั่นคง ตอนนั้นฉันเรียนจบแล้ว และเพิ่งเริ่มทำงาน ส่วนแฟนของฉันเพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อย ฉันและแฟนรวมทั้งครอบครัวของเราทั้งคู่วางแผนร่วมกันว่า เมื่อเขาสังกัดกรมกองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็จะแต่งงานกันทันที แฟนฉันไม่ใช่คนโรแมนติก ฉันเองก็ยิ่งไม่ใช่คนโรแมนติกเข้าไปใหญ่ ฉันจะได้ดูแลเอาใจใส่เขามากหน่อยก็ตอนที่เข้าไปทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถูคอนโดให้เขา ฉันคิดว่าถ้าเขาได้กลับมานอนในห้องที่สะอาด หรือถ้าฉันได้เตรียมอาหารอร่อย ๆ ไว้ให้เขาบ้าง เขาคงจะมีความสุขไม่น้อย…ฉันจึงขอปั๊มกุญแจห้องเอาไว้ เผื่อจะได้ไขเข้ามาวางแผนเซอร์ไพร้ส์เขาได้สะดวก แต่แล้ววันหนึ่ง คนที่เซอร์ไพร้ส์กลับเป็นตัวฉันเอง! ฉันยังจำได้ติดตาติดใจ วันนั้นเป็นเช้าวันเสาร์ ประมาณเก้าโมง ฉันไขกุญแจเปิดประตูห้องเข้าไปตามปกติ แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำเอาฉันแทบล้มทั้งยืน! เปล่า…ห้องไม่ได้ถูกรื้อค้น ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม…แต่บนเตียงนอนที่ฉันแสนจะคุ้นตา ผู้ชายที่ฉันรักนอนหลับใหลอยู่ ร่างทั้งร่างเปลือยเปล่า และข้างกายเขาคือหญิงสาวแปลกหน้าที่ฉันไม่เคยรู้จัก! ฉันหูอื้อ ตาพร่ามัวไปหมด เสียงหายไปจากลำคอ ฉันอยากจะกรีดร้องออกมาดัง ๆ แต่ร้องไม่ออก…สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ค่อย ๆ ปิดประตูอย่างเงียบ ๆ รู้สึกราวกับว่าตัวเองได้รุกล้ำเข้าไปในที่ส่วนตัวของคนอื่น แต่ก่อนที่ประตูจะปิดลง ฉันเห็นด้วยหางตาว่าแฟนฉันลืมตาขึ้นมองอย่างงัวเงีย ขณะเดินลงบันไดมา ฉันก็ยังอุตส่าห์หวังว่าเขาจะวิ่งตามมางอนง้อ ขอโทษหรือขอร้องให้ฉันให้โอกาสเขาอีกสักครั้ง แต่…เปล่าเลย! ฉันไม่รู้เลยว่าตัวเองลงมายืนอยู่ริมฟุตปาธได้อย่างไร ไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าแขนที่กำลังยกขึ้นโบกรถแท็กซี่เป็นแขนของตัวเอง “ไปไหนก็ได้พี่ ขับไปก่อน” ฉันบอกโชเฟอร์ได้เพียงเท่านั้น น้ำตาก็ไหลทะลักออกมา อย่าถามเลยว่าตอนนั้นฉันคิดอะไร เพราะฉันไม่รู้จริง ๆ ในใจมีแต่คำว่า   “ทำไม…ทำไม…ทำไมถึงทำกับเราแบบนี้”   วันนั้นทั้งวันฉันได้แต่เวียนขึ้น - ลงแท็กซี่คันแล้วคันเล่าพอรถจอด ฉันก็เดินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย พอเดินไปได้สักพัก ก็เรียกแท็กซี่คันใหม่ คนขับเห็นสีหน้าท่าทางของฉันแล้วคงอดไม่ได้ที่จะถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ฉันก็บอกว่า “ไม่มีอะไรหรอกพี่ ทะเลาะกับแฟนน่ะ” และดูเหมือนว่าคำตอบของฉันจะได้ผล เพราะมันทำให้คนถามหยุดความสงสัยไปได้และไม่ซักไซ้กวนใจฉันอีกเลย คืนวันนั้นฉันกลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน เพราะไม่อยากเจอหน้าพ่อแม่ ไม่อยากให้ท่านต้องเห็นหน้าช้ำ ๆ และตาบวมปูดของฉัน พอเข้าห้องได้ ฉันก็พยายามข่มตานอน ฉันไม่ได้กินข้าวกินน้ำมาตลอดทั้งวัน ฉันร้องไห้จนแทบไม่เหลือน้ำตาแต่ถึงจะรู้สึกเพลียมากแค่ไหน ฉันก็นอนไม่หลับ จนกระทั่งตีสาม ฉันจึงหยิบยานอนหลับที่เพื่อนซึ่งเป็นเภสัชกรแบ่งมาให้ด้วยความหวังดี ฉันตัดสินใจกลืนยานอนหลับรวดเดียว 5 เม็ดหวังจะหลับให้เร็วและนานที่สุด แม้ฉันจะรู้ว่าการกินยานอนหลับคราวละมาก ๆ อาจทำให้ตายได้ และแม้สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจะบอกว่า “กลัวตาย” แต่ความเจ็บปวดและความผิดหวังก็มีมาก…มากเสียจนนาทีนั้นฉันไม่รู้สึกกลัวอะไรอีกต่อไป! ขอเพียงให้ผ่านเวลานี้ไปก่อน…อย่างอื่นเอาไว้ทีหลัง ฉันค่อย ๆ กลืนยาลงคอไปอีก 5 เม็ด ใจหวนรำลึกถึงความทรงจำระหว่างฉันและเขา …คอลเล็กชั่นเพลงรักที่เขาอัดใส่เทปมาให้ …ของขวัญวันเกิดที่มอบให้ไม่เคยลืม ดอกไม้ช่อโตทุกวันวาเลนไทน์ ฯลฯ “อยากขอบคุณที่โลกสร้างเธอขึ้นมา” “ฝันดีนะครับ” ฯลฯ ข้อความหวาน ๆ ที่ทำให้ฉันยิ้มแม้ในยามหลับ…ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว ฉันกลืนยาลงไปอีก 5 เม็ด “เมื่อไรจะพาเราเข้าบ้านสักที” ครั้งหนึ่งฉันถามเขาและวันหยุดปลายสัปดาห์นั้นเอง เขาก็ขับรถพาฉันไปกินข้าวถึงพัทยา และที่นั่นคุณพ่อคุณแม่ของเขานั่งรอเราอยู่ในร้านอาหารมื้อนั้นเขาแนะนำตัวฉันในฐานะคนรัก…เป็นเซอร์ไพร้ส์ที่ฉันยังจำได้ไม่ลืม ความคิดของฉันวนเวียนอยู่แต่อดีตระหว่างเรา…ยานอนหลับอีก 5 เม็ดถูกกลืนลงคอตามไป แหวนวงเล็กดีไซน์เรียบง่ายที่นิ้วนางข้างซ้าย คือแหวนที่เขาสวมให้ต่างแหวนหมั้น ฉันสวมแหวนวงนี้มากว่าครึ่งปีแล้ว… ร่างกายของฉันอ่อนเพลียเต็มที ภายในเหมือนหลับแต่นัยน์ตาของฉันยังคงเบิกโพลง ข่มตาเท่าไรก็ไม่ยอมหลับฉันเลยกรอกยาเข้าปากไปเรื่อย ๆ…เรื่อย ๆ ในตัวของฉันมียานอนหลับรวม 30 เม็ดเห็นจะได้ และแล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เพื่อนที่เป็นเภสัชกรของฉันนั่นเอง พอเธอรู้ว่าฉันกินยานอนหลับไปร่วม 30 เม็ดเธอก็รีบบึ่งมาหาฉันทันที เธอไม่ได้พาฉันไปส่งโรงพยาบาลเพราะฉันไม่อยากให้พ่อแม่รู้เรื่องนี้ ประกอบกับปริมาณยาที่กินไปยังพอเยียวยาได้ ไม่จำเป็นต้องล้างท้อง เธอคอยดูแลฉันซึ่งนอนไม่ได้สติอย่างใกล้ชิด เธอปลุกให้ฉันดื่มน้ำบ่อย ๆเพื่อให้ร่างกายขับยาออกมาให้มากที่สุด ฉันนอนไม่ได้สติอยู่ราวหนึ่งคืนกับหนึ่งวัน จึงโงหัวลุกขึ้นมาได้ ในที่สุดความรักครั้งแรกของฉันก็จบลง ในลักษณะที่ฉันยอมหลีกทางให้เขา ฉันคืนแหวนเขาไป และพยายามใช้ชีวิตโดยไม่มีเขาให้ได้ ภายนอกฉันอาจดูเข้มแข็งเหมือนปกติแต่ฉันรู้ตัวเองดีว่าภายในฉันรู้สึกบอบช้ำและว้าเหว่เหลือเกิน ซ้ำร้ายคือ “ผู้หญิงคนใหม่” ของแฟนเก่าก็ยังคอยโทร.มารังควานฉันไม่หยุด ฉันอยากจะไปเสียให้พ้น ๆ สุดท้ายจึงตัดสินใจบอกทางบ้านว่า ฉันจะไปเรียนภาษาที่ประเทศออสเตรเลีย การอกหักครั้งนี้ทำให้ฉันเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ฉันกลายเป็นคนกล้ามากขึ้น เมื่อก่อนฉันค่อนข้างจะเรียบร้อยขี้กลัว แต่พอไปอยู่เมืองนอก ฉันกล้าพูด กล้าคิด กล้าทำหลายสิ่งหลายอย่าง ตอนนั้นฉันคบเพื่อนต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ทำให้ฉันสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วภายในเวลาเพียง 6 เดือน ทั้ง ๆ ที่เดิมฉันฟังภาษาอังกฤษไม่กระดิกหูพูดก็ไม่เป็นเลยสักคำ ที่สำคัญคือ มุมมองความรักของฉันเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น จากคนที่จริงจังกับความรัก คบใครก็คบเพียงคนเดียว ฉันเริ่มคิดว่าไม่มีหรอกความรักที่แท้จริงมีแต่คนโง่เท่านั้นที่จริงจังยึดมั่นอยู่กับใครเพียงคนเดียว ช่วงเวลานั้น ฉันเห็นผู้ชายเป็นของเล่น ฉันเฟลิร์ตกับผู้ชายทุกคนที่เข้ามาจีบ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น (แต่ไม่ใช่คนไทยแน่นอน เพราะไม่มีอะไรที่ฉันจะรังเกียจมากเท่าผู้ชายไทยอีกแล้ว!!) ฉันกลายเป็นสาวมั่นและเป็นผู้หญิงที่ออกจะดูก๋ากั่นในสายตาคนไทยด้วยกัน ตั้งแต่อยู่เมืองนอกจนกลับมาเมืองไทย เวลาเพื่อน ๆ อยากไปเที่ยวที่ไหน หรืออยากกินอะไร ขอให้บอก…ฉันจะจัดแจงนัดผู้ชายที่ตามจีบฉันอยู่ให้เป็นสารถีขับรถพาฉันและเพื่อน ๆ ไปเที่ยว บางวันฉันยกขบวนพาเพื่อนไปกินอาหารแพง ๆ พอใกล้อิ่ม ฉันก็จะโทร.เรียกกิ๊กคนใดคนหนึ่งให้มาจ่ายค่าอาหาร ทั้งที่เขาไม่ได้กินด้วยสักหน่อย หรือถ้าวันไหนอยากแด๊นซ์ ฉันก็จะให้บรรดากิ๊กผลัดเวรกันมารับมาส่ง ไม่ก็ช่วยจ่ายค่าเปิดเหล้า และเมื่อจบงานแล้วก็แล้วกัน…ครั้งหน้าฉันก็อาจไม่เรียกใช้บริการอีก! เพื่อน ๆ เตือนฉันว่า   “สงสารเขาจัง…แกไม่สงสารเขาเหรอ”   ขอบอกตามตรงเลยว่า ฉันไม่สงสารผู้ชายพวกนี้เลย ฉันคิดแค่ว่าผู้ชายยังเห็นผู้หญิงเป็นของเล่นได้ แล้วทำไมผู้หญิงจะเห็นผู้ชายเป็นของเล่นไม่ได้ ถ้ามีใครที่ทำท่าจะคิดจริงจังฉันก็จะหลบฉากทันที อย่าหวังว่าใครจะเข้ามาใกล้หัวใจฉันได้อีกต่อไป โชคยังดีที่ฉันเล่นกับไฟโดยที่ไม่ได้ถูกไฟแผดเผา แต่ฉันไม่รู้ตัวเลยว่า ฉันกลายเป็นเชื้อไฟที่เผาไหม้คนอื่น วันหนึ่งมีคนมาบอกฉันว่า   “รู้ไหม กิ๊กเธอเข้าโรงพยาบาลเพราะกินยานอนหลับเกินขนาด”   ตอนที่ได้ยิน ฉันแข้งขาสั่น ภาพที่ตัวเองเคยกินยานอนหลับเมื่อหลายปีก่อนย้อนกลับมาเป็นฉาก ๆ ฉันไม่กล้าไปเยี่ยมผู้ชายคนนั้นที่โรงพยาบาล แต่ตอนหลังเมื่อทราบว่าเขาปลอดภัยแล้ว ฉันก็ใจชื้นขึ้น ตั้งแต่นั้นฉันก็เริ่มบอกปัดบรรดากิ๊กที่หมั่นมาส่งดอกไม้และมาขายขนมจีบไปทีละคนสองคน หลายเดือนต่อมา เมื่ออาการเขาดีขึ้น ฉันจึงโทรศัพท์ไปนัดพบเขา เพื่อจะเคลียร์เรื่องระหว่างเราไม่ให้ค้างคาใจกันอีกเขาบอกว่า เรื่องของฉันเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาส่วนตัวของเขา และคืนนั้นเขาเมามากจึงกินยานอนหลับเข้าไปโดยไม่รู้ตัว แม้จะรู้ว่าตัวฉันไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่ฉันก็ยกมือไหว้ขอโทษเขาด้วยความสำนึกผิดอย่างที่สุด และขอให้เขาอโหสิกรรมให้ฉันด้วย…ทั้งเขาและฉัน เราทั้งคู่ถูกความรักทำร้ายและต่างก็ตกเป็นเหยื่อของความรักเหมือน ๆ กัน ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า การแก้แค้นคนคนหนึ่งด้วยการทำร้ายคนอีกคนหรืออีกหลายคนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเลย หนำซ้ำยังเป็นการสร้างกรรมเวรต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุด    เรื่อง: การันต์  ภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี  […]

keyboard_arrow_up