ใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย มาดู 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ยา

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ การใช้ยา ความเชื่อ : การใช้ยา กินยานานๆ ตับไตจะพังเอา เลิกกินดีกว่า ความจริง : อาการโรคตับโรคไตนั้น อาจเกิดได้จากอายุที่เพิ่มขึ้น หรือมาจากโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อตับหรือไต เนื่องจากมียาไม่กี่ชนิดที่ผลต่อไต ส่วนใหญ่จะเป็นยาฉีดฆ่าเชื้อ กลุ่ม อะมิโนไกลโคไซด์ (aminoglycoside) ที่ใช้เฉพาะในโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์จะระมัดระวังการใช้ยาอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการกินยาที่ได้รับจากโรงพยาบาล เรื่องจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีระบบประกันคุณภาพด้วยการติดตามปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับภาวะตับไตของแต่ละบุคคลอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ปัญหาเรื่องยาทำให้ตับไตพัง มักมีสาเหตุมาจากยาคลายเส้น ยาแก้ปวดเมื่อย หรือยาชุดผสมสเตียรอยด์ที่ผู้ป่วยซื้อกินเองมากกว่า ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ไม่ควรซื้อยากินเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเภสัชกรทุกครั้ง ความเชื่อ : ยาฉีดดีกว่ายากิน ความจริง : หลายคนเมื่อไปโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บป่วย ก็มักจะขอคุณหมอให้ฉีดยาให้หายไวๆ แม้จะเจ็บนิดหน่อยแต่ก็ดีกว่าทนกินยาหลายวัน แม้จะไม่เจ็บ แต่ก็หายช้า  เพราะยากินจะต้องรอเวลาในการดูดซึมเพื่อออกฤทธิ์ แต่การฉีดยาจะออกฤทธิ์ทันทีเพราะดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้โดยตรง แต่ถึงอย่างนั้นไม่ใช่ทุกโรคที่จะฉีดยาแล้วหายได้เลย โดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย หรือยาบางชนิดก็รักษาได้ด้วยการฉีดจึงจะฉีดให้ หรือหากเป็นโรคไตเสื่อมก็อาจจะต้องรักษาโดยเปลี่ยนจากยากินมาเป็นยาฉีดแทน แต่ถ้าหากผู้ป่วยทั่วไปไม่มีข้อห้ามใดๆ ควรเริ่มต้นจากการใช้ยากินที่มีความปลอดภัยมากกว่ายาฉีดดีกว่า ความเชื่อ : ไม่กินข้าวก็ไม่ต้องกินยา เดี๋ยวยากัดกระเพาะ ความจริง […]

10 อาหาร สมุนไพร ผักผลไม้ ควรเลี่ยงเมื่อกินยา

กินยา ห้ามกินร่วมกับอาหารอะไรบ้าง กินยา ร่วมกับอาหารบางชนิด มีผลทำให้ยาตีกัน รู้หรือไม่ อาหาร สมุนไพร และเครื่องดื่ม เช่น นม ชา กาแฟ  หากกินเข้าไปพร้อมกับยาบางชนิดอาจส่งผลต่อการดูดซึมของยาที่กินได้ โดยมีผลทั้งในแง่การเพิ่มและลดประสิทธิภาพของตัวยา  หรือที่เราเรียกกันว่า ยาตีกัน แต่ไม่ต้องกังวลไป ชีวจิตออนไลน์ รวบรวมเหล่าอาหาร สมุนไพรที่ทุกคนต้องรู้มาแนะนำจ้า นม และผลิตภัณฑ์นม เนื่องจากนมมีปริมาณของแร่ธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และเคซีน (โปรตีนจากนม) จึงทำให้อาจจะลอการดูดซึมยาบางชนิดได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของยาแอนติไบโอติก หรือยาปฏิชีวนะ ดังนั้นแนะนำให้ดื่มนมหลังจากกินยาประมาณ 2 ชั่วโมง ช็อกโกแลต  มีสารสำคัญจำพวกไทรามีน  มีฤทธิ์กระตุ้นความดันโลหิตให้เพิ่มขึ้น ดังนั้นคนที่กินยาความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด แถมดาร์กช็อกโกแลต ยังมีปริมาณสารคาเฟอีนสูง ทำให้ใจสั่น  อาจมีผลกับกลุ่มอาการโรคไทรอยด์  และลดประสิทธิภาพของการกินยานอนหลับได้  เกรปฟรุ๊ท  ผลไม้ที่อาจไม่ค่อยนิยมในไทยมากนัก แต่ใช่ว่าจะไม่มีผลต่อยาเลยหากเรากินร่วมกับยาบางชนิด เพราะมันจะเข้าไปทำปฏิกริยาเมตาบอลิซึมกับยา ทำให้เพิ่มระดับยาในเลือดสูงขึ้น เช่น ยา Statins ยาลดระดับคอเลสเตอรอล และในบางกรณีเข้าไปลดระดับยาในเลือดได้เหมือนกัน เช่น กลุ่มยาแอนตี้ฮิสตามีน  ยาแก้แพ้ […]

วิธีสังเกต ยาเสื่อมสภาพ ยาเปลี่ยนไปแบบไหนที่ห้ามใช้เด็ดขาด

ยาเสื่อมสภาพ ยาเสื่อมสภาพ หมายความว่า ยาบางชนิดแม้ว่าจะยังไม่ถึงวันหมดอายุก็จริง แต่เราก็ไม่ควรนำมาใช้หากยามีลักษณะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม โดยสาเหตุของการเปลี่ยนสภาพยา อาจมาจากการเก็บยาไม่เหมาะสม จนอาจทำให้ยานั้นประสิทธิภาพลดลง ยาแต่ละชนิดมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน บางชนิดต้องเก็บในตู้เย็นเพราะไม่ทนความร้อน ส่วนบางชนิดอาจไวต่อแสงแดดต้องในเก็บในถุงสีชา บางชนิดต้องเก็บในที่แห้งสนิทเพราะไม่ทนต่อความชื้น โดยเราต้องอ่านคำแนะนำเมื่อได้รับยาหรือสอบถามเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสื่อมสภาพ ไร้ประสิทธิภาพในการรักษาโรค วิธีสังเกตยาเสื่อมสภาพ ยาเม็ด มีจุดดำๆ เม็ดสีเปลี่ยนไปจากเดิม ยาเหนียวเชื่อมติดกัน ยาแคปซูล บวมเป่ง มีจุดดำๆ เป็นเชื้อรา ผงภายในเปลี่ยนสีหรือจับกันเป็นก้อน ยาน้ำใส ปกติไม่มีตะกอน แต่หากเก็บไว้นานแล้วเกิดตะกอน หมายความว่า อาจมีการตกผลึกของตัวยาที่ละลายน้ำเมื่อความเข้มข้นของยาไม่เหมาะสม เช่น พาราเซตามอลชนิดน้ำ  ไม่ควรเก็บในตู้เย็นเพราะจะตกผลึก เราสามารถเก็บในอุณหภูมิห้องได้ และยาจะมีอายุ 1 ปีหลังจากเปิดขวดครั้งแรก ยาน้ำข้น โดยปกติมักมีตะกอนที่เป็นตัวยาผสมอยู่แล้ว เวลาที่วางยาทิ้งไว้อาจเกิดการแยกชั้นได้ เมื่อเขย่าแล้วยากับตะกอนก็จะกลับมารวมตัวกันปกติ แต่ถ้าเขย่าแล้วไม่รวมตัวกัน ตะกอนไม่ขยับ แสดงว่า ยาเสื่อมสภาพแล้ว ไม่ควรนำมากิน แม้ยาจะไม่ถึงวันหมดอายุก็ตาม ยาผง หากยาผงจับตัวกันเป็นก้อน และไม่ละลายน้ำ แสดงว่าเสื่อมสภาพแล้ว ยาครีม หากครีมแยกชั้น ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน มีน้ำใสๆ […]

รู้ไว้ก่อนใช้ยา! อาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร มีอะไรบ้างที่ห้ามกินคู่กับยา  

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสิรฐ แต่เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วก็ควรหาทางรักษาอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการรักษาโดยการกินยา เพราะยาแต่ละตัวมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป บางครั้งเราอาจจะต้องกินยาหลายชนิด ต้องกินยากับอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่ง สมุนไพรต่างๆ เพราะอาหารและยาต่างเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อร่างกาย  ดังนั้น ควรจะต้องเข้าใจอย่างถูกต้องว่า อะไรบ้างที่เรา ห้ามกินคู่กับยา เพราะยาอาจไม่ออกฤทธิ์เพื่อให้ร่างกายหายดีขึ้น หากยาเหล่านั้นตีกันกับสิ่งที่เรากิน ทำให้แทนที่จะได้ประโยชน์กับได้โทษมาแทน   อาหารที่ ห้ามกินคู่กับยา ผักใบเขียวที่มีวิตามินเคสูง เช่น บรอกโคลี ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี รวมถึงการกินผักต่างๆ ในช่วงการกินเจ ควรกินอย่างเหมาะสมเมื่อต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวเลือด วาร์ฟาริน (warfarin) เนื่องจากมีผลต่อระดับความแข็งตัวของเลือด จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากคุณหมอก่อน ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง กล้วย ส้ม เนื่องจากโพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่ผลต่อการใช้ยาขับปัสสาวะ หากโพแทสเซียมในเลือดผิดปกติจนทำให้เกิดพิษจากยากที่ออกฤทธิ์ต่อหัวใจ อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ยาไดออกซิน (dioxin) อาหารที่มีสารไทรามีนสูง เช่น อาหารจำพวกยีสต์หมัก เช่น เบียร์หมัก ไวน์ ไส้กรอก ถั่วปากอ้า ช็อกโกแลต แม้จะมีคุณสมบัติช่วยควบคุมความดันเลือด แต่ถ้ากินร่วมกับยาต้านโรคซึมเศร้าบางชนิด เช่น เซเลจิลีน […]

กินยาผิดๆ ถูกๆ เสี่ยงไตวาย

กินยาไตพัง  กินผิด ชีวิตไตสั้น กินยาไตพัง คำนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่เราจะเช็กได้อย่างไรว่าไตของเรากำลังจะเสื่อมเพราะกินยา เชื่อว่าคนทํางานต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพ ประจําปีกันอยู่แล้ว หากได้รับรายงานผลตรวจ แนะนําให้ทุกคนเพ่ง ไปที่ค่าครีเอทินีน (Creatinine) หรือค่าที่ชี้วัดการ ทํางานของไตในการขับของเสียที่เกิดจากการสลายตัว ของกล้ามเน้ือ คนปกติต้องอยู่ที่ 1-1.5 มิลลิกรัมต่อ เดซิลิตร ใครที่ค่าครีเอทินีนปร่ิม ๆ จะแตะเพดานมาตรฐาน แล้ว ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะไตกําลังทํางาน ผิดปกติหรืออาจมีภาวะไตวายเฉียบพลันหรือเรื้อรังได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า “คนปกติค่าครีเอทินีนจะอยู่ระหว่าง 1 – 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ถ้าเกินจาก 1.5 แสดงว่าไตสูญเสีย การทํางานไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่จะไม่แสดง อาการผิดปกติ เพราะไตมีสองข้าง ข้างหนึ่งทํางาน น้อย อีกข้างหนึ่งจะช่วยทํางานแทน เหมือนคน ท่ีบริจาคไตให้น้องหรือญาติ เขาก็สามารถใช้ชีวิตได้ ตามปกติ แม้ไตจะเหลือข้างเดียวหรือเหลือการทํางาน […]

keyboard_arrow_up