ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ข้อควรรู้ เมื่อคุณต้อง กินยา

ข้อควรรู้ เมื่อคุณต้อง กินยา ยาแต่ละชนิดมีข้อบ่งใช้แตกต่างกัน บ้างต้องกินก่อนอาหาร บ้างหลังอาหาร บ้างพร้อมอาหาร บ้างห้ามกินร่วมกับยาตัวอื่นบางประเภท ซับซ้อนไปหมด วันนี้เราจะมาชวนคุณผู้อ่านค่อยๆ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการ กินยา ค่ะ ว่าด้วยการกินยา เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทําไมยารับประทานแต่ละชนิดจึงมีข้อบ่งใช้แตกต่างกัน   และจําเป็นหรือไม่ที่เราต้องปฏิบัติตาม ยาแต่ละชนิดอาจถูกกําหนดให้รับประทานในเวลาที่แตกต่างกันด้วยเหตุผลที่จําเป็นต่างๆ เช่น – ยาแก้ปวดแก้อักเสบ  (Non-steroidal Anti-inflammatory drugs; NSAIDs) เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac  ยากลุ่มนี้จะกําหนดให้รับประทานหลังอาหารทันทีเนื่องจากยาเหล่านี้มีผลระคายเคืองกระเพาะอาหาร – ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ (Antibiotic) ควรรับประทานยาต่อเนื่องจนยาหมดหรือตามแพทย์สั่ง ทั้งนี้มีข้อพึงสังเกตและข้อพึงระวังเนื่องจากมีการเรียก “ยาแก้อักเสบ” ในกลุ่มยาที่แตกต่างกันนั่นคือ               – กลุ่มของยาปฏิชีวนะที่หลายคนเข้าใจผิดเรียกว่ายาแก้อักเสบ  เพราะเมื่อมีการติดเชื้อจะมีผลให้เกิดลักษณะของการอักเสบ เช่น คออักเสบ แผลอักเสบ เป็นต้น การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาต้านจุลชีพเพื่อกำจัดเชื้อโรคจะทำให้อาการอักเสบทุเลาลง เพราะเชื้อโรคที่เป็นสาเหตถูกกำจัด       […]

กินยาผิด เวลา ผิดช่วง กินไม่ตรงเวลา อันตรายหรือไม่

กินยาผิด เวลา กินยาไม่ตรงช่วงเวลา อันตรายไหม วันนี้เรามากันที่ปัญหาใกล้ตัว ใครบ้างไม่เคยเจ็บป่วย ป่วยแล้วก็ต้องกินยา แต่การกินยามักมีข้อบ่งชี้ และวิธีการกำกับไว้ แต่หากเรา กินยาผิด เวลา กินไม่ถูกช่วงกับที่ข้างซองกำหนด จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตไหม วันนี้เราขออ้างอิงข้อมูลจาก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มานำเสนอให้ทราบค่ะ ยาก่อน-หลัง อาหารกินอย่างไร ยาที่รับประทานก่อนอาหาร ควรรับประทานในช่วงที่ท้องว่าง ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ซึ่งก็คือก่อนรับประทานอาหารอย่างน้อย ๓๐ นาที เนื่องจาก ยาอาจถูกทำลายและเสียประสิทธิภาพในการรักษา เมื่อพบกับกรดปริมาณมากที่กระเพาะอาหารจะหลั่งออกมาหลังมื้ออาหาร การรับประทานยาในช่วงที่ท้องว่าง ทำให้ยาไม่ถูกทำลาย และประสิทธิภาพของยาไม่ลดลง อาหารและส่วนประกอบของอาหารอาจลดการดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถรับประทานยาพร้อมหรือหลังอาหารได้ ยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร ยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน รวมทั้งยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มการหลั่งอินซูลิน จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก่อนที่จะออกฤทธิ์ การรับประทานยาก่อนอาหารจึงเป็นเสมือนการเตรียมพร้อมให้ระบบทางเดินอาหาร ก่อนจะรับประทานอาหาร การลืมรับประทานยาก่อนอาหาร ถ้าลืมรับประทานยาก่อนอาหาร หรือนึกได้ว่าต้องรับประทานยาก่อนที่จะทานอาหารไม่ถึงครึ่งชั่วโมง การทานยาก่อนอาหารทันที จึงไม่ต่างกับการรับประทานยาหลังอาหาร ควรข้ามยามื้อที่ลืมไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มการหลั่งอินซูลิน กรณียาที่รับประทานก่อนอาหารเพราะยาจะถูกทำลายหรืออาหารอาจลดการดูดซึมของยา อาจรอให้กระเพาะอาหารว่างก่อนแล้วค่อยรับประทานยาก็ได้ ซึ่งก็คือประมาณ 2 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหาร […]

8 อาหารที่ไม่ควรกินพร้อมกับยา เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้มากกว่าผลดี

อาหารที่ไม่ควรกินพร้อมกับยา เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้มากกว่าผลดี เชื่อว่าเวลาจะรับประทานยา หลายคนอาจเคยฉุกคิดหรือเกิดความสงสัยกันแน่ๆ ว่า อาหารที่ไม่ควรกินพร้อมกับยา หรือเครื่องดื่มที่ไม่ควรทานคู่กับยา นั้นมีอะไรบ้าง วันนี้ Goodlifeupdate จึงอยากขอพาทุกคนมาไขข้อข้องใจเหล่านี้กันค่ะ อาหารและยาต่างเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อชีวิตมนุษย์ไม่แพ้กัน บ่อยครั้งจึงมีผู้ป่วยถามเภสัชกรว่า “ถ้ากินยาตัวนี้กับอาหารชนิดนี้แล้วจะแสลงไหม” หรือ “กินยาตัวนี้ แล้วต้องกินอาหารเสริมอะไรไหม” จริงๆ แล้วจะเรียกอาหารคงไม่ถูกต้อง แต่ต้องเรียกว่า “สารอาหารบางประเภท” ต่างหาก ที่มีผลต่อยาบางชนิด ซึ่งจะมีอะไรบ้าง และมีผลอย่างไรนั้น เราตามมาดูกันค่ะ นม นมเป็นอาหารที่ประกอบด้วยวิตามินแร่ธาตุที่มีประโยชน์ แต่ในบางสภาวะ เช่น ตอนท้องเสียแล้วได้รับยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้อาจเกิดภาวะยาตีกันได้ เช่น ยากลุ่มควิโนโลน (quinolone) ที่ชื่อว่า นอร์ฟลอกซาซิน (norfloxacin) หากกินพร้อมนมจะทำให้ยาเกิดการจับตัวเป็นตะกอน ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ ดังนั้น ทางที่ดีควรงดเว้นการกินยาพร้อมการดื่มนม หรือเว้นระยะห่างระหว่างการกินยากับดื่มนมประมาณ 2 ชั่วโมง น้ำแร่ ในยุคที่มี ‘น้ำแร่’ ในท้องตลาดหลายยี่ห้อ หลายคนอาจเลือกดื่มน้ำแร่กับยา เพราะเข้าใจว่ามีประโยชน์ทั้งคู่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว น้ำแร่ไม่ต่างจากนม เพราะมีแร่ธาตุที่มีผลต่อการดูดซึมของยา ออกฤทธิ์คล้ายกับการกินนมพร้อมยา จึงไม่ควรดื่มน้ำแร่พร้อมกับยา […]

ใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย มาดู 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ยา

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ การใช้ยา ความเชื่อ : การใช้ยา กินยานานๆ ตับไตจะพังเอา เลิกกินดีกว่า ความจริง : อาการโรคตับโรคไตนั้น อาจเกิดได้จากอายุที่เพิ่มขึ้น หรือมาจากโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อตับหรือไต เนื่องจากมียาไม่กี่ชนิดที่ผลต่อไต ส่วนใหญ่จะเป็นยาฉีดฆ่าเชื้อ กลุ่ม อะมิโนไกลโคไซด์ (aminoglycoside) ที่ใช้เฉพาะในโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์จะระมัดระวังการใช้ยาอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการกินยาที่ได้รับจากโรงพยาบาล เรื่องจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีระบบประกันคุณภาพด้วยการติดตามปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับภาวะตับไตของแต่ละบุคคลอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ปัญหาเรื่องยาทำให้ตับไตพัง มักมีสาเหตุมาจากยาคลายเส้น ยาแก้ปวดเมื่อย หรือยาชุดผสมสเตียรอยด์ที่ผู้ป่วยซื้อกินเองมากกว่า ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ไม่ควรซื้อยากินเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเภสัชกรทุกครั้ง ความเชื่อ : ยาฉีดดีกว่ายากิน ความจริง : หลายคนเมื่อไปโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บป่วย ก็มักจะขอคุณหมอให้ฉีดยาให้หายไวๆ แม้จะเจ็บนิดหน่อยแต่ก็ดีกว่าทนกินยาหลายวัน แม้จะไม่เจ็บ แต่ก็หายช้า  เพราะยากินจะต้องรอเวลาในการดูดซึมเพื่อออกฤทธิ์ แต่การฉีดยาจะออกฤทธิ์ทันทีเพราะดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้โดยตรง แต่ถึงอย่างนั้นไม่ใช่ทุกโรคที่จะฉีดยาแล้วหายได้เลย โดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย หรือยาบางชนิดก็รักษาได้ด้วยการฉีดจึงจะฉีดให้ หรือหากเป็นโรคไตเสื่อมก็อาจจะต้องรักษาโดยเปลี่ยนจากยากินมาเป็นยาฉีดแทน แต่ถ้าหากผู้ป่วยทั่วไปไม่มีข้อห้ามใดๆ ควรเริ่มต้นจากการใช้ยากินที่มีความปลอดภัยมากกว่ายาฉีดดีกว่า ความเชื่อ : ไม่กินข้าวก็ไม่ต้องกินยา เดี๋ยวยากัดกระเพาะ ความจริง […]

10 อาหาร สมุนไพร ผักผลไม้ ควรเลี่ยงเมื่อกินยา

กินยา ห้ามกินร่วมกับอาหารอะไรบ้าง กินยา ร่วมกับอาหารบางชนิด มีผลทำให้ยาตีกัน รู้หรือไม่ อาหาร สมุนไพร และเครื่องดื่ม เช่น นม ชา กาแฟ  หากกินเข้าไปพร้อมกับยาบางชนิดอาจส่งผลต่อการดูดซึมของยาที่กินได้ โดยมีผลทั้งในแง่การเพิ่มและลดประสิทธิภาพของตัวยา  หรือที่เราเรียกกันว่า ยาตีกัน แต่ไม่ต้องกังวลไป ชีวจิตออนไลน์ รวบรวมเหล่าอาหาร สมุนไพรที่ทุกคนต้องรู้มาแนะนำจ้า นม และผลิตภัณฑ์นม เนื่องจากนมมีปริมาณของแร่ธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และเคซีน (โปรตีนจากนม) จึงทำให้อาจจะลอการดูดซึมยาบางชนิดได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของยาแอนติไบโอติก หรือยาปฏิชีวนะ ดังนั้นแนะนำให้ดื่มนมหลังจากกินยาประมาณ 2 ชั่วโมง ช็อกโกแลต  มีสารสำคัญจำพวกไทรามีน  มีฤทธิ์กระตุ้นความดันโลหิตให้เพิ่มขึ้น ดังนั้นคนที่กินยาความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด แถมดาร์กช็อกโกแลต ยังมีปริมาณสารคาเฟอีนสูง ทำให้ใจสั่น  อาจมีผลกับกลุ่มอาการโรคไทรอยด์  และลดประสิทธิภาพของการกินยานอนหลับได้  เกรปฟรุ๊ท  ผลไม้ที่อาจไม่ค่อยนิยมในไทยมากนัก แต่ใช่ว่าจะไม่มีผลต่อยาเลยหากเรากินร่วมกับยาบางชนิด เพราะมันจะเข้าไปทำปฏิกริยาเมตาบอลิซึมกับยา ทำให้เพิ่มระดับยาในเลือดสูงขึ้น เช่น ยา Statins ยาลดระดับคอเลสเตอรอล และในบางกรณีเข้าไปลดระดับยาในเลือดได้เหมือนกัน เช่น กลุ่มยาแอนตี้ฮิสตามีน  ยาแก้แพ้ […]

วิธีสังเกต ยาเสื่อมสภาพ ยาเปลี่ยนไปแบบไหนที่ห้ามใช้เด็ดขาด

ยาเสื่อมสภาพ ยาเสื่อมสภาพ หมายความว่า ยาบางชนิดแม้ว่าจะยังไม่ถึงวันหมดอายุก็จริง แต่เราก็ไม่ควรนำมาใช้หากยามีลักษณะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม โดยสาเหตุของการเปลี่ยนสภาพยา อาจมาจากการเก็บยาไม่เหมาะสม จนอาจทำให้ยานั้นประสิทธิภาพลดลง ยาแต่ละชนิดมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน บางชนิดต้องเก็บในตู้เย็นเพราะไม่ทนความร้อน ส่วนบางชนิดอาจไวต่อแสงแดดต้องในเก็บในถุงสีชา บางชนิดต้องเก็บในที่แห้งสนิทเพราะไม่ทนต่อความชื้น โดยเราต้องอ่านคำแนะนำเมื่อได้รับยาหรือสอบถามเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสื่อมสภาพ ไร้ประสิทธิภาพในการรักษาโรค วิธีสังเกตยาเสื่อมสภาพ ยาเม็ด มีจุดดำๆ เม็ดสีเปลี่ยนไปจากเดิม ยาเหนียวเชื่อมติดกัน ยาแคปซูล บวมเป่ง มีจุดดำๆ เป็นเชื้อรา ผงภายในเปลี่ยนสีหรือจับกันเป็นก้อน ยาน้ำใส ปกติไม่มีตะกอน แต่หากเก็บไว้นานแล้วเกิดตะกอน หมายความว่า อาจมีการตกผลึกของตัวยาที่ละลายน้ำเมื่อความเข้มข้นของยาไม่เหมาะสม เช่น พาราเซตามอลชนิดน้ำ  ไม่ควรเก็บในตู้เย็นเพราะจะตกผลึก เราสามารถเก็บในอุณหภูมิห้องได้ และยาจะมีอายุ 1 ปีหลังจากเปิดขวดครั้งแรก ยาน้ำข้น โดยปกติมักมีตะกอนที่เป็นตัวยาผสมอยู่แล้ว เวลาที่วางยาทิ้งไว้อาจเกิดการแยกชั้นได้ เมื่อเขย่าแล้วยากับตะกอนก็จะกลับมารวมตัวกันปกติ แต่ถ้าเขย่าแล้วไม่รวมตัวกัน ตะกอนไม่ขยับ แสดงว่า ยาเสื่อมสภาพแล้ว ไม่ควรนำมากิน แม้ยาจะไม่ถึงวันหมดอายุก็ตาม ยาผง หากยาผงจับตัวกันเป็นก้อน และไม่ละลายน้ำ แสดงว่าเสื่อมสภาพแล้ว ยาครีม หากครีมแยกชั้น ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน มีน้ำใสๆ […]

รู้ไว้ก่อนใช้ยา! อาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร มีอะไรบ้างที่ห้ามกินคู่กับยา  

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสิรฐ แต่เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วก็ควรหาทางรักษาอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการรักษาโดยการกินยา เพราะยาแต่ละตัวมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป บางครั้งเราอาจจะต้องกินยาหลายชนิด ต้องกินยากับอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่ง สมุนไพรต่างๆ เพราะอาหารและยาต่างเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อร่างกาย  ดังนั้น ควรจะต้องเข้าใจอย่างถูกต้องว่า อะไรบ้างที่เรา ห้ามกินคู่กับยา เพราะยาอาจไม่ออกฤทธิ์เพื่อให้ร่างกายหายดีขึ้น หากยาเหล่านั้นตีกันกับสิ่งที่เรากิน ทำให้แทนที่จะได้ประโยชน์กับได้โทษมาแทน   อาหารที่ ห้ามกินคู่กับยา ผักใบเขียวที่มีวิตามินเคสูง เช่น บรอกโคลี ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี รวมถึงการกินผักต่างๆ ในช่วงการกินเจ ควรกินอย่างเหมาะสมเมื่อต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวเลือด วาร์ฟาริน (warfarin) เนื่องจากมีผลต่อระดับความแข็งตัวของเลือด จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากคุณหมอก่อน ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง กล้วย ส้ม เนื่องจากโพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่ผลต่อการใช้ยาขับปัสสาวะ หากโพแทสเซียมในเลือดผิดปกติจนทำให้เกิดพิษจากยากที่ออกฤทธิ์ต่อหัวใจ อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ยาไดออกซิน (dioxin) อาหารที่มีสารไทรามีนสูง เช่น อาหารจำพวกยีสต์หมัก เช่น เบียร์หมัก ไวน์ ไส้กรอก ถั่วปากอ้า ช็อกโกแลต แม้จะมีคุณสมบัติช่วยควบคุมความดันเลือด แต่ถ้ากินร่วมกับยาต้านโรคซึมเศร้าบางชนิด เช่น เซเลจิลีน […]

กินยาผิดๆ ถูกๆ เสี่ยงไตวาย

กินยาไตพัง  กินผิด ชีวิตไตสั้น กินยาไตพัง คำนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่เราจะเช็กได้อย่างไรว่าไตของเรากำลังจะเสื่อมเพราะกินยา เชื่อว่าคนทํางานต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพ ประจําปีกันอยู่แล้ว หากได้รับรายงานผลตรวจ แนะนําให้ทุกคนเพ่ง ไปที่ค่าครีเอทินีน (Creatinine) หรือค่าที่ชี้วัดการ ทํางานของไตในการขับของเสียที่เกิดจากการสลายตัว ของกล้ามเน้ือ คนปกติต้องอยู่ที่ 1-1.5 มิลลิกรัมต่อ เดซิลิตร ใครที่ค่าครีเอทินีนปร่ิม ๆ จะแตะเพดานมาตรฐาน แล้ว ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะไตกําลังทํางาน ผิดปกติหรืออาจมีภาวะไตวายเฉียบพลันหรือเรื้อรังได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า “คนปกติค่าครีเอทินีนจะอยู่ระหว่าง 1 – 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ถ้าเกินจาก 1.5 แสดงว่าไตสูญเสีย การทํางานไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่จะไม่แสดง อาการผิดปกติ เพราะไตมีสองข้าง ข้างหนึ่งทํางาน น้อย อีกข้างหนึ่งจะช่วยทํางานแทน เหมือนคน ท่ีบริจาคไตให้น้องหรือญาติ เขาก็สามารถใช้ชีวิตได้ ตามปกติ แม้ไตจะเหลือข้างเดียวหรือเหลือการทํางาน […]

keyboard_arrow_up