“จิตไม่มีปัญญา ย่อมหลงกลลวงของกิเลส” ธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

จิตนี้หลงกลลวงของกิเลสตัณหามานาน และอยู่ในวงล้อมของโมหะอวิชชามาแล้ว และถูกกิเลสคุมเชิงอยู่ตลอดเวลา การคุมเชิงของกิเลสนั้นไม่เหมือนกับการคุมนักโทษในเรือนจำ นักโทษที่เรือนจำย่อมมีกฎบังคับให้อยู่ในขอบเขต ไม่มีอิสระในการไปมา จะกินอยู่หลับนอนต้องอยู่ในการควบคุมดูแล ถูกบังคับด้วยของแข็งอยู่เสมอ และถูกลงโทษในความผิดตามกฎหมาย  (จิตไม่มีปัญญา) ส่วนจิตที่ตกเข้าไปในท่ามกลางของกิเลสตัณหาอวิชชาแล้ว ย่อมมีความติดใจใฝ่ฝันอยากอยู่ในที่นั้นต่อไป ใครว่านิพพานคือความดับสนิทของกิเลสตัณหาก็ไม่สนใจ นี้ก็เพราะจิตถูกกลอันซึมเซ่อของกิเลสตัณหาฝังอยู่แล้ว กิเลสตัณหาจะพาทำอะไร จิตก็ยอมรับ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ หรือจิตต้องการในกามคุณ กิเลสก็ส่งเสริมเต็มที่ จิตมีความยินดีรักใคร่ในสิ่งใดที่จะเป็นไปตามกระแสโลก กิเลสก็จะอนุมัติทันที และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือทุกวิถีทาง ส่วนความดีที่เราจะต้องทำ นับแต่การให้ทานรักษาศีล ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมภาวนา กิเลสก็พยายามขัดขวางเต็มที่ ถ้าไม่มีปัญญาที่ดี ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำความดีได้เลย ถ้าจิตมีปัญญาก็ฝ่าฝืนทำความดีไปได้ แต่กิเลสก็ไม่ยอมปล่อยวาง ถึงความดีนั้นจะพาไปพักผ่อนในสุคติ สวรรค์ พรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง กิเลสก็พลอยติดตามไปด้วย เมื่อถึงเวลา กิเลสก็พามาเกิดเอาภพชาติในโลกนี้ตามเดิม ส่วนแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้ถึงมรรคถึงผล หรือที่สุดคือพระนิพพานนั้น กิเลสย่อมหาวิธีหลอกลวงด้วยกลวิธีต่าง ๆ เอากามคุณมาเป็นเครื่องอ้าง พรรณนาความสุขในกามคุณอย่างหยดย้อยเหนือกว่าน้ำอ้อยน้ำตาล ใช้แผนหว่านล้อมจิตไว้ทุกวิถีทาง พรรณนาความสุขในลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขในวัตถุสมบัติ ความสุขในภพชาติ ฉลาดในการประเล้าประโลม จนจิตเคลิ้มตามในอารมณ์ที่คมคายของกิเลสตัณหาโดยไม่รู้ตัว จิตที่ไม่มีปัญญาก็ยากที่จะรู้ทัน ฉะนั้น […]

กิเลส และความทุกข์ 3 ระดับ บทความดี ๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

กิเลส คือปัจจัยเชิงลบที่ทำให้จิตและปัญญาเสื่อมคุณภาพ กิเลสเกิดขึ้นมาคราวหนึ่งปัญญาก็มัวหมองไปคราวหนึ่ง ถ้ากิเลสเกิดทุกขณะจิต ชีวิตก็เศร้าหมองปัญญาก็หดหาย

เหตุผลที่นักปฏิบัติธรรมยังคงพ่ายแพ้กิเลส บทความจาก พระไพศาล วิสาโล

เคยสงสัยไหมคะว่า เพราะอะไร นักปฏิบัติธรรม บางคน เมื่อกลับมาสู่สิ่งแวดล้อมเดิม ๆ จึงมีนิสัยไม่น่ารักดังเดิมหรือยังพ่ายแพ้กิเลสเช่นเคย พระไพศาลมีคำอธิบายค่ะ

ชีวิตที่ไม่เป็นทุกข์ เมื่อความถูกต้องคือพื้นฐานของชีวิต

หากหลงไปตามกระแสอารมณ์ความรู้สึกก็จะกลายเป็นชีวิตที่มีแต่ทุกข์ หรืออย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุเรียกว่า ชีวิตมันกัดเจ้าของ

9 วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง โดย พระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ

9 วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง  โดย พระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง ทั้ง 9 ข้อนี้จะช่วยไม่ให้กิเลสปรากฏตัวออกมาเป็นคำพูดหรือการกระทำ ช่วยให้เราสามารถจับจิตเอาไว้ได้ง่ายขึ้น และจะส่งเสริมให้เราทำสิ่งที่ดีจนเป็นนิสัย วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง ข้อแรก   ควบคุมความอยาก หากเราปล่อยให้ความโลภทำงาน จิตจะปั่นป่วน แรงใจในการทำงานก็จะหยุดชะงักลง สิ่งสำคัญในการฝึกจิต คือ ทำความเข้าใจถึงเหตุที่ทำให้เกิดความโลภและผลที่จะเกิดตามมา แล้วตั้งใจตรวจดูจิตให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ความโลภบุกรุกเข้ามาได้อีก   ควบคุมความโกรธ หากเราให้พลังการผลักไสสิ่งที่ไม่ต้องการซึ่งมีที่มาจากความโกรธทำงานต่อไปเรื่อยๆ เราจะรู้สึกกระวนกระวายใจ ภายในร่างกายก็จะเต็มไปด้วยสารพิษ กลายเป็นแหล่งที่จะดึงเอาความทุกข์ทั้งหมดที่มีเข้ามา ความโกรธเป็นกิเลสตัวที่ควรระวังและควรขจัดออกไปจากเรา   มองให้เห็นความเป็นจริง เมื่อพลังแห่งความหลงทำงาน จิตจะออกห่างจาก “ปัจจุบัน” กระจัดกระจายไปที่โน่นที่นี่ และกลายเป็นแหล่งเพาะความโลภและความโกรธ การจะเห็นพลังงานความหลงที่เป็นต้นเหตุให้มองไม่เห็นความจริงนี้ จะต้องมีความใส่ใจที่ละเอียดมาก หากเรารู้ตัวแล้วป้องกันเอาไว้ได้ จิตที่มีความสงบเป็นปกติ ไม่สั่นไหว และแจ่มชัดก็จะเติบโตขึ้น   ไม่โกหก ส่วนใหญ่แล้วการโกหกเกือบทั้งหมด เป็นไปเพื่อการทำให้ความต้องการของตนเองบรรลุผล หากโกหกแล้วครั้งหนึ่ง ก็จะต้องโกหกซ้ำอีกในครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผย ในแต่ละครั้งที่โกหก สิ่งที่ผิดไปจากความเป็นจริงก็จะถูกใส่ลงไปในจิตใต้สำนึกทุกครั้ง เมื่อทำซ้ำๆ จิตจะยิ่งสับสนวุ่นวาย ทำให้ความสามารถในการควบคุมตนเองลดน้อยลง สูญเสียสมาธิและความสามารถในการตัดสินใจไปทีละนิด […]

Dhamma Daily : วิธี ตัดกิเลส สำหรับชาว shopaholic

ถาม : ดิฉันเป็นคนที่ค่อนข้างตามแฟชั่น เห็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าออกใหม่ก็อยากได้ ทั้งที่ของเก่าก็ยังมี ไม่ทราบว่าจะตัด กิเลส อย่างไรดีคะ

keyboard_arrow_up