True Story : ครอบครัว แทบพังเพราะผู้ชายที่ได้ชื่อว่า “พ่อของลูก”

True Story : ครอบครัว แทบพังเพราะผู้ชายที่ได้ชื่อว่า “พ่อของลูก” ครอบครัว ของฉันเป็นชนชั้นกลาง พ่อรับราชการ แม่เป็นแม่บ้าน มีพี่สาวและพี่ชายรวม 4 คน ทุกคนที่เอ่ยมานี้ล้วนมีชีวิตออกแนวอนุรักษนิยม อยู่ในกรอบ และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ มีแต่ฉัน “พลอย” ลูกสาวคนเล็กของบ้านเท่านั้นที่ดูจะ  “ต่าง” ออกมาจากกลุ่ม ความ “ต่าง” ของฉันเริ่มตั้งแต่การที่ฉันเป็น “ลูกหลง” ของบ้าน ซึ่งแค่เทียบอายุกับพี่คนที่ 4 เราสองคนก็ห่างกันถึง 13 ปีแล้ว ทุกคนในบ้านจึงประคบประหงมฉันอย่างดีไม่ต่างจากไข่ในหิน ยิ่งพอพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันอายุได้แค่ 5 ขวบ ทุกคนก็ยิ่งทวีความรักความใส่ใจฉันมากยิ่งขึ้นแต่ขอย้ำว่า ไม่ใช่การ “สปอยล์” พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พี่ ๆ ก็เริ่มให้ฉันหัดทำงานพิเศษเพื่อให้รู้จักคุณค่าของเงิน แรก ๆ ก็เหนื่อย แต่พอได้เงินก็มีแต่ความดีใจ ภูมิใจ และมั่นใจเข้ามาแทนที่ว่า “ฉันเป็นคนเก่ง หาเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย” ต่อมาก็เรื่องการเรียน พี่ ๆ ของฉันทุกคนเป็นเด็กเรียน เรียบร้อย แต่ฉันเรียนไม่เก่ง หนีเรียน แต่กลับชนะเลิศด้านกิจกรรมมาตั้งแต่ประถมจนชั้นมหาวิทยาลัยด้วยเหตุนี้ฉันจึงเป็นที่รักของอาจารย์ รุ่นพี่และเพื่อน ๆ ยิ่งกับรุ่นน้องด้วยแล้ว ฉันเป็น “ไอดอล” ของพวกเขาก็ว่าได้ ชีวิตช่วงนั้นเรียกว่า “เต็มอิ่มทุกอย่าง” จะขาดอยู่เรื่องเดียวที่ฉันยังไม่เคยมีก็คือ “ความรักแบบหนุ่มสาว” ฉันไม่เคยมีแฟน ไม่เคยรู้ว่าเขาจีบกันอย่างไร กระทั่งขึ้นชั้นปีที่ 2 ความเป็นนักกิจกรรมพาให้ฉันไปรู้จักนักเรียนนายร้อยตำรวจคนหนึ่งเข้า และคนนี้เองคือผู้ชายคนแรกที่ทำให้ฉันรู้ว่าความรักเป็นอย่างไร เขาคนนี้ดูแลฉันอย่างดี ทุกอย่างระหว่างเราดูเพอร์เฟ็กต์ไปหมดจนใคร ๆ อิจฉา ทว่าหลังจากคบกันได้เกือบ 4 ปี พอเขาเริ่มติดยศร้อยตำรวจโท ทุกอย่างระหว่างเราก็เริ่มเปลี่ยนไป…เมื่อฉันจับได้ว่าเขาแอบมีคนอื่น แถมนี่ยังไม่ใช่ครั้งแรกที่นอกใจเพราะตั้งแต่คบหากันมา เขาก็แอบคบคนอื่นไปพร้อม ๆ กับฉันด้วย ความรู้สึกช็อก เสียใจ และผิดหวังประดังขึ้นมาพร้อม ๆ กัน แม้ว่าเขาจะพยายามขอโอกาส แต่ฉันก็ปฏิเสธกลับไปเพราะมั่นใจว่าผู้หญิงเก่งอย่างฉันต้องไปได้ไกลกว่านี้แน่นอน ฉันตัดสินใจหั่นผมยาวสลวยที่ฟูมฟักมานานปีทิ้งทันที ราวกับว่า “นี่เป็นสัญญาณการเริ่มต้นชีวิตใหม่” และจากนี้ไปอะไรก็ตามที่ผู้ชายคนนั้นเคยขอร้องไม่ให้ทำเพราะไม่ชอบ แต่ขอให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้จนฉันไม่เป็นตัวของตัวเอง ฉันก็ทำมันหมดทุกอย่าง ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ แต่งตัวแรง ๆเที่ยวกลางคืน ฯลฯ เพราะไม่ต้องแคร์อะไรหรือใครอีกต่อไป…ชีวิตนี้เป็นของเรา อยากทำอะไรก็ทำ คนรอบข้างต่างตกใจในความเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือของฉัน แต่ไม่มีใครกล้าพูดหรือถามอะไร ยิ่งคนที่บ้านด้วยแล้วยิ่งไม่มี แต่ฉันเองก็พอจะรู้ว่า แม่และพี่ ๆ พลอยทุกข์ใจไปกับฉันมากแค่ไหน หลังจากว่างเว้นจากความรักไปพักใหญ่ในที่สุดฉันก็พบรักใหม่ที่ต่างจากการเป็น“ว่าที่คุณนายตำรวจแบบสุดขั้ว” เพราะเขาคนนี้ได้ชื่อว่าเป็น “มาเฟียใหญ่ที่พัทยา” เราคบกันได้สักพักถึงได้รู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้วฉันจึงตัดสินใจเดินออกมาจากชีวิตของเขาทันที เพราะไม่อยากทำร้ายครอบครัวใคร แล้วชีวิตของฉันก็เดินทางต่อไป วันหนึ่งความเป็นนักเที่ยวกลางคืนก็พาฉันมาพบความรักอีกครั้ง ทว่าผู้ชายคนนี้ก็มีภรรยาอยู่แล้ว (อีกแล้ว!) แต่กำลังจะเลิกกับภรรยา น่าแปลกว่าคราวนี้ฉันกลับตัดสินใจให้โอกาสเขา ทั้งที่บรรดาเพื่อนสนิทต่างไม่เห็นชอบด้วยเลย แม้แต่เจ้านายที่รักฉันที่สุดก็ยังออกปากเตือนว่า “คนเราไม่จำเป็นต้องผิดศีลห้านะพลอย เพราะโปรไฟล์ชีวิตมันจะเสีย แล้วมันก็บาปด้วย” ถึงจะสะอึกกับคำพูดนี้ แต่ฉันก็ยังให้โอกาสผู้ชายคนนี้ ในที่สุดแม้จะรอมานานเกือบสามปีแล้ว เขาก็ยังไม่เลิกรากับภรรยาฉันจึงตัดสินใจบอกลา…จบสิ้นกันทีการรอคอยที่ไร้ความหวัง แต่ถึงอย่างนั้นมิตรภาพของเราสองคนก็ยังคงอยู่ เขายังคงไว้ใจและมอบหมายให้ฉันช่วยเป็นผู้จัดการร้านเหล้าให้เหมือนเดิม (ตอนกลางวันฉันทำงานออฟฟิศ) ที่ร้านแห่งนี้เองที่ฉันได้พบกับ “ติ๊ก” ผู้ชายคนที่สองซึ่งยอมเปิดเผยตัวว่า “ไม่มีแฟน” ผู้ชายที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ตัวเองโชคดีสักทีที่ได้เจอคนไม่มีเจ้าของ หลังจากฉันกับติ๊กคบหาเป็นแฟนกันได้ไม่นาน อยู่ ๆ ติ๊กก็ถูกไล่ออกจากงานความที่ไม่เคยเก็บเงินไว้ เมื่อไม่มีงานติ๊กจึงแทบไม่ต่างจากคนตัวเปล่า ไปไหนมาไหนฉันก็ต้องเป็นคนจ่าย เท่านั้นยังไม่พอ ติ๊กยังอยากได้โน่นนี่อยู่เรื่อย ๆ และแน่นอนว่าเป็นฉันที่ต้องคอยรับหน้าที่ “ผ่อนชำระ” ให้ พักหลัง ๆ ฉันเริ่มปฏิเสธ เราจึงทะเลาะกันบ่อยขึ้น จนในที่สุดติ๊กก็หายไป 4 วันพอย่างเข้าวันที่ห้าติ๊กโทร.มาบอกฉันสั้น ๆ ว่า “พลอย เราคงไปกันไม่ได้แล้ว ผมจะกลับไปหาครีม (แฟนเก่า) นะ” นาทีนั้นแม้ความผิดหวัง เสียใจโกรธ แค้นจะผสมกันยุ่งไปหมด แต่ฉันก็ตัดสินใจแล้วว่า “คนไม่ดีอย่างนี้เลิกดีกว่าอย่าเสียเวลาอีกเลย เพราะแค่สี่เดือนที่คบกันมายังถือว่ามากไปด้วยซ้ำ” ทว่าเรื่องร้าย ๆ กลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะจากนั้นไม่ถึงเดือน ประจำเดือนของฉันก็เริ่ม “ขาด” ฉันกังวลไปสารพัด กลัวจะท้องเป็นที่สุด และแล้วสิ่งที่ฉันกลัวก็เป็นจริง เมื่อคุณหมอแจ้งว่า “ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ คุณตั้งครรภ์ได้ 12 สัปดาห์แล้ว ต้องทานโฟเลตเสริมนะคะ” นาทีนั้นหูของฉันอื้อไปหมด ตาสองข้างพร่ามัวทันทีเพราะน้ำตาที่เอ่อล้นด้วยความเสียใจ ขณะที่ในหัวก็คิดไปสารพัด“จะทำอย่างไรดี” จะบอกคนที่บ้านให้รู้ก็ไม่ได้ เพราะไม่อยากให้ใครมาเสียใจด้วยฉันตัดสินใจโทร.หาเพื่อนสนิท ก่อนจะได้รับคำแนะนำว่า “เธอต้องบอกพ่อแม่ผู้ชายให้รับรู้เรื่องนี้ ห้ามปล่อยผ่าน” แม้สิ่งที่ตามมาหลังจากที่ฉันบอกพ่อแม่ของเขาคือ ติ๊กกลับมาขอโทษ มาบอกรักแต่ตอนนั้นหัวใจของฉันตายด้านไปแล้วนอกจากจะไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร ฉันยังหมดรักเขาไปแล้วด้วย คิดอยู่อย่างเดียวว่า “ฉันต้องแต่งงานให้เร็วที่สุด” ก่อนที่ท้องจะโตไปกว่านี้ เพราะไม่อยากให้แม่กับพี่ ๆ ต้องอับอายคนอื่น จากนั้นวิญญาณเวดดิ้งแพลนเนอร์(จำเป็น) ก็เข้าสิงทันที ฉันจัดแจงให้พ่อแม่ฝ่ายชายมาสู่ขอ ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนด้วยซ้ำ แล้วฉันก็ออกแบบการ์ดแต่งงาน สั่งพิมพ์ ไปหาซื้อของชำร่วย หาสถานที่จัดงาน ไม่ใช่“ลงแรง” เท่านั้น แต่ยังต้อง “ลงทุน”ด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มี ส่วนฝ่ายชายมีหน้าที่แค่พาตัวมาร่วมงานให้ได้เท่านั้น งานแต่งในวันนั้นดูเหมือนจะราบรื่นดี ทว่า “ซองเงินช่วย” จากฝ่ายชายกลับหายไปเกินครึ่ง! แถมยังทิ้งซองเปล่าไว้ให้ดูต่างหน้าในถังขยะหลังร้านอีกด้วย เรื่องที่เกิดคงเป็นฝีมือใครไปไม่ได้นอกจากสามีตัวแสบ นอกจากจะไม่ช่วยงานไม่ช่วยเงินแล้ว มันยังกล้ามาเอาเงินก้อนนี้ไปอีก สรุปลงทุนไปสามแสน แต่ได้เงินช่วยกลับมาแค่เก้าหมื่น ขาดทุนย่อยยับ!อย่างที่บอก ฉันไม่ต้องการให้ใครมาเดือดร้อนไปด้วย ในเมื่อเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ด้วยตัวเอง ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ เร่งหาเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการคลอดเจ้าตัวน้อยในอีก 4 เดือนข้างหน้า วันหนึ่งโชคชะตาดูจะเข้าข้าง เมื่อฉันได้งานพิเศษที่มีค่าเหนื่อยสูงถึง 70,000 บาทพอเหมาะพอดีกับที่ฝันไว้เป๊ะ แต่แล้วทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่า เพราะเมื่อถึงวันรับเงินจริง ๆ ผู้จ้างกลับอ้างว่าเขาสามารถจ่ายได้เต็มที่เพียง 15,000 บาทเท่านั้น โดยที่ฉันไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องอะไรได้เลย เพราะไม่ได้เซ็นสัญญากันเอาไว้ ส่วนติ๊กก็ยังประพฤติตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แม้จะย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกับครอบครัวฉัน ติ๊กก็ยังเป็นชาวเกาะเหมือนเดิม กลางวันเล่นเกม กลางคืนไปกินเหล้าแถมยังมีเรื่องผู้หญิงมากวนใจเป็นระยะ ๆ จนถึงวันกำหนดคลอด ติ๊กก็ยังแอบออกจากโรงพยาบาลไปกินเหล้า…กลับมาอีกทีก็ตอนฉันคลอดลูกแล้ว หลังคลอดลูกฉันพยายามประหยัดเงินทุกวิถีทาง แต่สถานการณ์การเงินของฉันก็ยังย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะต้องเลี้ยงทั้งลูกและสามีไปพร้อม ๆ กัน สุดท้ายก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่ออยู่ ๆ “ทอง” ของแม่ที่เก็บมาทั้งชีวิตก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย กรณีนี้ไม่มีใครน่าสงสัยเท่าสามีตัวแสบของฉันอีกแล้ว ฉันพยายามจะทวงถามหาความจริงจากติ๊กให้ได้ แต่พี่ ๆ ทุกคนก็บอกว่า “ติ๊กไม่ได้เอาไป ไม่ใช่ติ๊ก ๆ” ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ แต่เพราะไม่อยากให้ฉันทะเลาะกับสามีนั่นเอง ส่วนแม่นั้นใครจะรู้ว่าภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย ท่านซ่อนความเครียดไว้มากแค่ไหน จนกระทั่งแม่ล้มป่วยด้วยโรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท แม้จะโกรธแสนโกรธ แต่ฉันก็ไม่กล้าทำร้ายเขาหรือบอกเลิก อย่างดีก็แค่ไล่ออกจากบ้าน เพราะคิดว่าสักวันเขาจะ “เปลี่ยน” ตัวเองได้ แต่วันนั้นก็ยังมาไม่ถึง กลับมีแต่เรื่องร้าย ๆ ตามมาไม่หยุดหย่อน ที่ร้ายที่สุดก็คือ ติ๊กเมาแล้วขับรถไปชนจนพังยับถึงขั้นต้องขายซากทิ้ง ซึ่งฉันก็ต้องเป็นธุระจัดการคดีและเป็นหนี้อีกหลายแสน คราวนี้เมื่อรถไม่มีใช้ก็ต้องนั่งแท็กซี่ไปทำงานแทน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น ฉันจึงตัดสินใจเอาทองที่แม่ซื้อให้ไปขาย แล้วก็ต้องอึ้ง เมื่อทางร้านบอกว่าฉันเอาทองปลอมมาขาย! เคราะห์ดีที่เคลียร์กันรู้เรื่อง ฉันจึงรอดมาได้หวุดหวิด ความสังหรณ์ใจทำให้ฉันรีบย้อนกลับไปที่บ้านแล้วก็ต้องช็อก เพราะแหวนแต่งงานของฉันก็หายไปด้วย ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อีกแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ต้องเป็นฝีมือติ๊กแน่ ๆ ฉันเอาโจรเข้ามาอยู่ในบ้านชัด ๆ สถานการณ์ระหว่างฉันกับติ๊กเลวร้ายลงทุกที เมื่ออยู่ ๆ ติ๊กก็ขอย้ายออกไปอยู่หอ เพราะอ้างว่าใกล้ที่ทำงานใหม่มากกว่า ตอนนั้นฉันอดใจหายไม่ได้ว่าครอบครัวเราแตกแล้วจริง ๆ ใช่ไหม แต่ก็แอบคิดว่า บางทีความห่างอาจทำให้ทุกอย่างดีขึ้นก็ได้ แต่แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเพราะเขาไม่กลับมาอีกเลย ฉันร้องไห้กับความล่มสลายของชีวิตรักครั้งนี้อยู่ถึง 3 วัน เสียใจที่คิดว่าตัวเองเก่งแน่ และเจ๋ง ที่สามารถจัดการทุกอย่างได้เสียใจที่คิดน้อยเกินไป ไม่มีสติ จนทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนและพลอยทุกข์ไปด้วย ทว่าหลังจากที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ […]

ไม่มีรักไหนยิ่งใหญ่กว่ารักแท้ของ ครอบครัว คุณช่า – ธัชปชา และ แม่นิด – สุมน เศรฐไชย

ไม่มีรักไหนยิ่งใหญ่กว่ารักแท้ของ ครอบครัว คุณช่า – ธัชปชา และ แม่นิด – สุมน เศรฐไชย ครอบครัว นี้มีสตอรี่ เพราะกว่าจะเข้าใจกันได้เท่าวันนี้ ทั้งคุณช่าเจ้าของเพจ บันทึกของตุ๊ด และคุณแม่นิดต้องผ่านเรื่องราวความไม่เข้าใจและเหตุการณ์บีบหัวใจมามากมาย แต่วันนี้คุณช่าและแม่นิดช่วยกันเล่าอย่างอารมณ์ดี เพราะสุดท้ายความรักความเข้าใจชนะทุกอุปสรรคแล้ว เริ่มต้นจากการเล่าเรื่องราวของช่วงวัยหนึ่งของคุณช่าที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันใน ครอบครัว แม่นิด : แม่รู้ว่าเขาเป็นแบบนี้ตั้งแต่เขาเรียนอยู่ ป.4 แล้ว เคยเห็นเขาขโมยเสื้อผ้าน้องสาวไปใส่ รองเท้าเด็กผู้ชายที่ซื้อให้ก็ไม่ใส่ แอบเอารองเท้าน้องสาวไป เท้าใหญ่กว่าก็ยัดเข้าไป ตอนแรกแม่เห็นก็ตกใจเหมือนกันนะ แต่พอรู้แล้วก็เก็บไว้คนเดียว พยายามสังเกตเขา ไม่ได้ให้ท้าย ปล่อยให้เขาเป็นในแบบของเขาไปนั่นแหละ แม่รับได้ เขาจะเป็นอะไรก็ลูกเรา ช่า : พอเริ่มขึ้นมัธยมต้น เราเริ่มออกสาว ยิ่งย้ายโรงเรียนมีกลุ่มเพื่อนที่เป็นตุ๊ดก็เริ่มแต่งหน้า จนไปถึงขั้นกินยาคุมเลย ตอนนั้นเป็นช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง แม่ต้องไปเปิดท้ายขายของตอนเย็น เรากลับบ้านก็เจอแต่พ่อ และพ่อก็เริ่มสงสัย แม่นิด : มีหลายอย่างที่พ่อเขาเริ่มจับได้ ทั้งไปกันคิ้ว โกนขนหน้าแข้ง คนนี้ (มองไปทางคุณช่า) เขาก็ทำอะไรไม่เก็บให้เรียบร้อย พ่อเห็นเขาโกนขนหน้าแข้งทิ้งไว้ […]

5 ของขวัญสุดพิเศษ ที่คนในครอบครัวอยากได้รับจากเรามากที่สุด

ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เรามักจะต้องสรรหาของขวัญดีๆ ติดไม้ติดมือไปมอบให้พ่อแม่ หรือคนในครอบครัวที่เรารักที่สุดกันจริงมั้ยคะ แต่ในความจริง ยังมีของขวัญที่มองด้วยตาอาจมองไม่เห็น สิ่งที่แม้แต่เราเอง ก็อาจจะเผลอมองข้ามไปเป็น ของขวัญสุดพิเศษ ที่เหล่าคนพิเศษของเราอยากได้รับมากที่สุด จะมีอะไรบ้าง ลองอ่านพร้อมๆ กันเลยค่า   5 ของขวัญสุดพิเศษ ที่คนในครอบครัวอยากได้รับจากเรามากที่สุด   :: กล่องที่ 1 ความรักความเข้าใจ :: แน่นอนว่าหากเป็น คนในครอบครัว ที่เราทั้งรักและเคารพ เราย่อมรู้ดีกว่าการกระทำแบบไหน ที่ทำให้ท่านสัมผัสได้ถึงความรัก และความเข้าใจจากเรา ยกตัวอย่างเช่น หากท่านเป็นคนชอบทำกับข้าว เข้าครัว เราก็อาจสวมบทลูกมือไปช่วยหยิบข้าวของให้ หรือหากท่านชอบอ่านหนังสือดูภาพยนตร์ เราก็แค่เข้าไปนั่งใกล้ๆ ไปร่วมทำกิจกรรมที่ท่านชอบ นั่งเล่นคุยกัน จะว่าไปไม่ต้องรอโอกาสพิเศษก็ได้ แสดงให้ท่านรับรู้ถึง ความรัก ที่เรามีต่อท่านเยอะๆ ไปเลยค่ะ   :: กล่องที่ 2 เวลา :: เวลา คือ หนึ่งสิ่งล้ำค่า ที่เราไม่สามารถเก็บสะสม หรือหาอะไรมาทดแทนได้ การที่เราได้เกิดมาใช้เวลาร่วมกัน ผูกพันธ์รักใคร่กันเป็นเรื่องที่โชคดี […]

true story : แรงกตัญญู

true story : แรงกตัญญู ฉันเคยได้ยินบ่อย ๆ ว่า ลูกคนสุดท้องมักเอาแต่ใจและพ่อแม่มักโอ๋ลูกคนนี้เสมอ ลูกคนสุดท้องจึงมักได้สิ่งที่ต้องการ จะดื้อดึงงอแงก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่ชีวิตของฉันไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะดูเหมือนว่าฉันเป็นลูกคนสุดท้องที่อาภัพกว่าใคร แต่ฉันเชื่อว่าความกตัญญูต่อบุพการีที่ฉันยึดมั่นในใจเสมอมาจะช่วยให้ชีวิตของฉันไม่ตกต่ำจนถึงกับอับจนหนทาง ปู่กับย่าของฉันค่อนข้างฐานะดี พ่อของฉันเป็นทหาร ส่วนแม่เป็นสาวชาวบ้านที่อาศัยอยู่คนละฝั่งคลอง เมื่อพบรักและแต่งงานกันก็ปลูกเรือนหอเล็ก ๆ อยู่ในบริเวณเดียวกับบ้านปู่ย่า พ่อกับแม่มีลูก 5 คน ลูกสาว 4 ลูกชาย 1 ฉันเป็นลูกสาวคนสุดท้อง เมื่อฉันอายุ 1 ขวบก็เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของทุกคนในครอบครัวคือ วันหนึ่งพ่อพาเมียน้อยเข้ามาอยู่ที่บ้าน แถมยังจูงลูกอายุพอ ๆ กับฉันมาอีก 1 คนด้วย ถึงแม้ว่าแม่เป็นชาวบ้านธรรมดา การศึกษาไม่มากแต่ก็เป็นผู้หญิงใจเด็ด แม่ตัดสินใจรื้อเรือนหอขนใส่เรือย้ายมาปลูกในที่ดินของยายซึ่งอยู่ติดคลองไม่ไกลกันนัก ตอนแรกจะเอาลูกทั้ง 5 คนมาด้วย แต่ปู่กับย่าขอเอาหลานที่โตพอใช้งานได้ไว้ 2 คนคือ พี่สาวคนโตกับพี่สาวคนรอง ที่เหลือ 3 คน คือ พี่ชายอายุ 3 ขวบ พี่สาวอายุ 2 […]

ปัญหา ระหว่างพ่อ แม่ และลูก จะสงบได้ง่ายด้วยความเข้าใจ

ซีเคร็ตเชื่อว่าพ่อแม่ลูกมากมายต้องเคย ผ่านเหตุการณ์ไม่เข้าใจกันมาก่อน เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ ซีเคร็ตจึงรีบแล่นไปหาพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เพื่อให้ช่วย สมานฉันท์ ปัญหา ในครอบครัวโดยด่วน

ครอบครัวโฮมฮัก เราเกิดมาเพื่อรักคนอื่น

ครอบครัวโฮมฮัก เราเกิดมาเพื่อรักคนอื่น “แม่ละเมิดสิทธิ์ของลูก…” ดึกดื่นคืนหนึ่งราวยี่สิบปีก่อน เด็กหญิงตัวจ้อยในวัยสามขวบเอ่ยเรียกร้องสิทธิ์จากมารดาด้วยประโยคนี้ ในมือเล็กป้อมของเธอมีเพียงขวดนมหนึ่งขวดและกางเกงในหนึ่งตัวแต่หัวใจของเธอกลับมีคำถามมากมายอัดแน่นอยู่ในนั้น… “แม่ไปไหนมา…ทำไมเพิ่งจะมารับหนู” “ทำไมแม่ไม่มีเวลาให้หนู” และคำถามสุดท้ายอันแสนเจ็บปวด… “แม่เคยรักหนูบ้างหรือเปล่า” “ตั้งแต่ได้ยินลูกพูดว่า แม่ละเมิดสิทธิ์ของลูก ติ๋วเลยต้องหอบลูกไปทำงานในชุมชนด้วย จับเขาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ แล้วเอาผ้าขาวม้ามัดเขาติดกับเอวไว้ เพื่อไม่ให้ลูกหล่นจากรถ กระเตงกันไปสองคนแม่ลูก ถึงไหนถึงกัน” จากวันนั้นจนวันนี้ เด็กหญิงผู้เรียนรู้เรื่องสิทธิเด็กในวัยเพียงสามขวบได้เติบโตมาเป็น นางสาวพิชญ์สินี ขลุ่ยเงิน หรือ เกี้ยว ที่เรารู้จักเธอในนามเลือดเนื้อเชื้อไขของ แม่ติ๋ว – สุธาสินี น้อยอินทร์ แห่งบ้านโฮมฮัก แม้เกี้ยวจะเติบโตขึ้นมาในบ้านที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตา แต่ในความเป็นเด็กที่เห็นโลกมาน้อยนิด หัวใจดวงน้อยของลูกสาวคนนี้ย่อมไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่แม่ของเธอทุ่มเททำ ทั้งที่มีเธอเป็นแก้วตาดวงใจอยู่แล้วทั้งคน ทำไมแม่ต้องแบ่งความรักไปให้เด็กๆ อีกนับสิบชีวิต ไหนจะเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่ ไหนจะเด็กกำพร้าที่ถูกชุมชนรังเกียจ ไหนจะเด็กที่พ่อแม่มีปัญหา ไหนจะเด็กติดยาเสพติด คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คืนวันที่แม่ติ๋วต้องทำหน้าที่เป็นแม่ให้กับเด็กนับสิบชีวิต ทำให้วันเวลาที่เธอเคยมีให้ลูกสาวของตัวเองลดน้อยถอยลง “เกี้ยวกับแม่ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตเหมือนแม่ลูกคู่อื่น เราทะเลาะกันบ่อยๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องชีวิตจิปาถะ เถียงไปเถียงมาก็หนีไม่พ้นเรื่องที่แม่ไม่มีเวลาให้เกี้ยวเลย “ตอนเด็กๆ เวลาน้อยใจแม่ เกี้ยวมักหนีไปนอนในท่อ ตอนนั้นอยู่แค่ ป.5 ป.6 แต่เกี้ยวตัดพ้อแม่ด้วยวลีแก่แดดว่า […]

keyboard_arrow_up