“ชีวิตคือความตาย” ธรรมะโดย หลวงพ่อโพธินันทะ

“ชีวิตคือความตาย” ธรรมะโดย หลวงพ่อโพธินันทะ เมื่อรู้แจ้งชัดว่าชีวิตและความตายคือสิ่งเดียวกัน ย่อมพ้นจากความกลัวทั้งปวงและเข้าถึงความสุขอย่างยิ่ง การดำเนินชีวิตของปุถุชนล่องลอยไปตามกระแสของสังสารวัฏแห่งการเกิดและการตาย และความน่าสะพรึงกลัวมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะเราไม่เห็นโทษภัยของสังสารวัฏ จึงมีแต่ปัญหาอันหาที่สุดมิได้ การดำเนินชีวิตของวิสุทธิบุคคลย่อมนำไปสู่ทัศนะที่ถูกต้อง เป็นการเรียนรู้ตนเองที่กำลังดำเนินอยู่ในสังสารวัฏจนเกิดความเข้าใจที่แท้จริงจากประสบการณ์ตรงต่อสัจจะ เข้าใจชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจจักรวาลตามที่มันเป็น จนจิตใจเป็นอิสระจากความยึดถือในสิ่งที่เคยสำคัญผิดทั้งปวง สภาวะตามที่รู้แจ้งชัดในขณะบำเพ็ญภาวนาคือประสบการณ์ที่เป็นกัลยาณมิตรอันประเสริฐ เราจึงจำเป็นต้องแสวงหามันเพื่อเป็นประทีปส่องทางของชีวิต ธมุมทีโป ธมฺมสรโณ** (มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นที่พึ่ง) เพื่อสั่งสมบ่มเพาะอริยทรัพย์และความเจริญยิ่งในธรรม เราต้องตระเตรียมพวงแพเพื่อใช้ข้ามสายธารอันเชี่ยวกรากแห่งสังสารวัฏ ด้วยการเจริญจิตตภาวนาโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นนิกายใด ศาสนาใด ย่อมกำจัดอุปสรรคและขวากหนามทั้งปวงลงได้ คำสอนของพระพุทธองค์ย่อมคงทนต่อการพิสูจน์ด้วยปัญญาญาณ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาเป็นพัน ๆ ปี แต่ก็ยังคงความมั่นใจมาให้แก่ผู้เข้าถึงความจริงอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้แจ้งชัดว่าชีวิตในทุกขณะที่เรากำลังดำเนินอยู่คือความเป็นพุทธะ (ความสิ้นสุดของอัตตาตัวตน)   **ธมุมทีโป ธมฺมสรโณ (มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมป็นที่พึ่ง) ที่มา : ทีมนิกาย มหาวรรค…ไตร-เล่มที่ 10 ข้อ 93 หน้า 119   ที่มา  ทางสายกลางสู่อิสรภาพแห่งชีวิต โดย หลวงพ่อโพธินันทะ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ Photo by […]

วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อความตาย โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อ ความตาย โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) มนุษย์ปุถุชนนึกถึง ความตาย อย่างไม่ถูกต้องอย่างไร และในทางพระศาสนาสอนหรือแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างไร มนุษย์ปุถุชนนึกถึงความตายอย่างไม่ถูกต้องคือมีความหวาดหวั่นพรั่นกลัว มีความสลดหดหู่ท้อแท้ หรือจะขยายให้พิสดารต่อไปอีก ก็สัมพันธ์กับบุคคลที่ตายนั้นที่ตนระลึกถึง ถ้าหากระลึกถึงความตายของบุคคลที่ตนเองเกลียดชังหรือไม่พอใจบุคคลที่เป็นศัตรู มนุษย์ปุถุชนก็จะมีความดีใจ แต่ถ้าหากว่าบุคคลที่ตายนั้นไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง เป็นบุคคลทั่ว ๆ ไป ก็จะระลึกถึงด้วยความเฉย หรือว่าถ้าจะระลึกถึงตัวความตายนั้น ก็จะมีความหวาดหวั่นพรั่นใจหวาดเสียว หรือมีความสลดหดหู่ท้อแท้ รวมความว่า จิตมนุษย์ปุถุชนไม่สามารถตั้งอยู่ในความดีความงามที่แท้จริงได้ แต่เอนเอียงไปในด้านต่าง ๆ ถึงแม้ถ้าไม่เกี่ยวกับบุคคลอื่น นึกถึงความตายของตนเอง ก็จะมีความหวาดกลัว ความหดหู่ท้อแท้ ดังได้กล่าวมาแล้ว     ระลึกถึงความตายจิตไม่ประมาท ส่วนในทางพระศาสนานั้น ท่านสอนให้ระลึกถึงความตายเพื่อเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจตนเอง ว่าความตายนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต มันจะต้องเกิดมีขึ้น เป็นเรื่องสืบต่อไปจากความเกิด ในเมื่อมันเป็นเรื่องธรรมดาก็ไม่ต้องไปกลัว แต่มีข้อที่น่าพิจารณาว่า ความตายนั้นซึ่งเป็นของแน่นอน แต่จะมาถึงเมื่อไรไม่แน่ ชีวิตของคนเราอาจจะสั้นหรืออาจจะยาวไม่มีเครื่องกำหนดให้มองเห็นได้ชัดเจน เพราะฉะนั้น จึงควรใช้เป็นเครื่องเร่งเร้าตนเองให้มีความไม่ประมาท กล่าวคือ ชีวิตนี้มีกิจหน้าที่อะไร ก็ควรเร่งรัดจัดทำ ชีวิตของตนจะมีค่าและความดีงามอย่างไร ก็ควรเร่งขวนขวายประกอบกรรมที่จะให้เป็นอย่างนั้น ให้ชีวิตของตนมีคุณค่า ให้อยู่อย่างมีประโยชน์ และตายไปก็มีคุณค่าเหลือทิ้งไว้ […]

สัจธรรมชีวิตให้คิดถึงความตาย…จากใบโพธิ์ที่ปลิดปลิว

ตอนเด็ก ๆ บ้านของผมอยู่ใกล้ต้นโพธ์ิขนาดใหญ่ (สัจธรรมชีวิต) ใต้ต้นโพธิ์เป็นที่ตั้งของศาลขนาดย่อม ศาลแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของคนในชุมชนละแวกนี้อย่างมาก จึงมีผู้คนแวะเวียนมาสักการะไม่ขาดสาย เสียงเขย่าเซียมซีที่ดังอยู่เกือบตลอดวันและกลิ่นควันธูปที่ลอยโขมงไปทั่ว รบกวนชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ต้นโพธิ์ไม่น้อย แต่ไม่มีใครกล้าโวยวาย เพราะต่างก็ทราบแก่ใจดีว่า ใครขืนโวยวายอาจถึงขั้นถูก ‘อัปเปหิ’ หรือขับไล่ออกนอกพื้นที่อย่างแน่นอน ยิ่งนานวัน เสียงบ่นกระปอดกระแปดยิ่งเริ่มดังสอดประสานกับกลิ่นควันและเสียงที่ยิ่งเพิ่มขึ้น ในสภาวการณ์เช่นนี้ คนอื่นอาจอยู่ยาก แต่น่าแปลกที่ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ ส่วนเรื่องที่ไม่มีใครบ่นถึงเลย ผมกลับรู้สึกหงุดหงิด นั่นคือ ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาเกลื่อนพื้นทุกวัน ที่หงุดหงิดเพราะต้องคอยปัดกวาดอยู่ตลอด มิฉะนั้นใบโพธิ์อาจท่วมมิดบ้านภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 – 3 วัน ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมานั้นส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาล ใบโพธิ์ที่ร่วงรองลงมาเป็นสีเหลือง ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาน้อยที่สุดคือสีเขียว   การที่ต้องสู้รบปรบมือกับใบโพธิ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้จิตของผมจดจ่ออยู่กับใบโพธิ์โดยไม่รู้ตัว และเริ่มมองเห็นบางสิ่งในนั้น   ใบโพธิ์สีน้ำตาลนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องกวาดทิ้งทั้งหมด ส่วนใบสีเหลืองกับใบสีเขียว ถ้าเราคัดใบที่สมบูรณ์มาทับไว้ในหนังสือ พอแห้งนำไปเคลือบพลาสติกสักหน่อย เอาไว้คั่นหนังสือก็ได้ หรือจะทำเป็นของที่ระลึกแจกเพื่อน ๆ ก็ได้ หรือถ้าจะให้วิจิตรกว่านั้น ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สักคืน แล้วค่อย ๆ รูดเอาเปลือกของใบออก จนเหลือแต่เส้นใยบาง […]

ความตาย และ ผี ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่คิด โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ความตาย และ ผี ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่คิด โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ความตาย เป็นปรากฏการณ์ซึ่งไม่ค่อยจะมีเสมอนัก ฉะนั้น เมื่อความตายมาปรากฏเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นคนสนิทใกล้ชิดหรือห่างไกลเราก็ตาม จึงเป็นเหมือนธรรมเทศนา อัปปมาทธรรมของเทวทูตกัณฑ์หนึ่งก็ว่าได้ เป็นของไม่น่าเกลียดและน่ากลัวเลย คนที่เกลียดและกลัวคนที่ตายไปแล้ว ตนสะอาดสวยงามเป็นของน่ารักน่าใคร่ คนอื่นเห็นเขาแล้ว เขาจะยินดีพอใจ คนที่ตายไปแล้วเท่านั้น เป็นผีที่น่าเกลียด แต่หาได้รู้ว่าตัวของเราก็เป็นผีสดศพหนึ่งดี ๆ นี่เอง นอกจากจะเป็นผีสดแล้ว ยังเป็นป่าช้าที่ฝังผีของสัตว์ต่าง ๆ มีหมู วัว เป็ด ไก่ เป็นต้น ซึ่งเราขนมาฝังอยู่ทุก ๆ วัน คนที่ตายแล้ว เขาไม่ได้เป็นป่าช้าของสัตว์อื่นอีกต่อไปแล้ว         ส่วนคนที่กลัวก็วาดภาพมาหลอกตัวเองว่า คนที่ตายไปนั้นจะต้องมีหน้าตาบิดเบ้บู้บี้ อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งวาดไปแต่ทางที่ไม่น่าดูน่าแล ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่ากลัวน่าเกลียดทั้งนั้น แต่ซากของผู้ตายเองก็หาได้รู้ด้วยไม่ เป็นภาพของผู้กลัวคิดภาพเอาเอง แล้วก็กลับไปเอง จะเรียกว่าผีหลอกให้คนกลัวได้อย่างไร ควรเรียกว่าคนกลัวนั่นเองหลอกตนเอง แล้วไปใส่ร้ายผีต่างหาก คนผู้พิจารณาไม่เป็นย่อมไม่เห็นธรรม จึงเป็นของยากที่จะให้เห็นจริงได้ ธรรมดามนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาเบื้องต้นแล้วต้องตายด้วยกันทั้งหมดเป็นที่สุด […]

อย่าประมาทในการใช้ชีวิตว่าเราจะอยู่ได้นาน

อย่า ประมาทในการใช้ชีวิต ว่าเราจะอยู่ได้นาน หลายคนกลัวความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ไม่ไกลตัวเราเลย ความตายก็ไม่ต่างจากฉากจบของชีวิต เพื่อให้เราได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกภพและภูมิหนึ่ง หากก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ เรามีจิตที่เป็นกุศล อำนาจแห่งจิตก็จะนำพาเราไปสู่การเกิดในรูปลักษณ์ (ภพ) และสถานที่ (ภูมิ) ที่ดี คนส่วนใหญ่ที่มองข้ามเรื่องนี้จึงไม่ต่างจากคนที่ ประมาทในการใช้ชีวิต อย่างเรื่องที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องของพ่อค้าคนหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นความโชคดีหรือความโชคร้ายกันแน่ เมื่อพ่อค้าคนนี้ได้ทราบว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 7 วันเท่านั้น ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี มีพ่อค้าชาวพาราณสีคนหนึ่งนำสินค้าจากแดนไกล คือ ผ้ามัดย้อยด้วยดอกคำบรรทุกบนเกวียน 500 เล่ม มาค้าขายยังกรุงสาวัตถี เมื่อเขามาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งถ้าข้ามไปได้ก็จะถึงกรุงสาวัตถี แต่ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะค้างแรมอยู่ริมแม่น้ำสายนี้ เพื่อเก็บแรงไว้พาเกวียนทั้ง 500 เล่มข้ามแม่น้ำไป แต่แล้วฝนก็ได้ตกลงมาตั้งแต่หัวค่ำอยู่อย่างนี้ตลอด 7 วัน จนกระทั่งปริมาณในแม่น้ำเอ่อล้น ยากที่จะพาเกวียนทั้ง 500 เล่มข้ามไปถึงอีกฝั่ง พ่อค้าจึงเปรยกับตนเองว่า “ข้าจะอยู่ที่นี่ตลอดฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว เพื่อขายผ้าให้หมด” เมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงแล้ว พ่อค้าจึงตัดสินใจพาเกวียนทั้ง 500 ข้ามแม่น้ำไปยังกรุงสาวัตถีทันที […]

“ถ้าพร้อมตาย ก็สบายไปแปดอย่าง”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาสูงในเทือกเขาอันสลับซับซ้อนที่สวยงามราวกับภาพวาด ทว่าฉันกลับได้รับความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวแต่ก็มีคุณค่าที่สุด! เนื่องจากฉันขออยู่คนเดียวและ “เรือนภาวนา” ใกล้ ๆ เต็มหมด ฉันเลยถูกส่งไปอยู่หลังที่ไกลลิบ…ตอนแรกฉันดีใจมากที่ไม่ต้องนอนกับคนแปลกหน้า แถมวิวตรงนั้นยังสวยเกินบรรยาย เพราะเรือนอยู่ตรงเชิงเขาอย่างโดดเดี่ยว มีอีกเพียง 1 – 2 หลังอยู่ห่าง ๆ แต่พอตกกลางคืนฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดเมื่อต้องนอนเพียงลำพังในกระท่อมหลังเล็ก ท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขากว้างใหญ่และเสียงโหยหวนของสัตว์กลางคืน รวมทั้งจักจั่นเรไรที่แข่งกันร้องระงม ฉันพยายามข่มตาหลับ แต่จู่ ๆ ลมก็พัดแรงขึ้น ๆ จนเสียงดังอื้ออึงไม่ต่างจากพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ ราวกับจะหอบเอาเรือนทั้งหลังไป!…อากาศก็เย็นยะเยือกจนทนแทบไม่ไหว เพราะฉันไม่คิดว่าอุณหภูมิจะต่ำถึงขนาดนั้นจึงไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวมามากพอ ที่ร้ายยิ่งกว่าคือ ฉันได้ยินเสียงประตูกระแทกกันตลอดเวลา ซึ่งฟังดูคล้ายมีคนกำลังพยายามเปิดมันเข้ามา!…ทำให้ฉันรู้สึกประสาทเสียมากขึ้น เมื่อนึกได้ว่าตอนที่มาถึงและหาเรือนไม่เจอ ฉันได้ไปถามทางคนสวนหน้าตาน่ากลัวที่ทำงานอยู่แถวนั้น “เขาจะต้องรู้ว่าฉันอยู่คนเดียวในเรือนโดดเดี่ยวหลังนี้!”…. ฉันตัดสินใจลุกขึ้นหยิบไม้ถูพื้นไปวางไว้ที่ประตู เผื่อใครเข้ามาจะได้รู้ตัว…พร้อมทั้งแข็งใจมองไปรอบ ๆ เรือน แล้วก็ต้องแปลกใจมากที่เห็นว่าใบไม้บริเวณนั้นแทบไม่ไหวติง “แล้วเสียงลมมาจากไหนกัน?!” ฉันกลับมานอนครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานา และยิ่งคิดก็ดูเหมือนเสียงหวีดหวิวนั้นจะยิ่งดังขึ้น ๆ จนฉันรู้สึกเหมือนจะสติแตกเอาเลยทีเดียว! แต่แล้วฉันก็พยายามหายใจเข้าออกช้า ๆ พร้อมกับคิดว่า “นี่เรากำลังกลัวอะไรหรือ…กลัวพายุ…กลัวสัตว์ร้าย…กลัวผี…กลัวคน หรือกลัวความตายกันแน่” สุดท้ายฉันก็คิดได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นพายุ สัตว์ร้าย ผี หรือคน […]

ภารกิจสุดท้ายของป้าแจ๋ว

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ  (ภารกิจสุดท้าย) ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลังก็ดี ที่ได้พลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณแม่ทอน ขอให้คุณแม่ทอนได้โปรดอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอตั้งตนไว้ชอบในประพฤติที่ถูกต้องดีงาม ขอบุญบารมีที่เคยสั่งสมบำเพ็ญในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี และที่จะกระทำในอนาคตก็ดี จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและแม่ทอน ตลอดญาติมิตร บริวาร ลูกหลาน เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสาร ธรรมสารสมบัติทุกประการ ขึ้นชื่อว่าทุกข์หรืออุปสรรคแลโรคภัยใด ๆ อย่าได้มีมากล้ำกรายปรากฏ ที่มีทุกข์อยู่แล้วขอให้หายมลายสิ้นไป… สิ้นเสียงสวดเป็นภาษาบาลี ตามด้วยคำกล่าวขออโหสิกรรม ฉันบอกให้ลูก ๆ ทั้งสี่คนของคุณยายทอนก้มลงกราบที่เท้าแม่ พร้อมกับกระซิบบอกข้างหูคุณยายว่า “ลูก ๆ ขอขมาและขออโหสิกรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยล่วงเกิน ขอให้คุณยายยกโทษและให้อภัยต่อลูก […]

ขอบคุณ เกลียวคลื่น … ! ที่ทำให้เห็นความหมายของการมีชีวิต

ทันทีที่กระแสน้ำฟาดขาผมให้ล้มทั้งยืน ผืนทรายที่ผมเหยียบยืนก็หายวับไป ตามมาด้วยเกลียวคลื่นที่ม้วนทับเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า ผมเหมือนกับปูอัดที่ถูกม้วนขดอยู่ในซาซิมิ เกลียวคลื่น กระหน่ำซ้ำเติมอยู่นานหลายนาที ผมสำลักน้ำจนแสบจมูกไปหมด ใช่ว่าผมไม่พยายามตะเกียกตะกาย แต่ยิ่งผมพยายามดิ้นรนเท่าไร เกลียวคลื่น ก็ดูยิ่งโกรธแค้นและอัดผมแรงกว่าเดิมราวกับต้องการฉุดลากผมให้จมลงสู่ท้องทะเลลึก……ผมคิดว่าตัวเองคงไม่รอด! ก่อนหน้าที่ผมจะมาภูเก็ตไม่กี่วัน มีคนโดนเกลียวคลื่นเล่นงานและพรากวิญญาณของเขาไปอย่างน่าเศร้า ตอนนี้คงถึงคิวของผมบ้างแล้ว… แต่มีอีกหลายอย่างเหลือเกินที่ผมยังไม่ได้ทำ ทั้งสิ่งที่อยากจะทำ สิ่งที่ควรจะทำ และสิ่งที่จะต้องทำ…ผมยังไม่ได้บอกลาเพื่อน ๆ …ยังไม่เคยขอโทษคนรักที่ผมพูดจาไม่ดีกับเธอหลายครั้ง…ผมยังไม่ได้บอกแม่ว่าการได้เกิดมาเป็นลูกชายของท่าน มันทำให้ชีวิตผมมีค่าแค่ไหน ผมยังไม่เคย…ยังไม่เคย…ยังไม่เคยทำอะไรอีกหลายอย่างเหลือเกิน! นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาภูเก็ต แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาเล่นกระดานโต้คลื่นที่กะตะ ทุกครั้งที่มาเที่ยวภูเก็ต ผมไม่ใคร่จะได้รื่นรมย์กับทัศนียภาพความงามทางธรรมชาติเท่าไรนัก ผมมักจะเตร็ดเตร่ไปตามสถานบันเทิงยามค่ำคืนเสียมากกว่า กลางวันช็อปปิ้ง กลางคืนดื่มเหล้า เที่ยวบาร์อะโกโก้ สนุก เมา มันสุดเหวี่ยงยันเช้า…เมื่อคืนของผมก็เป็นแบบนี้ ค่ำคืนนี้และคืนต่อ ๆ ไปในภูเก็ตของผมก็คงจะเข้าอีหรอบเดิม…หากว่าเช้านี้ผมไม่มาเจอคลื่นลูกนี้เข้าเสียก่อน ! เช้าวันนี้ผมตื่นมาพร้อมกับความแฮ้งระดับห้า (ระดับสูงสุดของผม) โทรศัพท์ของผมมี 3 สายที่ไม่ได้รับ…จากแม่ น้องสาว และคนรักของผม น่าจะด้วยความเป็นห่วงที่ผมเงียบหายไปหลายวัน ผมรู้สึกเบื่อเหลือเกินที่จะต้องโทร.ไปรายงานว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ แต่น่าแปลกที่ผมกลับกระตือรือร้นในการอัพโหลดรูปลงเฟซบุ๊กอวดเพื่อน ๆ ยอมอดตาหลับขับตานอนเพื่อจะบอกใครต่อใครในโลกว่าเมื่อคืนผมไปเที่ยวที่บาร์ไหน หรือไม่ก็ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อจะถ่ายภาพชายหาดในแสงแดดอ่อน ๆ ก่อนจะโพสต์เพื่อให้ใครสักคนมากด like…ผมน่าจะโทร.กลับไปหาแม่ […]

ความตายอยู่แค่ปลายจมูก

แสงแดดจ้าส่องกระทบผืนทรายและท้องทะเลเบื้องหน้าทำให้ฉันต้องหยีตาสู้กับแสง แล้วรีบเอาผ้าคลุมไหล่ในกระเป๋าเป้ขึ้นมาคลุมหัวบังแดด และใส่แว่นตาดำช่วยพรางแสงที่ร้อนแรงนั้น ทะเลในช่วงเวลาน้ำลงดูช่างราบเรียบเงียบสงบ มีเพียงคลื่นเล็ก ๆ ซัดขึ้นมาสัมผัสชายหาดอย่างแผ่วเบา ฉันรู้สึกถึงความอ้างว้างและมีคำถามบางอย่างเกิดขึ้นในใจ ฉันยังคงเดินลงน้ำต่อไปจนน้ำเริ่มสูงขึ้นมาเกือบถึงเข่า โดยรอบบริเวณนี้เต็มไปด้วยโขดหิน น้ำดูไม่ค่อยใส และยังมีซากเศษอิฐเศษกำแพงกระจายเกลื่อน ทำให้ฉันหวนรำลึกนึกถึงภาพอดีตที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ “หนีเร็ว หนีเร็ว น้ำมาแล้ว คนตายกันเกลื่อนหาดทางโน้นหมดแล้ว” เป็นคำบอกเล่าของแม่ค้าขายน้ำมะนาวปั่นที่ฉันช่วยอุดหนุนหนึ่งแก้ว เธอเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น เสียงตะโกนร้องบอกให้หนีทำให้เธอรีบกระโดดขึ้นท้ายรถกระบะของชาวบ้านแถวนั้นหนีเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด นอกจากทรัพย์สินที่สูญหาย บ้านเรือนพังเสียหายแล้ว ยังมีความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือ สภาพลูกหลานของเธอที่เธอไปตามหาจนเจอว่าเสียชีวิตโดยร่างติดอยู่ตามยอดต้นมะพร้าว เป็นความสูญเสียที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจแม้เวลาจะผ่านมาแล้วถึง 11 ปี สึนามิที่ซัดเข้าชายฝั่งไทยในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 นำความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เป็นมหันตภัยทางธรรมชาติชนิดที่ฉันไม่เคยคาดคิดว่าจะมีอยู่บนโลกใบนี้ ฉันนึกถึงภาพนักท่องเที่ยวที่ต่างพากันมาเลี้ยงฉลองเทศกาลคริสต์มาสในประเทศไทย บรรยากาศริมหาดของค่ำคืนวันที่ 25 ธันวาคม รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเต็มใบหน้า ความรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุขที่มีให้กันของคู่รัก ครอบครัว เพื่อนฝูง แต่เพียงชั่วข้ามคืน ใครจะคาดคิดว่าเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเมื่อคืนจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา น้ำทะเลที่เคยสวยใสไร้พิษสงกลับกลายเป็นกราดเกรี้ยวกวาดต้อนกลืนกินชีวิตผู้คนและทำลายอาคารบ้านเรือนให้พังทลายกลายเป็นซากปรักหักพัง ในขณะที่ฉันยังยืนแช่อยู่ในน้ำนั้น บรรดาคลื่นเล็ก ๆ ซัดมากระทบขาจนน้ำกระเซ็นเปียกชายกระโปรง จังหวะที่ฉันก้มลงสำรวจดูชุดที่เปียกน้ำ ความคิดบางอย่างเกี่ยวกับความตายก็ผุดขึ้นมา ก่อนหน้านี้ฉันมีความคิดเหมือนกับใครหลาย ๆ คนที่มักคิดว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว เรายังมีเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกยาวนาน […]

“บทเรียนจากความตาย” อุทาหรณ์เตือนใจสำหรับลูกทุกคน

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ก่อนที่พระองค์จะทรงละสังขารจากโลกนี้ไป ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ซึ่งดิฉันรู้สึกว่าคำสอนของพระองค์ครอบคลุมการใช้ชีวิตได้อย่างดีมาก เพราะความประมาทเป็นบ่อเกิดของความเสียหายทั้งปวง โดยเฉพาะเรื่องบางเรื่องที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเราจะไม่มีโอกาสได้แก้ไขมันอีก ดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่เคยประมาทกับเรื่องที่ไม่ควรประมาท เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณพ่อของดิฉันค่ะ ท่านเป็นโรคหัวใจและเคยผ่านการทำบายพาสมาครั้งหนึ่ง คุณหมอบอกว่า หลังจากที่ท่านผ่าตัดบายพาสสำเร็จ ท่านจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานทีเดียว ซึ่งดิฉันก็เชื่อคำพูดของคุณหมอ เพราะไม่ว่าคุณพ่อของดิฉันจะป่วยและเข้าออกห้องไอซียูเป็นว่าเล่นแค่ไหน ทุกครั้งท่านก็โชคดีและรอดมาได้เสมอ จนใคร ๆ ต่างพากันบอกว่าท่านเป็นคนดวงแข็ง ทำให้ดิฉันซึ่งเป็นลูกพลอยคิดไปว่า ท่านคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเหมือนที่คุณหมอพูดไว้เป็นแน่ แต่คำว่านานของคุณหมอกับคำว่านานของดิฉันคงจะไม่เหมือนกัน เพราะวันหนึ่งขณะที่ดิฉันกำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานตามปกติ เสียงโทรศัพท์มือถือของดิฉันดังขึ้น พอดิฉันรับสาย เสียงของนางพยาบาลที่ดูแลคุณพ่อก็บอกว่าท่านมีอาการหัวใจหยุดเต้น และตอนนี้หมอกำลังปั๊มหัวใจอยู่ ดิฉันตกใจมาก แต่ในใจลึก ๆ บอกกับตัวเองว่าคุณพ่อของดิฉันต้องไม่เป็นอะไรอีกเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งท่านก็รอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ทุกครั้ง ดิฉันรีบรุดไปที่โรงพยาบาลทันที และระหว่างที่ดิฉันเดินทางไปหาคุณพ่อนั้น ดิฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากนางพยาบาลคนเดิมว่าตอนนี้คุณพ่อกลับมาหายใจได้ตามปกติแล้ว หลังจากใช้เวลาปั๊มหัวใจอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง ทำให้ในใจของดิฉันยิ่งแน่ใจว่าคุณพ่อของดิฉันจะต้องไม่เป็นอะไร เมื่อมาถึงโรงพยาบาล คุณพ่อนอนอยู่ในห้องไอซียูเพื่อรอดูอาการ ท่านนอนอยู่อย่างไม่ได้สติ ดิฉันมองผ่านกระจกห้องไอซียู เห็นหน้าอกท่านกระเพื่อมแสดงถึงการเต้นของหัวใจ ทำให้ดิฉันใจชื้นขึ้นอย่างมาก วันรุ่งขึ้นดิฉันและพี่น้องทุกคนตัดสินใจย้ายท่านไปอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำที่คุณพ่อรักษาโรคหัวใจมานาน ถึงจะย้ายโรงพยาบาลและเปลี่ยนเป็นหมอที่รักษากันประจำ ท่านก็ยังต้องอยู่ในห้องไอซียูเหมือนเดิม หลังจากนั้นท่านก็ได้สติบ้าง แต่พูดไม่ได้ เนื่องจากท่อออกซิเจนยังคงคาอยู่ในปากตลอดเวลา ทุกครั้งที่ดิฉันเห็นท่านลืมตาตื่นขึ้นมามองดิฉันและพี่น้องของดิฉัน สายตาของท่านดูเหมือนอยากจะเล่าอะไรมากมาย แต่ท่านก็พูดไม่ได้ ดิฉันได้แต่พร่ำบอกว่าดิฉันรักท่านมากแค่ไหน […]

เจริญมรณสติ วิถีสู่นิพพาน โดย พระไพศาล วิสาโล

เจริญมรณสติ วิถีสู่นิพพาน โดย พระไพศาล วิสาโล ภาษิตทิเบตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ระหว่างวันพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะมาถึงก่อน” นี่คือความจริงที่เราต้องตระหนักว่า เราต้องตายอย่างแน่นอน อาจจะเป็นคืนนี้ วันนี้ หรือเดี๋ยวนี้…ชีวิตเราอาจจะไม่มีวันพรุ่งนี้ก็ได้  เจริญมรณสติ การเจริญมรณสติอยู่เสมอมีส่วนเกื้อกูลให้บรรลุนิพพานได้ทางหนึ่ง เพราะการเจริญมรณสติทำให้เราไม่ประมาท แทนที่จะเพลิดเพลินในความสุข ลุ่มหลงในการทำงานหาเงินหาทอง ยึดติดในทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ ก็จะหันมาใส่ใจสิ่งอื่นที่สำคัญกับชีวิตมากกว่า คำว่าสิ่งอื่นในที่นี้หมายถึงการทำบุญกุศล การทำความดี การทำหน้าที่ต่อคนที่เรารักและผูกพัน เช่น พ่อแม่ ลูกหลาน ตลอดจนผู้คนในชีวิต ที่เรามักละเลยเพราะมัวแต่คิดว่าตอนนี้ฉันขอทำงานก่อน ขอหาเงินก่อน ขอสนุกก่อน มรณสติจะทำให้เราหันมาสนใจคนเหล่านี้ ใส่ใจในหน้าที่ของเรา รวมทั้งหันมาใส่ใจกับการภาวนาเพื่อฝึกฝนจิตใจให้พร้อมรับความตายที่จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน ในแง่หนึ่งหมายถึงความพร้อมที่จะปล่อยวางทุกสิ่ง เพราะนอกจากจะเอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างแล้ว มันยังสามารถหน่วงเหนี่ยวจิตใจให้เป็นทุกข์จนอาจทำให้ตายอย่างทุรนทุรายหากยึดติดถือมั่นจนปล่อยวางไม่ได้ สำหรับคนที่มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ มรณสติจะช่วยให้เราจดจ่อแน่วแน่อยู่กับการปฏิบัติ ไม่มัวสาละวนกับสิ่งอื่นจนลืมตัว เช่น พระบางรูปอาจวุ่นอยู่กับการสร้างวัดสร้างโบสถ์จนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม พอเจริญมรณสติก็คิดขึ้นมาได้ว่า “เอ…เราจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ ฉะนั้นต้องหันมาขวนขวายปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ให้จริงจังมากขึ้น” มรณสติจะคอยเตือนสติไม่ให้เราเพลินกับสิ่งอื่น ช่วยให้เราแน่วแน่และตั้งมั่นในความเพียรพยายาม พระพุทธเจ้าทรงเตือนพระสาวกอยู่เนือง ๆ ว่าให้หมั่นพิจารณามรณสติเพื่อความไม่ประมาท เพราะโลกมีสิ่งดึงดูดความสนใจให้เผลอไผลได้มากมายเหลือเกิน ฉะนั้นจึงต้องหมั่นเจริญมรณสติเตือนตนอยู่เสมอ ให้ตระหนักว่า ความตายนั้นอยู่ใกล้ตัวมาก ชนิดที่ว่าเราเคี้ยวอาหารอีกเพียง […]

ทุกคนมีนัดกับความตาย พร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ทุกคน มีนัดกับความตาย พร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ทุกคน มีนัดกับความตาย ท่านพร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด สมมติว่าก่อนจะมาเกิดในเมืองมนุษย์ เราได้ทำสัญญาไว้ฉบับหนึ่ง คือสัญญาเกิด – ตาย พญามัจจุราชก็ให้เราเซ็นสัญญาไว้ เพราะธรรมชาติการเกิดก็ย่อมมีการตายเป็นของคู่กันอย่างนี้ แต่ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า เราไม่รู้ว่าสัญญาเกิดของเรามีอายุกี่ปี ดังนั้น วันคืนที่ล่วงไป ๆ วันเวลาของเราที่จะอยู่บนเมืองมนุษย์ก็ลดลงไป ๆ ทุกวัน เรากำลังก้าวเดินเข้าไปสู่ความตายทุก ๆ ขณะ พญามัจจุราชกำลังรอเราอยู่ บางคนก็เริ่มหนาวสะท้าน หวั่นเกรงหรือหวาดกลัวต่อความตายกันบ้างแล้ว และพยายามทำบุญสืบอายุต่อชะตาชีวิตกันยกใหญ่ เพื่อผัดผ่อนกับพญามัจจุราช ผัดผ่อนไม่ได้หรอกท่าน ครบกำหนดสัญญาเมื่อไร เขาก็มาฉุดคร่าเอาชีวิตไปเมื่อนั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า เมื่อถึงเวลาแล้ว แม้จะหนีไปอยู่ ณ ที่แห่งหนตำบลใด ส่วนไหน ๆ ของโลกหรือจักรวาลก็หนีความตายไปไม่พ้น เหตุนั้นเรามีเวลามากพอหรือที่จะหลงระเริงประมาทมัวเมาไร้สาระ หลับใหลลุ่มหลงอยู่ ตื่นกันได้แล้วนะ ช่วงชีวิตที่ผ่านมาทำดีไว้กี่ขีด ทำอัปรีย์ไว้กี่กิโล ทำบุญกุศลไว้กี่กิโล หรือทำบาปอกุศลไว้เป็นตัน อันที่จริงช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ระทึกขวัญตื่นเต้นเร้าใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านพร้อมหรือยังกับการเผชิญหน้าพญามัจจุราช ท่านพร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด หรือท่านคิดว่าจะเบี้ยวไม่ไปตามนัด […]

แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ “ความตายคือแบบฝึกหัด”

แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ “ความตายคือแบบฝึกหัด” คดีสําคัญมากมายซึ่งเป็นที่สนใจของผู้คน มักจะมีชื่อของ แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ร่วมเป็นหลักในการสืบค้นเสมอ การพบเจอกับความตายแทบทุกวัน ทำให้คุณหมอได้เรียนรู้ธรรมะไปด้วยในตัว คุณหมอเริ่มสนใจธรรมะตั้งแต่เมื่อไรคะ ตั้งแต่วันแรกที่ได้ผ่าศพ แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่านั่นคือธรรมะ ศพแรกผ่าที่โรงพยาบาลรามาธิบดีตอนเป็นแพทย์เฉพาะทาง เป็นคนไข้เก่าที่หมอเคยรักษาตอนเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่ที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก แล้วรักษาไม่หาย จนหมอเปลี่ยนแผนกไปแล้ว เลยไม่รู้ว่าต่อมาคนไข้รายนี้ถูกส่งมารักษาต่อเนื่องที่กรุงเทพฯ สุดท้ายคนไข้ก็ตาย คนไข้คนนี้มีกันแค่สองคนแม่ลูก แม่อยู่บนภูเขา นาน ๆ ถึงจะลงมาเยี่ยมลูกซึ่งป่วยอยู่ หมอก็เลยคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราว่า ในบั้นปลายชีวิตลูกน่าจะอยากอยู่กับแม่นะ ถ้าเลือกได้ รู้ว่ารักษาไม่หาย เขาคงไม่อยากเสียชีวิตอย่างเดียวดาย เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนก็คงอยากรู้ว่าจุดท้ายสุดของชีวิตจะเป็นอย่างไร และเราควรต้องทําอะไร หมอเริ่มมองเห็นความตายเป็นแบบฝึกหัด แต่ก็ยังไม่รู้ว่านั่นคือธรรมะ อย่างเช่น มีอยู่คนหนึ่งเขาไปซื้อปาท่องโก๋ ใครก็ไม่รู้มองข้างหลังแล้วจําคนผิด เขาเลยโดนแทงตาย หมอก็สงสัยว่าทําไมต้องเป็นเขา ไม่มีคําตอบในโลกปัจจุบัน เลยสงสัยว่าคงจะเป็นกรรมจากชาติก่อน บางคนเป็นเศรษฐีมีเงินเป็นพันลัานหมื่นล้าน ตอนมีชีวิตทุกคนรักเขา แต่พอตายปั๊บ ไม่มีใครกอดเขาเลย มีเมีย 5-6 คนก็ยังทะเลาะกัน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันขนศพขึ้นรถก็คุยกันเรื่องแบ่งมรดกแล้ว หมอเลยเริ่มรู้สึกว่ามีเงินเยอะไปทําไม พอเอาเข้าจริง […]

อาหารจานโปรดที่มีลมหายใจ

ทะเลแดดสีทองอาบเทือกเขาตรงหน้า เกล็ดน้ำค้างแข็งระยิบระยับราวกากเพชรโปรยทั่วทุ่งหญ้า อาหารจานโปรดที่มีลมหายใจ ฉันลืมตาตื่นกับภาพตรงหน้าจากหน้าต่างกระจกของกุฏิหลังเล็กบนเนินเขาที่วัดป่าวิมุตติ วัดป่าสาขาหลวงพ่อชาในเกาะเหนือ ประเทศนิวซีแลนด์ ม้า 3 ตัวยืนกินหญ้า ฝูงแกะและวัวกระจายอยู่คนละฟากของเนินเขา แลดูคล้ายภาพถ่ายในโปสต์การ์ด สัปปายะอันได้แก่ สถานที่ อากาศ อาหาร อาจแตกต่างกันไปในวัดคนละซีกโลก อากาศที่ร้อนและอ้าวฝนในวัดแถบอีสานบ้านเรา เป็นคนละอุณหภูมิกับความหนาวเหน็บที่สอดแทรกเข้าไปใต้ผ้าห่มในคืนที่ต่ำกว่าศูนย์องศา ในประเทศแถบขั้วโลกใต้ระหว่างช่วงเข้าพรรษาซึ่งฤดูกาลตรงข้ามกับเมืองไทย อาหารก็เปลี่ยนรสจากส้มตำปลาร้ารสจัด ซุบหน่อไม้ ข้าวเหนียวมาเป็นข้าวอบเครื่องเทศกลิ่นแขกๆ ถั่วเหลืองต้มที่เรียกว่า “ดาล” แกงรากบัว และมันฝรั่งไส้ผักที่ปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วทอด อาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวศรีลังกา ชุมชนชาวพุทธผู้มีศรัทธาเต็มเปี่ยมในการถวายทาน รักษาศีล และภาวนา เหตุที่ฉันเปรียบเทียบสัปปายะระหว่างสองวัดในสองประเทศ ก็เพราะเมื่อต้นปีฉันได้มีโอกาสไปปฏิบัติที่วัดถ้ำผาจันทร์ ตำบลเต่างอย สกลนคร ซึ่งเป็นวัดที่ห่างไกลชุมชน และพอกลางปีฉันก็ได้บินข้ามฟ้ามาปฏิบัติที่วัดวิมุตติ นอกจากอากาศและอาหารที่ต่างกันแล้ว สิ่งที่ใกล้เคียงกันน่าจะเป็นสถานที่ตั้งของวัดซึ่งอยู่บนเนินกลางทุ่งกว้างในโอบล้อมของเทือกเขา ในกุฏิไม่มีไฟฟ้าจึงต้องอาศัยแสงเทียนในยามค่ำคืน สิ่งที่ทำให้ฉันระลึกนึกย้อนถึงวัดถ้ำผาจันทร์ก็คือ ที่โน่นมีฝูงวัวฝูงควายในท้องทุ่ง ที่นี่ก็มีฝูงวัวเนื้อ วัวนม และฝูงแกะ วัวไทยกับวัวฝรั่งต่างกันตรงที่วัวฝรั่งไม่มีกะโหล่งคล้องคอ (ชาวอีสานเรียกกระดึงที่คล้องคอวัวว่ากะโหล่ง) ที่วัดถ้ำผาจันทร์ เสียงกะโหล่งดังกังวานก้องหุบเขาในทุกก้าวย่างของวัวควาย ทุกครั้งที่ฉันได้ยินเสียง กร๊องแกร๊ง กร๊องแกร๊ง ใจฉันสะท้อนถึงความตายที่ใกล้เข้ามาของฝูงสัตว์สัตว์สี่เท้าที่น่าเวทนาซึ่งให้คุณประโยชน์แก่มนุษย์ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย หารู้ไม่ว่าของขวัญห้อยคอที่เจ้าของหยิบยื่นให้ในวันแรกเกิด แท้ที่จริงคือของขวัญแห่งความตาย […]

ถ้ารัก… อย่ายอมแพ้…แม้ความตาย!

ฉันเคยคิดเหมือนคนทั่วไปว่า “ไม่มีอะไรเอาชนะความตายได้” จนกระทั่งมาพบกับเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเกิดขึ้นจริง ๆ ! อย่ายอมแพ้ วันแรกที่พาแม่มาเข้าห้องไอซียูของโรงพยาบาลเจ้าประจำ ฉันเห็นผู้หญิงรูปร่างผอมบางคนหนึ่งนั่งแอบอยู่ตรงมุมห้อง…ใบหน้าซูบผอม ดวงตาอิดโรย ผมเผ้าที่ดูยุ่งเหยิงทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเธอต้องเป็นญาติของคนไข้อาการหนักคนใดคนหนึ่งในห้องนั้น แล้ววันรุ่งขึ้นฉันก็ได้เห็นว่า มีผู้หญิงอีกคนหน้าตาคล้ายกันนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ ตอนที่ฉันเดินเข้าไปเยี่ยมแม่ ทั้งสองคนกำลังสวดมนต์กันอย่างขะมักเขม้น และเมื่อฉันออกมาก็ได้เห็นว่า หน้าตาคนน้องที่เพิ่งมาถึงเหมือนผ่านการร้องไห้มาหยก ๆ ฉันจึงอดถามขึ้นไม่ได้ เธอตอบฉันว่า “พี่สาวคนโตเป็นมะเร็งที่หน้าอกเมื่อหลายปีก่อน ต่อมาเป็นใหม่ที่กระดูกแล้วลามไปที่ปอด และตอนนี้กำลังขึ้นสมอง หมอบอกว่าสมองไม่ทำงานแล้วค่ะ หมดทางรักษา อยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น…” เธอเล่าด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ขณะที่คนพี่นั่งนิ่ง…ฉันฟังอาการแล้วก็คิดว่า พี่สาวคนโตของพวกเธอคงต้องจบชีวิตลง เช่นเดียวกับเพื่อนสนิทของฉันซึ่งป่วยด้วยโรคเดียวกัน ฉันจึงได้แต่ปลอบใจและบอกพวกเขาว่า ถึงแม้คนไข้จะอยู่ในอาการโคม่า แต่ก็สามารถได้ยินและรับรู้ ดังนั้นจึงควรพูดแต่สิ่งที่จะทำให้พี่สาวคลายความกังวล และพยายามน้อมนำความคิดของเธอไปในทางที่เป็นกุศล เพื่อเธอจะได้จากไปอย่างสงบตามแนวทางที่ฉันได้รับการอบรมมาจากคอร์ส “วิถีสู่ความตายอย่างสงบ” โดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล คนน้องน้ำตาคลอและพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย…แต่แล้วฉันก็ต้องตกใจเมื่อคนพี่หันไปทำหน้าดุน้องสาว พลางพูดเสียงเข้มว่า “คนเราถ้าสวดมนต์ก็ต้องมีความหวัง ไม่ใช่ยอมแพ้ เราควรปล่อยวางต่อเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ตอนนี้เราต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด” แล้วเธอก็หันมาทางฉัน “จริง ๆ นะพี่ หนูคิดเสมอว่าพี่หนูต้องไม่ตาย นี่หนูก็กำลังศึกษาอาหารเสริมตัวหนึ่งซึ่งเมืองนอกเขาจดทะเบียนเป็นยาแล้ว เพราะสามารถรักษามะเร็งได้ […]

หลับอย่างไร ตายอย่างนั้น ธรรมะตื่นรู้ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

หลับอย่างไร ตายอย่างนั้น ธรรมะตื่นรู้ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม การตายนั้นเหมือนกับการนอนหลับ เรานอน หลับอย่างไร ตายอย่างนั้น เพราะอะไร มาทำความเข้าใจเรื่องนี้เพื่อได้ตื่นรู้กับบทความธรรมะของพระอาจารย์มานพ อุปสโมกันค่ะ ก่อนจะหลับถ้าเราสังเกตเห็นจิตเราวูบดับไป อาการตายก็เป็นอย่างนั้นเอง ภาวะทางจิตตอนจะตายก็เหมือนกับตอนจะหลับนั่นเอง ไม่มีอะไรน่าหวาดกลัว แล้วก็ไม่มีอะไรเจ็บปวด ไม่ว่าจะตายด้วยอุบัติเหตุ ตายด้วยอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านให้เราหมั่นทำคุณงามความดีเอาไว้ ถึงเวลาตอนที่ใกล้จะตาย เราจะได้หลับสบาย หลักการพุทธศาสนาให้เราทำความเข้าใจว่า การตายก็เหมือนกับการเปลี่ยนภาชนะ เหมือนเปลี่ยนของใช้ คือทิ้งภาชนะดินเผาแล้วเปลี่ยนเอาภาชนะทองคำมาแทน สังขารร่างกายของเราปัจจุบันนี้มันเจ็บมันปวด พอตายแล้วเราก็เปลี่ยนใหม่หมด ถ้าเราทำบุญทำกุศลไว้ดีพอ บุญกุศลจะส่งผลให้เราไปเกิดในสุคติ คือเปลี่ยนไปเป็นภาชนะที่ดีขึ้น การตายเปรียบเหมือนกับการย้ายบ้าน บ้านที่เราอยู่อาศัยในปัจจุบันเป็นบ้านเช่าหลังเก่า ๆ พัง ๆ เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้มานานมากแล้ว วันหนึ่งเราทำงานเก็บเงินได้ส่วนหนึ่ง เราก็เริ่มซื้อที่ดินแล้วก็เริ่มสร้างบ้านใหม่ พอบ้านหลังใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ย้ายจากบ้านหลังเก่าไปอยู่บ้านหลังใหม่เท่านั้นเอง ถามว่าเราควรอาลัยอาวรณ์บ้านหลังเก่าหรือเปล่าทั้งที่บ้านหลังเก่าก็ผุ ๆ พัง ๆ ฝนตกลงมาหลังคาก็รั่ว เปียกจนเรานอนหลับไม่สบาย แต่บ้านหลังใหม่เป็นบ้านที่เราปลูกอย่างดี เราพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบาย     หากสร้างบ้านใหม่ไว้ดีแล้ว การย้ายออกจากบ้านหลังเก่าก็ไม่น่าอาลัยอาวรณ์ ไม่น่าหวาดกลัว […]

“ไม่เป็นอะไรกับอะไร” เรื่องเล่าช่วงเวลาก่อน หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ มรณภาพ

แม้จะยังไปไม่ถึงจุดหมายดังกล่าว เพียงแค่อยู่ระหว่างทางการตายอย่างสงบก็ไม่เหลือวิสัย ขอเพียงแต่ลงมือปฏิบัติเสียแต่เดี๋ยวนี้

อยู่ด้วยการรู้เท่าทันว่าเป็นธรรมดาของชีวิต โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

อยู่ด้วยการ รู้เท่าทัน ว่าเป็นธรรมดาของชีวิต โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) การอยู่ด้วยการ รู้เท่าทัน ตรงกับคำว่า สัมปชัญญะ คำนี้มีความหมายว่า “รู้ตัวทั่วพร้อม” เป็นองค์ธรรมที่เกื้อกูลกับสติ หรือเรียกได้ว่า เป็นธรรมที่เอื้อกับสติ จึงเรียกสององค์ธรรมนี้ติดกันว่า “สติสัมปชัญญะ” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) แสดงธรรมเรื่อง “การอยู่ด้วยการรู้เท่าทันธรรมดาของชีวิต” ซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งในหัวข้อเรื่อง “ระลึกถึงความตาย และวิธีปฏิบัติให้ถูกต้องต่อความตาย” ท่านกล่าวถึงเรื่องการอยู่ด้วยการรู้เท่าทันธรรมดาของชีวิตไว้ว่า พระพุทธศาสนาสอนและฝึกฝนมนุษย์ เพื่อให้พัฒนาศักยภาพตนเองจากปุถุชนไปสู่ความเจริญก้าวหน้า (อริยบุคคล) ต้องอาศัยคุณธรรมเป็นอนุสติ (การระลึก) เพื่อให้เตือนใจตนเอง และพัฒนาไปถึงขั้นสูงสุดคือ การรู้เท่าทันว่าเป็นธรรมดา และ  การมีปัญญารู้เท่าทันตามเหตุและปัจจัย     สำหรับมรณานุสติ หรือมรณสติ ทำให้เข้าใจว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสิ่งที่คู่กับความเกิด เกิดแล้วต้องดับ เมื่อเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา ก็จะทำให้สบายใจ คลายทุกข์ เมื่อเข้าใจความตายเป็นแบบนี้แล้ว ควรระลึกได้ว่า ความตายนั้นเป็นสิ่งที่แน่นอน แต่จะมาถึงเราในวันไหนนั้นยังไม่แน่นอน อาจช้าหรือเร็วก็ได้ ฉะนั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ขอให้เร่งขวนขวายทำกิจหน้าที่ และความดีต่าง ๆ […]

keyboard_arrow_up