ความดี … ทำง่าย?

“การทำความดีไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป” ใครสักคนเคยพูดไว้เช่นนั้น ตอนได้ยินฉันนึกแย้งในใจว่า “ไม่จริงมั้ง ข้ออ้างหรือเปล่า…ถ้าคนเราจะทำ ความดี เสียอย่างไม่มีอะไรยากหรอก” จนกระทั่งตัวเองได้ประสบกับเหตุการณ์หนึ่งซึ่งส่งผลให้ต้องกลับมาคิดอีกครั้งว่า บางทีคำกล่าวนี้อาจจะเป็นจริงก็ได้… ฉันเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด ก่อนจะย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานที่จังหวัดพังงา บ่ายวันหนึ่งฉันขับรถตู้โกโรโกโสของบริษัทไปทำธุระที่ธนาคาร (รถคันนี้มีชื่อเล่นว่า “น้องแหบ”) เมื่อออกจากธนาคารกำลังจะขับพาน้องแหบกลับบริษัท เห็นสามีภรรยาชาวต่างชาติคู่หนึ่งเดินตรงมาที่รถ ฉันจึงเปิดหน้าต่างลง มาดามยื่นแผนที่ในมือให้ดูพลางชะเง้อมองชื่อบริษัทที่หน้าอกเสื้อพนักงานของฉันด้วย เธอถามว่าจุดขึ้นรถของโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งในเขาหลักอยู่ที่ไหน เธอและสามีต้องการจะกลับโรงแรม ฉันตอบคำถามของเธอไม่ได้เพราะไม่ใช่คนแถวนี้ แต่พอดีมองไปเห็นวัยรุ่นชายคนหนึ่งกำลังกวักมือเรียกฝรั่งทั้งคู่ให้ไปขึ้นรถแท็กซี่สองแถวของเขา ฉันถามเขาว่าจุดขึ้นรถกลับโรงแรม…อยู่ที่ไหน เขาตอบว่าไม่รู้ จากนั้นก็หันไปตั้งหน้าตั้งตาเรียกฝรั่งคู่นั้นมาขึ้นรถต่อไป ตัวฉันเองเคยไปใช้ชีวิตในต่างแดนและเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการความช่วยเหลือแบบนี้มาก่อน ครั้งใดที่ได้รับความเอื้อเฟื้อจากเจ้าของประเทศจะรู้สึกดีมาก ตอนนั้นฉันก็แค่อยากให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองไทยรู้สึกแบบเดียวกัน จึงบอกพวกเขาว่าจะไปส่งที่โรงแรมให้เอาไหม มาดามถามว่าจะคิดตังค์เท่าไร ฉันตอบว่า ไม่คิดเงินหรอก พวกเขาดีใจมาก รีบเปิดประตูน้องแหบขึ้นมานั่งทันที แต่เหตุการณ์ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เมื่อวัยรุ่นเจ้าถิ่นพยายามห้ามไม่ให้ฉันออกรถ เขาพูดซ้ำ ๆ ว่า “พี่เอาแขกไปไม่ได้” ฉันจึงหันไปพูดกับแขกบ้านแขกเมืองทั้งสองว่าผู้ชายคนนี้อยากให้คุณไปกับรถของเขา คุณต้องการอย่างนั้นไหม แขกตอบพร้อมกันว่า “ไม่!” ขณะนั้นฝนเพิ่งซาเม็ดและร้อนอบอ้าวจากไอแดดที่สาดแสงลงมา หากพวกเขาไม่ไปกับรถโลคัลแท็กซี่คันนี้ก็คงต้องพากันเดินฝ่าไอแดดไปเรื่อย ๆ และระยะทางจากตรงนี้ไปโรงแรมก็ไม่ใช่ใกล้ ๆ ฉันไม่ฟังเสียงทัดทานขณะที่คนขับรถรับจ้างเจ้าถิ่นยังไม่ยอมหยุดแผ่นเสียงตกร่องของเขา “พี่เอาแขกไปไม่ได้ ๆ” มันเพิ่มความรำคาญมากขึ้นทุกขณะ ฉันจึงตัดความรำคาญโดยตะโกนออกไปว่า “มีอะไรให้ไปเคลียร์ที่บริษัท” […]

การทำความดีไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ใบปริญญา เรื่องจริงจากหนุ่มผู้ที่ไม่รับปริญญา

การทำความดีไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ใบ ปริญญา เรื่องจริงจากหนุ่มผู้ไม่รับปริญญา ผมไม่เชื่อหรอกว่า ใบ ปริญญา จะสามารถวัดคุณค่าของคนได้จริง…อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งละที่เชื่อแบบนี้ ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง บ้านเราเช่าตึกแถวหนึ่งห้องสำหรับทำมาหากินและอยู่อาศัย ชั้นล่างแม่เปิดเป็นโรงงานเย็บผ้าขนาดย่อม โดยรับชิ้นส่วนผ้าที่ตัดเรียบร้อยแล้วมาเย็บเป็นชุด พร้อมกับชักชวนคนรู้จักในหมู่บ้านของแม่ที่เดินทางจากภาคอีสานมาหางานทำในกรุงเทพฯมาช่วยเป็นลูกมือราว 10 คน รวมถึงพ่อที่เมื่อก่อนเคยเป็นช่างไม้ก็ออกมาช่วยแม่ทำงานที่ร้านอย่างเต็มตัว ส่วนชั้นสองของบ้านนั้น ห้องหนึ่งครอบครัวเราใช้อยู่อาศัย ส่วนห้องที่เหลือก็ให้ลูกจ้างอยู่ พ่อแม่ของผมเรียนหนังสือไม่สูง แต่ก็สามารถส่งผมเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนที่มีคุณภาพในกรุงเทพฯได้ ชีวิตครอบครัวเราเหมือนจะไปได้สวย แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เหมือนมาปล้นบรรยากาศดี ๆ ภายในครอบครัวของผมไป สมัยนั้นผมยังเรียนอยู่ชั้น ป.5 แต่ก็โตพอจะรู้ว่าเศรษฐกิจช่วงนั้นไม่ค่อยดีนัก บรรดาลูกจ้างที่เคยช่วยงานในร้านพากันกลับไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่ต่างจังหวัดหมด ทำให้กิจการของเราไปต่อไม่ได้ แม่ค่อย ๆ ทยอยขายจักรทิ้งไปทีละตัวเพื่อนำเงินมาหมุนเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ส่วนพ่อก็หันไปทำอาชีพเมสเซนเจอร์แทน วิกฤติครั้งนี้ ภาระหนักทั้งหมดตกอยู่ที่พ่อ ท่านต้องคอยขับรถส่งของให้เหล่าคุณหญิงคุณนาย โดยนำมอเตอร์ไซค์บุโรทั่งคันเดียวที่มีในบ้านไปใช้ แต่เพราะงานของพ่อเป็นอาชีพอิสระ ทำให้รายได้ไม่ค่อยแน่นอน เราจึงต้องอยู่กันอย่างกระเบียดกระเสียร ไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัวของเรายังมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มมาอีกหนึ่งคนด้วย ทุกครั้งที่กลับถึงบ้านหลังโรงเรียนเลิก ผมจะมองลอดเข้าไปในประตูเหล็กยืดหน้าบ้าน ภาพที่เห็นซ้ำ ๆ จนชินตาคือ ภาพของแม่กำลังนอนแผ่หลาอยู่บนเสื่อน้ำมันท่ามกลางความมืดมิดภายในบ้าน ซึ่งนั่นเป็นเพราะแม่ไม่มีงานทำ และบ้านเราก็ไม่มีเงินพอแม้แต่จะจ่ายค่าไฟ ทุกวันผมต้องเดินกำเงิน 20 บาทไปซื้อข้าวผัดมาหนึ่งกล่อง แล้วแบ่งกันกินกับแม่คนละครึ่ง เป็นเพราะบ้านเรามีเงินไม่พอแม้แต่จะซื้อข้าวมาหุง […]

8 มาตรวัดตรวจสอบความเป็น คนดี คุณมีเกินครึ่งหรือเปล่า เช็คเลย

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าคนรอบกายคนไหน คือ คนดี วันนี้ พระราชญาณกวี มีคำตอบ

ความดีคือ อะไร อะไรคือความดี พระราชญาณกวี มีคำตอบ

ความดีคือ อะไร อะไรคือความดี เรื่อง พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)    ความดี คือ การสร้างตนและสร้างคนอื่นได้ดีเฉพาะตน ไม่มองคนอื่นว่าดี ยังไม่ชื่อว่าดี ความดี คือ จิตที่เข้มแข็ง ไม่ยอมให้กามราคะ โลภโกรธ หลง เข้ามาเล่นงาน ความดี คือ การฝึกฝนตน ทนทุกข์ลำบากได้ จนยืนได้ด้วยลำแข้งของตน ความดี คือ การมีจิตสงสาร หาทางช่วยเหลือคนตกทุกข์ให้พ้นทุกข์ โดยไม่เพิกเฉยทอดธุระ ความดี คือ ความสามารถดำรงชีวิตโดยสุจริต แม้จะมีโอกาสให้ทุจริตได้ แต่ไม่ทำ ความดี คือ การเสียสละ มิใช่เพื่อสร้างตน แต่เพื่อสร้างชาติบ้านเมืองเยี่ยงวีรบุรุษ ความดี คือ การทำตนให้คนอยากเอาอย่างในทางดี ทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายจนมีอนุสาวรีย์ให้โลกยกย่อง ความดี คือ การเอาภาระธุระของตน ด้วยการตั้งระเบียบวินัย ไม่ทำอะไรตามสบาย จนก้าวถึงเป้าหมายที่ต้องการ ความดี คือ การมุมานะบากบั่น ไม่หวั่นไหว แต่มีจิตเข้มแข็ง อดทนต่อเรื่องราวร้ายแรงที่ผ่านมาในชีวิต ไม่คิดสั้น คนดี คือ คนที่มีความดีดังกล่าว สั่งสมเรื่องราวเล่าขานเป็นตำนานชีวิต ชีวิตคนดีสั้น แต่ความดีของคนดีอยู่ได้นานนับพันปี ทรัพย์คนดีอาจหมดไป แต่ความดีของเขายังยั่งยืนพันปีอำนาจอาจสูญสิ้น แต่ความดีไม่มีเสื่อมคลาย คนดี ไม่เคยทำดีเพื่อประกาศว่าตนเป็นคนดี คนดี คือคนที่พร้อมจะยกย่องคนอื่นว่าดีกว่าตน คนดี คือ คนที่มีดี แต่ไม่อวดดี คนดี คือ คนที่ให้ความดีพูด มิใช่ตัวคนพูด คนดีมิใช่ดีเพราะสร้างภาพลักษณ์ คนดี อาจมิใช่คนหน้าตาดี มีทรัพย์ มีเกียรติ มีอำนาจมีอิทธิพล คนเกรงกลัว คนดี อาจมิใช่คนเรียนเก่งเป็นที่หนึ่งคนดี ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ คนดีที่โลกยกย่อง ให้เพ่งมองดูว่าเขาเคยทำอะไรไว้ให้โลก นักวิทยาศาสตร์นักศิลปะ นักเคมี ศาสดา หรือนักบวชที่โลกยกย่องมายาวนานหลายร้อยหลายพันปี ท่านเหล่านั้นมีดีอะไร คนจึงนับถือ ให้เราดูว่าท่านเหล่านั้นได้ให้อะไรแก่มวลมนุษยชาติ มิใช่ท่านได้อะไรไปจากโลกนี้มากกว่ากัน การจะตัดสินว่าใครดี ไม่ดี ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ซึ่งใจของแต่ละคนจะสัมผัสเอง ในทางพระพุทธศาสนา มีเครื่องมือตรวจสอบคนดีด้วยวิธีง่าย ๆ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี”  Secret Magazine (Thailand) Photo by Ryan Loughlin on Unsplash

“อานุภาพแห่งความดี” นึกถึงเรื่องดีในยามใกล้ตาย บทความธรรมะ จาก พระไพศาล วิสาโล

การทำความดี ไม่เพียงช่วยให้มีชีวิตที่ผาสุกเท่านั้น หากยังอำนวยให้มีความสุขในเวลาละโลกนี้ไป ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า บุญย่อมทำให้เกิดสุขในเวลาสิ้นชีวิต

Dhamma Daily : การกระทำบางอย่าง บางสังคมบอกว่าเป็นความดี อีกสังคมบอกว่าเป็นความชั่ว จริงๆ แล้วใช้เกณฑ์อะไรวัด

Dhamma Daily : การกระทำบางอย่าง บาง สังคม บอกว่าเป็นความดี อีก สังคม บอกว่าเป็นความชั่ว จริงๆ แล้วใช้เกณฑ์อะไรวัด ถาม: บาง สังคม เรียกการกระทำแบบหนึ่งว่าเป็นความดี แต่อีก สังคม กลับมองว่าเป็นความชั่ว จริงๆ แล้วเราจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัดคะ ตอบ: ยุคสมัยนี้คนที่ร่ำเรียนสูง มีงานดี มีเงิน มียศฐาบรรดาศักดิ์ มีบริวาร และมีชื่อเสียง มักจะถูกสังคมยกย่องว่าเป็นคนดี น่านับถือ แต่คนเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่น่านับถือในอีกหมื่นปีข้างหน้าก็ได้ ซึ่งหลักธรรมคำสอนได้อธิบายไว้ว่า ความจริงทุกสิ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ สมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะ คือ ความจริงโดยสมมติ เป็นความจริงแบบชาวโลก แบบโลกียธรรม สามารถเกิดขึ้นได้ เปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับกาลสมัย ค่านิยม และวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เช่น ชาวต่างชาติสามารถนั่งไขว่ห้างฟังธรรมได้ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดแปลกสำหรับบ้านเมืองเขา แต่ถ้าคนไทยนั่งแบบนั้นบ้าง ก็จะถูกคนในบ้านเมืองเรามองว่าทำความผิดร้ายแรง […]

พลังของการทำความดี – สุวรรณฉัตร พรหมชาติ เจ้าของฉายา แท็กซี่อุ้มบุญ

พลังของการทำความดี – สุวรรณฉัตร พรหมชาติ เจ้าของฉายา แท็กซี่อุ้มบุญ หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ ” แท็กซี่อุ้มบุญ ”  กันมาบ้างแล้ว นี่คือฉายาของเจ้าของแท็กซี่สีเขียวเหลือง เขาคนนี้มีชื่อว่าสุวรรณฉัตร พรหมชาติ เขาเป็นที่รู้กจักจากการให้พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี คนพิการและคนตาบอด นั่งรถฟรี แถมยังอาสาอุ้มผู้พิการ อัมพฤกษ์ อัมพาตขึ้นรถฟรีอีกด้วย “พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นิมนต์ นั่งฟรีครับ” “ผู้พิการ อัมพฤกษ์ อัมพาต อุ้มฟรี คนพิการ คนตาบอด นั่งฟรีครับ” นี่เป็นสติ๊กเกอร์ข้อความที่ติดรอบรถแท็กซี่ของเขาจากประสบการณ์ชีวิตที่เขา “ได้รับ”ความช่วยเหลือจากผู้อื่นในขณะประสบวิกฤติชีวิตหลายครั้ง จนเกิดเป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ให้เขาอุทิศชีวิตเพื่อ “ตอบแทน” สังคม ย้อนไปในวัยเด็ก ชีวิตของสุวรรณฉัตรลำบากมากจนต้องบวชเป็นสามเณร เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะแบ่งเบาภาระของแม่ได้ระหว่างนั้นเขาออกตามหาพ่อที่ไม่เคยพบกัน “ผมออกตามหาพ่อขณะที่ยังเป็นสามเณรตอนนั้นเดินตามหาไปตามที่ต่าง ๆ จนได้พบคุณลุงขับรถตู้คนหนึ่ง ท่านพาผมไปส่งยังที่หมายโดยไม่เก็บค่ารถ ทั้งยังถวายปัจจัยให้ด้วย 100 บาท ผมประทับใจว่าท่านเป็นพุทธบริษัทที่ดี และตั้งใจว่าต่อไปจะทำอย่างที่คุณลุงท่านนี้เคยทำให้ได้ จึงเป็นที่มาของการนิมนต์พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นั่งรถฟรี” หลังจากที่ได้พบกับพ่อ สุวรรณฉัตรจึงสึกออกมาทำงาน พออายุ 15 ปีก็ตัดสินใจเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แต่กลับโดนหลอกไปใช้แรงงานในเรือประมงที่จังหวัดชุมพรครั้งนี้เขาได้รับน้ำใจอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันลืม “ก่อนถูกบังคับให้ลงเรือ ผมถูกเรือชนขาจนเป็นแผลฉกรรจ์ 8 วันที่อยู่บนเรือลำนั้นผมไม่ได้กินยาหรือใส่ยาใด ๆ เลย เมื่อกลับเข้าฝั่งจึงหนีออกมา จนได้เจอกับรถสองแถว คนขับรถมีน้ำใจพาไปส่งที่สถานีรถไฟชุมพรแม้รถไม่ผ่านทางนั้น ผมนอนไข้ขึ้นอยู่ที่ม้าหินอ่อนในสถานีรถไฟ หัวเข่าเน่าเฟะแมลงวันตอม คนผ่านไปผ่านมาทั้งวันไม่มีใครสนใจ มารู้สึกตัวอีกทีตอนมีคนมาเขย่าตัวลืมตาขึ้นมาก็เห็นชายหญิงหกเจ็ดคน ซึ่งคงเป็นคนที่มาใช้แรงงานที่นี่ “ผมเล่าเรื่องที่เจอมาให้พวกเขาฟัง เขาก็ไปซื้อข้าว ซื้อน้ำ ซื้อตั๋วรถไฟ และรวบรวมเงินมาให้อีก 300 บาท พวกเขาเป็นเหมือนเทวดามาโปรด ถึงไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่หมางเมินเพื่อนมนุษย์ ความเมตตาของพวกเขากลายเป็นแรงผลักดันให้ผมช่วยเหลือผู้ป่วย โดยบริการอุ้มผู้พิการ อัมพฤกษ์อัมพาต นอนติดเตียงไปกลับโรงพยาบาลมาตลอด” เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ สุวรรณฉัตรแสวงหางานสุจริตทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แต่ครั้งหนึ่งกลับถูกนายจ้างโกงเงินเดือนและทำร้ายร่างกาย ในที่สุดจึงหันมาทำอาชีพอิสระคือขับแท็กซี่ และนับแต่วันแรกที่ทำอาชีพนี้เขาก็ตั้งใจทำความดีมาโดยตลอด “ผมเริ่มขับแท็กซี่เมื่ออายุ 18 ปีตอนแรกต้องขับรถเช่า จึงไม่ได้ติดสติ๊กเกอร์ข้อความที่รถเหมือนตอนนี้ พอลงไปนิมนต์ พระท่านมานั่งรถ ท่านเดินหนี คิดว่าเป็นมิจฉาชีพก็มี แต่ผมก็ทำแบบนี้มาตลอดส่วนการรับส่งผู้ป่วย แรก ๆ จะเป็นการบอกปากต่อปาก ถ้าไปเจอผู้ป่วยตามโรงพยาบาลก็อุ้มมานั่งฟรีเลย ตัวใหญ่แค่ไหนก็อุ้มให้ถ่ายหนัก ถ่ายเบา ผมไม่เคยรังเกียจ ผมถือว่าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติ ไม่จำเป็นต้องได้รับผลประโยชน์หรือผลตอบแทนใด ๆ ต่อมาเมื่อผมซื้อรถของตัวเอง จึงติดเบอร์โทรศัพท์ไว้ที่รถ ซึ่งมีคนโทร.มานัดคิวรับส่งตลอดทุกวัน” ตลอด 21 ปีที่ผ่านมานี้ สุวรรณฉัตรช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ได้หวังชื่อเสียง เงินทองหรือผลตอบแทนอื่นใด เพราะสิ่งที่ได้รับกลับมายิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือความสุข “บางคนบอกว่า ต้องรวยก่อนค่อยช่วยเหลือคนอื่น แต่ผมไม่ต้องรอวันนั้นเพราะผมทำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ผมมีเพียงแค่พละกำลังก็สามารถแบ่งปันให้สังคมได้ ถ้ามัวคิดแต่เรื่องเงิน ชาตินี้คงทำไม่ได้หรอก การได้ช่วยเหลือคนอื่นทำให้ผมมีความสุขและรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า เหนื่อยกายแค่ไหนเดี๋ยวก็หาย ถ้าพรุ่งนี้ผมตายก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว” สุดท้ายแล้วความดีของเขาก็ไม่ถูกมองข้าม แม้ปัจจุบันเขาจะเน้นการช่วยเหลือเป็นหลัก ทำมาหากินเป็นรอง แต่กลับไม่เคยขัดสน “บางเดือนผมแทบไม่ได้กดมิเตอร์เลยแต่ก็มีคนใจดีช่วยสนับสนุนตลอด บางครั้งไปกินข้าว เจ้าของร้านจำได้เขาก็ไม่คิดเงินบางทีรถติดอยู่ ก็มีคนขับรถเก๋งคันข้าง ๆ ยื่นเงินมาร่วมทำบุญ เด็กแว้นก็ขับตามเอาเงินมาช่วยเวลาไปอุ้มคนไข้ หมอ พยาบาลก็ช่วยเหลือเสมอ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับมา ผมนำมาใช้เป็นทุนในการทำงานเพื่อสังคมต่อไป “คุณต๊อด - ปิติ ภิรมย์ภักดี ซึ่งติดตามเฟซบุ๊กของผม และเห็นผมช่วยเหลือคนมาตลอด จึงมอบรถคันใหม่ให้ โดยไม่ต้องการผลประโยชน์ใด ๆ เพียงแค่อยากสนับสนุนให้ผมช่วยเหลือสังคมต่อไป แต่ผมอยากให้คุณต๊อดได้ไปช่วยเหลือสังคมกับผมทุกที่ จึงติดสติ๊กเกอร์โลโก้สิงห์ เพื่อเป็นเกียรติที่คุณต๊อดสนับสนุนให้ทำความดี และรู้สึกว่าได้ไปช่วยเหลือคนด้วยกันตลอด” สุรรณฉัตร มุ่งมั่นที่จะช่วยสังคมไปจนกว่าตัวเองจะหมดแรง และเชื่อได้ว่าความดีที่เขาได้ทำมาตลอดจะยังคงอยู่ในใจของผู้รับทุกคนเสมอ เรื่องโดย : เชิญพร  คงมา ภาพโดย :  สรยุทธ พุ่มภักดี บทความที่น่าสนใจ 10 ข้อคิดสร้างแรงบันดาลใจให้คุณ โดย […]

keyboard_arrow_up