พูดผิดชีวิตเปลี่ยน แต่ถ้าพูดให้ถูกวิธี ชีวิตเราจะแฮปปี้ขึ้นเยอะ! 5 สิ่งที่ควรพูด เพื่อทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

พูดผิดชีวิตเปลี่ยน แต่ถ้าพูดให้ถูกวิธี ชีวิตเราจะแฮปปี้ขึ้นเยอะ! 5 สิ่งที่ควรพูด เพื่อทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น คำพูดของเรามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ เราสามารถทำชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ด้วย 5 สิ่งที่ควรพูด ที่ Goodlife อยากแนะนำให้ทุกคนลองทำตามดูค่ะ   ::: พูดเป้าหมายของชีวิต ::: อย่าปล่อยให้เป้าหมายชีวิตของเราเป็นเพียงความคิด ที่ซ่อนอยู่ในใจของเรา มีแค่เราคนเดียวเท่านั้นที่รู้ พูดเป้าหมายในชีวิตของเราออกมา ไม่ว่าเราจะมีฝันอย่างไร มีแพลนในอนาคตอย่างไรบ้าง ไม่ต้องกลัวใครจะหาว่าเราขี้โม้ หรือฝันเฟื่องหรอกค่ะ เพราะการป่าวประกาศให้โลกความฝันของเรานั้น เป็นหนึ่งในวิธีการบังคับให้ตัวเราลงมือทำตามความฝันนั้น  รวมไปถึงเป็นแรงกระตุ้นให้เราขยันทำตามเป้าหมายมากขึ้น เพราะเราจะตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า มีหลายคนที่กำลังเฝ้ารอดูความสำเร็จของเราอยู่ ::: พูดปลุกพลังใจให้ตัวเอง ::: ทุกครั้งที่รู้สึกท้อแท้ หมดหวัง หรือหมดไฟ ไม่ต้องรอคำพูดปลุกใจ หรือคำคมโดนๆ จากที่ไหนเลย ตัวคุณนั่นแหละคือคนที่จะสามารถพูดปลุกพลังใจให้ตัวเองได้ดีที่สุด แม้คุณกำลังเผชิญกับวิกฤตในชีวิตขนาดไหน ขอให้ลองพยายามมองหาข้อดีของสถานการณ์ต่างๆ เข้าไว้ เช่น บริษัทคุณกำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง มีการเลย์ออฟพนักงานหลายอัตรา แทนที่คุณจะเอาแต่หวาดกลัว หรือพร่ำบ่น ขอให้เปลี่ยนมาพูดถึงข้อดีของการมีกิจการส่วนตัวที่ประสบความสำเร็จแทน ลองจินตนาการดูสิว่า ถ้าคุณสามารถมองโลกแง่ดีแบบนั้นได้ คุณจะมีความสุขมากขนาดไหน ::: พูดในแง่บวก ::: […]

พลังของ การขอบคุณ

POWER OF GRATITUDE พลังของ การขอบคุณ การขอบคุณ เมื่อประมาณ 7 – 8 ปีก่อน (ช่วงปี 2552) เมื่อครั้งที่ผมได้พบว่า มีเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องง่ายแสนง่ายที่สามารถทำให้ผมรู้สึกดีได้อย่างมากมายมหาศาลเลย คือ เมื่อผมได้ทดลองเขียนขอบคุณลงไปในสมุดบันทึก โดยเริ่มจาก 5 ข้อก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ผมรู้สึกทึ่งกับความรู้สึกที่ได้รับจากการแค่ลงมือเขียนง่ายๆ แบบนี้  “อะไรบ้างที่ผมรู้สึกขอบคุณได้ในขณะนี้” บุคคลแรกที่ผมได้ทดลองให้ทำสิ่งเดียวกันคือ คุณแม่ของผม จำได้ว่า ในครั้งนั้นผมโทรศัพท์หาคุณแม่ แล้วให้ท่านหากระดาษปากกามาลงมือเขียน จากนั้นผมเกิดความคิดว่า น่าจะนำไปใช้ในเวิร์คชอปกระบวนการเรียนรู้เพื่อสุขภาพของผมได้ ถ้าจะมองจากองค์ความรู้เรื่อง “สมองสามชั้น” ของพอล แมคลีน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นองค์ความรู้ที่เก่าหน่อย เพราะพูดถึงกันมาตั้งแต่ยุค 80 แล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นองค์ความรู้สำคัญ ง่ายต่อการทำความเข้าใจ และเป็นพื้นฐานของการต่อยอดความรู้เรื่องสมองกับพฤติกรรมมนุษย์ในเวลาต่อมา กล่าวคือ สมองชั้นนอกของมนุษย์ (Human Brain) คือสมองที่เกี่ยวข้องกับความคิด สมองชั้นกลาง (Mammalian Brain) เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก และสมองชั้นในสุด (Reptile Brain) เป็นสมองเกี่ยวกับการควบคุมการทำงานของร่างกาย ถ้าเราลองตั้งสมมุติฐานว่า สมองจะทำงานได้อย่างดีและเป็นองค์รวม เกิดประสิทธิผลสูงสุดได้นั้น จะต้องเป็นความสมดุลของการใช้สมองทั้งสามส่วน กล่าวคือ มนุษย์ในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้ “ความคิด”มากเกินไปจนเสียสมดุล ไม่ยอมใช้ - ไม่อยาก ใช้ - ไม่กล้าใช้หรือใช้ไม่เป็น ทั้งในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกและร่างกาย สมมุติฐานคือ ถ้าเราสามารถใช้สมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกและร่างกายให้มากขึ้น บางทีชีวิตของเราอาจจะมีอะไรบางอย่างดีขึ้น “การขอบคุณ”  เป็นการเริ่มต้นของการใช้พลังงานด้านบวกของหัวใจ ที่เชื่อมโยงกับการทำงานของสมองส่วนกลางที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์   ลองสังเกตดูนะครับ เมื่อเราเริ่มต้นขอบคุณอะไรบางอย่างหรือใครสักคน เราจะเกิดความรู้สึกอุ่นๆ ที่บริเวณทรวงอกของเรา รู้สึกดีรู้สึกว่าหัวใจของเราอิ่มเอิบพองโตมากขึ้น แน่นอนว่าในทางปฏิบัติสำหรับหลายๆ ท่านถ้าเขียน 5 ข้ออาจจะไม่ยากเกินไป แต่ถ้าเพิ่มเป็น 10 ข้อหรือ 20 ข้อ หลายๆ ท่านอาจจะเริ่มรู้สึกว่ายาก ในครั้งกระโน้น เบื้องต้นผมให้คุณแม่ลองเขียน 10 อย่าง ท่านนึกได้เพียงสองสามข้อเท่านั้น บอกว่า “นึกไม่ออกเลย” ว่าจะมีอะไรน่าขอบคุณบ้าง จำได้ว่าผมค่อยๆ ชี้นำคุณแม่ด้วยคำถามว่า ตื่นเช้ามาแม่ทำอะไรไปบ้างล่ะ ท่านบอกว่าสวดมนต์ แล้วก็ร้องอ๋อว่า อยากขอบคุณพระพุทธเจ้า ท่านหัวเราะด้วยความดีใจที่ค่อยๆ นึกออก จากนั้นล่ะ ท่านบอกว่ากินข้าวเช้า ผมถามต่อว่า แม่ไม่อยากขอบคุณข้าวปลาอาหารด้วยหรือ ท่านตอบว่า อะไรกันขอบคุณเมล็ดข้าวได้ด้วยหรือ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังขึ้น แม้ว่ากว่าจะทำให้คุณแม่ของผมเขียนขอบคุณได้ครบ 10 ข้อจะใช้เวลาพอสมควรแต่ผมก็รู้สึกมีความสุขมากกับการได้ช่วยให้คุณแม่รู้สึกดีๆ       << อ่านต่อหน้าที่ 2 >>

วิธี ให้กำลังใจตัวเอง​ ขอบคุณตัวเอง​​ และให้รางวัลตัวเอง​ ในวันที่รู้สึกท้อแท้

วิธี​ ให้กำลังใจตัวเอง ขอบคุณตัวเอง​​ และให้รางวัลตัวเอง​ ในวันที่รู้สึกท้อแท้​ หมดกำลังใจ ในวันที่รู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ เราอาจมองหากำลังใจจากใครสักอยู่ แต่บุคคลที่สามารถให้กำลังใจเราได้ดีที่สุด ไม่ใช่คนไกลตัวที่ไหน แต่คือ “ตัวเรา” เองนี่แหละ มาดูวิธีการ ให้กำลังใจตัวเอง ขอบคุณตัวเอง และ ให้รางวัลตัวเอง เพื่อเป็นการเติมพลังให้ตัวเรา มีกำลังที่จะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง แข็งแรงกันค่ะ   ตามใจตัวเองบ้าง​ ไม่ว่าในชีวิตประจำวัน​ เราจะเป็นคนมีเหตุผลขนาดไหน​ แต่ในวันนี้ลองวางเหตุผลลง  แล้วทำตามหัวใจของเราเองบ้าง​ ปกติเราอาจจะเป็นคนที่มีเวลาน้อย​ เวลาทุกนาทีเป็นสิ่งมีค่า​ เราจึงต้องทุ่มเทใช้เวลาทุกนาที​ไปกับการทำสื่งที่​ “มีสาระ” แต่ถ้าเราอยากลองทำตัว​ “ไร้สาระ” ดูบ้างล่ะ ในเมื่อวันนี้เรามีโอกาสได้ขอบคุณตัวเอง​ ก็ลองทำตัวไร้สาระดูบ้าง​ ทำสิ่งที่ปกติเราไม่ได้ทำ​ หรือ​ ไม่มีโอกาสได้ทำดูบ้าง​ ​ถ้าสิ่งที่เราอยากทำ​ ไม่ส่งผลเสีย​ หรือ​ ผลกระทบที่ไม่ดีต่อใคร​ ก็ทำมันเลยค่ะ​ แล้วมีความสุขกับมันให้เต็มที่   กินอาหารดีๆ คำว่า​ “อาหารดีๆ” ในที่นี้​ นอกจากจะหมายถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพของเราแล้ว​ ยังรวมถึงอาหารที่ดีต่อ​ “ใจ” ของเราด้วย​ […]

ญี่ปุ่น ปลูกจิตสำนึกการมีน้ำใจบนท้องถนน รณรงค์ให้คน “ขอบคุณ” รถที่จอดให้ข้าม

ในหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่าง ๆ มักบอกไว้ว่า การโค้งคำนับเป็นการทักทายปกติทั่วไปใน ญี่ปุ่น แต่จริง ๆ แล้วการก้มศรีษะลงต่ำเช่นนั้นไม่ใช่แค่การเซย์ฮัลโหล

ขอบคุณ “ทุกคำสบประมาท” ที่ทำให้ผมมีวันนี้ – ดีเจพีเค  ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร

ขอบคุณ “ทุกคำสบประมาท” ที่ทำให้ผมมีวันนี้ – ดีเจพีเค  ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร ผม ( ดีเจพีเค  ปิยะวัฒน์  เข็มเพชร) ย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่จบชั้น ป.6 ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่เป็นแค่มนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ ไม่ได้ร่ำรวยอะไร คุณแม่จึงสอนเสมอว่า “ถ้าอยากได้ก็ต้องหาเอาเอง เพราะพ่อกับแม่ให้ได้แค่การศึกษา” ความที่คุณแม่อยากให้ผมมีอนาคตที่ดี ได้ทำงานนั่งโต๊ะ ใส่สูท ผูกไท ท่านจึง “เคี่ยวเข็ญ” ผมเป็นการใหญ่ ทั้งการเรียนและการใช้ชีวิต ถ้าผมอยากทำงานพิเศษท่านก็ไม่ห้าม เพียงแต่ต้องจัดสรรเวลาให้เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ผมจึงใช้ชีวิตกึ่งเด็กอเมริกันกับเด็กไทยมาโดยตลอด พอเข้าสู่วัยรุ่น ผมก็เริ่มมีความรัก ซึ่งเกิดขึ้นแบบ love at first sight ด้วยความที่ผมกับเธออยู่ต่างรัฐ การเดินทางไปมาหาสู่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องติดต่อกันด้วยการเขียนจดหมายหรือไม่ก็ใช้โทรศัพท์บ้าน ซึ่งอย่างหลังผมต้องทำงานเก็บเงินเยอะ เพราะค่าโทรศัพท์ที่นั่นถือว่าค่อนข้างแพง หลังจากเราติดต่อกันแบบนี้อยู่ราว 1 ปี วันหนึ่งผมก็มีโอกาสได้เจอเธออีกครั้งในงานกีฬา ตอนนั้นผมตื่นเต้นมาก อยากเอาของขวัญไปให้และอยากชวนเธอไปกินไอติม แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายลงในพริบตา เพราะทันทีที่เจอกันเธอก็บอกผมว่า         “เราเป็นเพื่อนกันเถอะ เพราะฉันรักคนอื่นไปแล้ว อย่าเสียใจนะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง” พูดจบเธอก็เดินสวย ๆ เชิด ๆ ไม่ไยดีผมสักนิด แล้วไปขึ้นรถสปอร์ตสีดำที่ติดเครื่องจอดรออยู่ ผมรู้สึกถึงอาการอกหักที่เพื่อน ๆ เคยเล่าให้ฟังทันที ความรู้สึกที่ทั้งชา เสียใจ และปวดร้าวปน ๆ กัน จากนั้นผมก็เริ่มคิดว่า เหตุที่เธอไม่รับรักผมก็คงเพราะผมไม่รวย ไม่มีรถสปอร์ต ดังนั้นวันหนึ่งผมต้องมีรถสปอร์ตแบบนี้ให้ได้ นั่นคือเหตุการณ์ที่ฝังอยู่ในใจผมมาตลอดตั้งแต่ชั้นไฮสกูล อย่างที่บอกว่าช่วงไฮสกูลผมแทบไม่เคยได้รับอิสระจากคุณแม่ ดังนั้นช่วงเรียนมหาวิทยาลัยผมจึงตั้งใจไปยื่นคะแนนกับมหาวิทยาลัยตามรัฐไกล ๆ เพื่อจะได้ลองใช้ชีวิตวัยรุ่นเหมือนคนอื่น ๆ ดูบ้าง แล้วผมก็ทำได้จริง ๆ แถมยังได้ทุนจากมหาวิทยาลัยด้วย ถึงอย่างนั้นแม่ ก็แนะให้ผมเลือกลองไอแลนด์ เพราะเป็นรัฐที่ใกล้บ้านมากที่สุด…ซึ่งผมก็ยอมที่ลองไอแลนด์ผมใช้ชีวิตแบบเด็กใจแตก เป็นตัวของตัวเองสุด ๆ ออกเที่ยวทุกคืน แต่พอเกรดเทอมแรกออกมาผมแทบช็อกเพราะผมได้เกรดเฉลี่ยแค่ 1.86 เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากสำหรับนักเรียนทุน ทางมหาวิทยาลัยจึงสั่งระงับทุนการศึกษาทั้งหมดทันที แน่นอนว่าเรื่องนี้ห้ามให้แม่รู้เด็ดขาด ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาเรียน International Business แทน Computer Engineer เพื่อให้มีเวลามากพอที่จะหางานพิเศษทำได้มากขึ้น เพราะจากนี้ไปผมต้องจ่ายค่าเทอมเองแล้ว ผมใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทำงานแล้วก็เรียน เรียนแล้วก็ทำงาน โดยที่ยังไม่มีเป้าหมายอื่นในชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น มุมมองในชีวิตผมก็เริ่มเปลี่ยนไปทันที     เรื่องมีอยู่ว่า กลางดึกคืนหนึ่งผมกับเพื่อน ๆ อีกสามคนตัดสินใจ ว่าจะไปแมนแฮตตันด้วยกัน โดยมีเพื่อนใหม่รับอาสาขับรถพาพวกเราไป วันนั้นฝนตกหนักมาก ประกอบกับเพื่อนใหม่ก็ยังไม่ชินทางสายนี้ด้วย เป็นเหตุให้รถเสียหลักแหกโค้งออกไป ด้วยความเร็วและแรงทำให้เพื่อนสองคนที่นั่งด้านหลังหลุดออกจากรถทันที ส่วนผมกับคนขับติดแหง็กกันอยู่ในรถอย่างนั้น มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่หน่วยกู้ภัยกำลังใช้เครื่องมือตัดหลังคาเพื่อนำร่างของผมและคนขับออกมา ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอะไรมาก แต่มาเอะใจตอนที่เห็นสีหน้าของคุณแม่ เพราะผลปรากฏว่า กระดูกซี่โครงซีกซ้ายของผมแตกทั้งหมดและกระดูกบางส่วนก็เบี้ยว ต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลราว 1 เดือน ส่วนเพื่อนสองคนมีแค่รอยฟกช้ำเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นอะไรมาก แต่ที่ช็อกที่สุดคือคนขับครับ เขาเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในรถ! ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนั้นคือ “ฉิบหายแล้ว ชีวิตคนเรามันสั้นแค่นี้เองเหรอ” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมคิดมาตลอดว่าเราต้องอยู่บนโลกนี้ไปนานแสนนาน พอแก่แล้วถึงตาย แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้รู้ว่าจากนี้ไปคิดจะทำอะไรต้องรีบทำ อย่ามัวรอนั่นรอนี่ อย่ามาคิดว่า “ถ้า” หรือ “What if” ตั้งแต่นั้นผมจึงเริ่มคิดถึงความฝันของตัวเอง ฝันที่อยากเป็นนักร้อง รวมถึงฝันเก่า ๆ ที่คิดอยากจะมีรถสปอร์ต…ผมบอกตัวเองว่าพอหายดีแล้วผมจะรีบทำมันทันที เมื่อชีวิตมีเป้าหมาย ผมก็เริ่มทำงานมากขึ้นเพื่อที่จะเก็บเงินให้ได้มาก ๆ ราว 2 ปีต่อมาผมก็เรียนจบจึงไม่มีภาระเรื่องค่าเทอมมากวนใจอีก ผมเริ่มมองหารถสปอร์ตสีดำรุ่นนั้นทันที และนำเงินเก็บทั้งหมดไปซื้อหามาจนได้ ตอนนั้นผมดีใจมาก โคตรภูมิใจในตัวเองเลย เพราะมันแสดงให้เห็นว่า จากนี้ไปถ้าตั้งใจจะทำอะไร ผมก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามของเราจริง ๆ หลังจากนั้นผมย้ายกลับมาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่เหมือนเดิมแล้วก็ไปสมัครงาน จนได้งานใส่สูทผูกไทอย่างที่คุณแม่ต้องการ แต่ทำไปได้สักระยะผมก็รู้สึกว่างานนี้ไม่ใช่ตัวตนของผม ผมไม่มีความสุขเอาเสียเลย ที่สุดผมตัดสินใจรวบรวมความกล้าบอกคุณแม่ว่า          “แม่ครับ ผมจะกลับเมืองไทยไปเป็นนักร้องอย่างที่ฝัน” ความรู้สึกตอนนั้นมันแย่มากนะครับ เพราะผมเหมือนคนที่กำลังตัดความหวังของคุณแม่ ท่านดูทุกข์ใจ ร้องไห้ตลอด แต่ผมต้องใจแข็ง เพราะความฝันของผมก็ยิ่งใหญ่เหมือนกัน ผมอยากลองทำดู จะได้รู้ว่า “ทำได้หรือไม่ได้” จะได้ไม่เสียใจว่าไม่มีโอกาสได้ลอง ส่วนคุณแม่ท่านน่ารักนะครับ ถึงจะไม่เห็นด้วย แต่ท่านไม่เคยดูถูกความฝันของผมเลย จะมีก็แต่เพื่อนของคุณแม่คนหนึ่งที่เคยพูดเปรย ๆ ให้ผมได้ยินว่า “เคยส่องกระจกดูตัวเองไหม” แม้ผมจะโกรธมาก แต่ก็รู้สึกฮึดขึ้นมาว่า “ถ้าอย่างนั้น เรายิ่งต้องทำให้เห็นว่าเราทำได้” หลังจากตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว ผมก็จัดแจงขายสมบัติที่ประเทศสหรัฐอเมริกาทุกชิ้น เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินทุนสำหรับใช้ที่ประเทศไทย ที่นี่ชีวิตของผมต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ เน้นหนักเอาเบาสู้ ในที่สุดราว 4 ปีต่อมาฝันของผมก็เป็นจริง เมื่อผมมีโอกาสได้เป็นนักร้องออกอัลบั้มเป็นครั้งแรก แต่ประสบการณ์ในการทำงานทำให้ผมรู้ว่าอาชีพนี้ไม่มั่นคง เมื่อเทียบกับงานดีเจและพิธีกรที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางงานดีเจและพิธีกรที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายผมต้องเจอบททดสอบ คำสบประมาทหลายครั้ง แต่ผมไม่ยอมแพ้อะไรทำไม่ได้ก็หาความรู้เพิ่ม แล้วฝึกฝน ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าเห็นความสามารถและจ้างผมตลอด ในที่สุดผมก็ทำได้ และยืนหยัดบนเส้นทางนี้มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งที่ผมมีวันนี้ได้ต้อง “ขอบคุณ” ทุกคำสบประมาทรวมทั้งความผิดหวังต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ซึ่งช่วยผลักดันให้ผมไม่ยอมแพ้และฮึดสู้ครับ   Secret BOX ทำตัวให้เป็น “น้ำ” เพราะน้ำสามารถปรับตัวเข้าได้กับภาชนะ […]

ความสุขจากคำขอบคุณ บทความที่คนกำลังเหนื่อยล้าจากการทำงานควรอ่าน

เคล็ดลับสร้างแรงบันดาลใจ : ความสุขจากคำขอบคุณ บทความที่คนกำลังเหนื่อยล้าจากการทำงานควรอ่าน ความสุขจากการเป็นผู้รับ เมื่อมีคนซื้อของหรือทำอะไรให้เป็นความสุขแบบสบายกายแต่ความสุขจากการเป็นผู้ให้นั้น เป็นความสุขแบบอิ่มใจ

keyboard_arrow_up