หลุยส์ แซมเปอรินี “ผู้ที่รอดชีวิตได้เพราะการให้อภัย”

คนที่เคยรู้จัก หลุยส์  แซมเปอรินี (Louis Zamperini) ตอนเด็ก ๆ มักคิดว‹า เขาจะต้Œองโตขึ้นมาเป็นอันธพาลแน่ ๆ‹ เพราะหลุยส์เป็นšเด็กที่เกเรมาก ชอบทะเลาะวิวาท และขี้ขโมย แต่หลุยส์ก็ไม่ได้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ไม่ได้อย่างที่ใครหลายคนคิดไว้ เพราะพี่ชายได้ชักจูงให้เขาหันไปใช้พลังกับการ “วิ่ง” แทน ในปี ค.ศ. 1936 หลุยส์สามารถผ่านการคัดตัวเข้าไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เขาร่วมลงแข่งขันในรายการวิ่ง 5,000 เมตร และเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 8 แม้จะไม่ได้ชัยชนะ แต่การเร่งสปีดอย่างรวดเร็วปานพายุในช่วง 56 วินาทีสุดท้ายได้ทำให้หลุยส์กลายเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่จริงแล้ว หลุยส์น่าจะคว้าเหรียญทองโอลิมปกิครั้งต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา ทว่าโอลิมปิกปี 1940 กลับถูกยกเลิกเนื่องจากสงคราม หลุยส์ต้องผันตัวเองจากนักวิ่งอาชีพไปเป็นนักบินประจำเครื่องบินทิ้งระเบิด และปฏิบัติการในพื้นที่แถบเกาะฮาวาย วันที่ 27 พฤษภาคม 1943 เครื่องบิน B-24 ที่หลุยส์ประจำการอยู่เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องและตกลงในมหาสมุทร หลุยส์เล่าว่า เขาสำลักน้ำทะเลที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมัน ควันไฟ และเลือดของตัวเองอย่างแรง มันทำให้เขาทรมานมาก ทว่าเขาก็สามารถพาตัวเองออกมาจากเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้ได้สำเร็จ […]

ดับความโกรธด้วยการให้อภัย ธรรมะเตือนสติโดย พระมหาบุญส่วน ปุญฺญสิริ

การให้อภัย ไม่ได้แปลว่า “ไม่โกรธ” แต่แปลว่า “ไม่ทำร้าย” ไม่เป็นอันตรายต่อกันและกัน การให้อภัยจึงเท่ากับเป็นการให้ความปลอดภัยทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น ไม่ว่าก่อนหน้าที่จะมีการอภัย ทั้งสองฝ่ายจะเคยมีความรู้สึกด้านไม่ดีต่อกันมาเพียงไรก็ตาม การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า มองไม่เห็นความผิดที่คนคนนั้นทำ และไม่ได้หมายความว่า เขาไม่สมควรจะได้รับโทษตามความคิด แต่มันหมายถึง เราจะไม่เก็บเอาความผิดของเขามาฝังไว้เป็นแผลร้ายในใจ การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า ต้องเล่นบทเป็นผู้เสียสละที่อะไร ๆ ก็ต้องทนยอมอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นความอ่อนแอภายในตัวเราเองที่ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ แต่การให้อภัย หมายถึงจะไม่เป็นคนเจ้าเคียดเจ้าแค้น หรือเล่นบทเป็นผู้ถือกฎหมายโลกไว้ในมือ คอยตัดสินความผิด-ความถูกของผู้อื่นตามอำเภอใจเสียเอง การเล่นบทเป็นคนสูญเสียความทรงจำชั่วคราว ที่จดจำไม่ได้ว่าใครเคยทำอะไรไม่ดีกับเราบ้าง ย่อมดีกว่าที่จะจดจำทุกความเจ็บเอาไว้ทำร้ายตัวเอง อย่างน้อยจะได้ไม่มีแผลในใจและยังได้มิตรเพิ่มขึ้น   มหาตมาคานธี กล่าวไว้ว่า “ผู้ที่อ่อนแอไม่สามารถให้อภัยใครได้ เพราะการให้อภัยได้นั้นนับเป็นความเข้มแข็งที่แท้จริง” ดังนั้น การให้อภัยจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นคนอ่อนแอที่กลบเกลื่อนความเป็นคนไม่มีทางสู้ ด้วยภาพพจน์ที่สวยหรูว่า “ให้อภัย” ซึ่งอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง หากว่าการให้อภัยไม่ได้เกิดมาจากจิตใจที่เข้มแข็ง จิตใจที่เข้มแข็ง กล้าหาญ จะอดทนต่อความผิดของผู้อื่นได้แล้วข้ามมันไปเพื่อให้พ้นจากอดีตที่ไม่น่าจดจำนั้น จะสามารถยิ้มรับแววตาสำนึกผิดของผู้อื่น และสามารถพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ด้วยหัวใจที่ยิ้มแย้มได้ การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า คุณต้องเป็นฝ่ายยอมง้อขอคืนดี ซึ่งเหมือนเป็นการลดความเป็นคนสำคัญในตัวเราลง ทว่าการให้อภัย หมายถึง การยอมรับว่ามีการทำผิด มีคนผิด มีความเจ็บปวด และต้องการให้การทำผิดนั้นได้รับการแก้ไข […]

เมื่อแมวน้อยสอนให้ฉันรู้จักการให้อภัย ได้มองเห็นความรักในสิ่งที่เกลียด

บ้านฉันมักมีแขกไม่ได้รับเชิญย่องมาใต้แสงจันทร์ในความมืดสลัว แอบมาฉี่รดกระเป๋าสะพายลายสกอตใบโปรดของฉันแทบทุกคืน สัตว์สี่ขาหางยาวร้องเหมียว ๆ บางตัวดำลาย บางตัวขาวเป็นจุด ๆ แทนที่จะทำหน้าที่จับหนู กลับมาสร้างภาระเพิ่มให้ฉันต้องซักกระเป๋าใบเก่งเกือบทุกวัน  แมวน้อย อาจเพราะกลิ่นฉี่แมวเหมียวตัวแสบฉุนฝังใจมากไปหน่อย ชะตาระหว่างเราจึงถูกขีดเป็นเส้นขนานด้วยอคติอย่างไม่มีวันมาญาติดีกันได้ เจอเจ้าเหมียวเมื่อไหร่ ไม่ว่ามันจะเดิน นั่ง นอนท่าไหน ก็ทำให้อารมณ์หมั่นไส้พลุ่งพล่านขึ้นในใจฉันได้เสมอจนต้องแกล้งให้หนำใจ เสียงอ้อนและท่าทางน่ารัก (ในสายตาคนอื่น) ของมันไม่ได้สะกดใจให้ฉันยั้งมือหยุดแกล้งมันได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ฉันไม่เคยชอบแมว ไม่เคยรู้สึกแบบคนอื่น ๆ ที่พูดว่า แมวขี้อ้อน น่ารัก น่ากอด น่าอุ้ม พอเห็นแมวตามข้างรั้วหรือริมถนนวิ่งเข้ามาหาทีไร กลิ่นฉี่ของมันที่ฝังอยู่ในใจฉันจะแซงหน้ามาก่อนเสมอ สำหรับฉัน แมวเป็นสัตว์ที่ดูน่ารังเกียจ ฉันไม่อยากให้มันเข้ามาใกล้ ๆ เลยจริง ๆ แต่แล้วเช้าวันหยุดที่เกือบแจ่มใสวันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังนอนหลับสบาย ผ้าม่านสีอ่อนปลิวตามสายลมเบา ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงร้องเบา ๆ ดังแทรกมาอยู่ข้างหู “เหมียว ๆ”…5 นาทีผ่านไป “เหมียว ๆ” …10 นาทีก็แล้ว ใจฉันเริ่มคิด “เสียงลูกแมวนี่นา ร้องได้ร้องไป!” จนเข้านาทีที่ 20 […]

ให้อภัยและขอโทษตัวเอง อยู่เสมอ คือคุณค่าที่ควรปฏิบัติกับชีวิต

ให้อภัยและขอโทษตัวเอง อยู่เสมอ คือคุณค่าที่ควรปฏิบัติกับชีวิต เชื่อมั้ยคะว่า การรู้จัก ให้อภัยและขอโทษตัวเอง อยู่บ่อยๆ นั้น สามารถส่งผลให้เรากลายเป็นคนมองโลกในแง่ดี และพร้อมที่จะยกโทษให้กับทั้งตัวเอง และคนรอบข้างได้อย่างบริสุทธิ์ใจจริง เพราะคนเราทุกคนล้วนมีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น คงไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่เคยลงมือทำเรื่องผิดพลาดเลย ฉะนั้น ข้อดีของการหัดให้อภัยตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่ควรฝึกทำอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากมันจะช่วยทำให้คุณมีจิตใจที่อ่อนโยนต่อคนอื่นๆ มีความเมตตา และรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้ว ยังถือเป็นการฝึกระงับอารมณ์ร้อนด้วยการใช้ความใจเย็น ไม่ทำให้ตัวเองต้องเกิดความรู้สึกหดหู่ใจตอนทำผิด หรือทำร้ายตัวเองเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น ดังนั้น Goodlifeupdate จึงอยากขอพาทุกคนมาลองฟัง ข้อดีของการรู้จักให้อภัยและการขอโทษตัวเอง ว่ามันจะเกิดผลดีและประโยชน์อย่างไรบ้างกันค่ะ ทำให้เรากล้าเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไม่ต้องกลัว บ่อยครั้งที่ความผิดพลาด มีอิทธิพลทำให้คนเรากลัวการเริ่มต้นใหม่ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ความผิดพลาดนั้นก็กลับกลายมาเป็นครู ที่ช่วยสอนบทเรียนราคาแพงให้กับชีวิต ซึ่งหลายคนก็มักเรียนรู้การเริ่มต้นใหม่จากความผิดพลาดทั้งหลาย โดยรู้จักระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบเดิมซ้ำสองขึ้นอีก การขอโทษตัวเองก่อน จึงเปรียบเสมือนการให้โอกาสตนเองได้ลองลงมือและเริ่มใหม่อีกครั้ง แต่อย่างไรก็ดี คนเราไม่ควรทำผิดพลาดในเรื่องเดิมซ้ำๆ เท่าไหร่นัก เพราะมันอาจหมายความได้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นเลย ทำให้เราเกิดความเข้าใจและมีเมตตาต่อตนเอง เป็นที่รู้กันดีว่า มนุษย์บนโลกใบนี้ คงไม่มีใครเพอร์เฟคหรือสมบูรณ์แบบไปเสียทุกเรื่อง ฉะนั้น “ความผิดพลาด” จึงนับเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทุกคนต้องเคยทำให้มันเกิดขึ้น หรือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเคยพบเจอ เพราะสิ่งสำคัญหลังจากนั้นก็คือ คุณจะรู้จักการให้อภัยและขอโทษตัวเองได้ไหม ถ้าหากทำได้ นั่นหมายความว่าคุณกำลังเข้าใจในธรรมชาติความเป็นไปของมนุษย์ […]

อภัยทานในมุมมองของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์

อภัยทานในมุมมองของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ อภัยทาน เป็น 1 ใน 3 ทานบารมีที่ควรสร้าง ควบคู่กับการให้อามิสทาน (สิ่งของ) และธรรมทาน (ความรู้หรือธรรมะ) หรือแปลว่า “การให้ความไม่มีภัย” การให้ความไม่เบียดเบียนอันได้แก่ ศีลกับพรหมวิหาร 4 นั่นเอง อภัยทานในมุมมองของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ อานิสงส์ของอภัยทานในมุมมองของพระพุทธศาสนา การยกโทษให้ทำให้ความโกรธหายไป ความโกรธตามจริงสามารถหายได้เอง ตามกระบวนการของการเกิด-ดับ แต่ความโกรธที่หายด้วยอภัยทาน คือการยกโทษให้ การให้อภัยกัน เป็นการบริหารจิตโดยตรง เป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้นด้วย   ประโยชน์ของการให้อภัยในมุมมองของวิทยาศาสตร์ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าการให้อภัยมีข้อดีถึงขนาดนี้ ทำให้เกิดการวิจัยต่อมาที่ละเอียดยิ่งขึ้น ซึ่งผลการวิจัยมีดังนี้ ช่วยลดอาการหดหู่ซึมเศร้าได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้คู่สมรสมีความสุขขึ้นในระยะยาว ช่วยให้สุขภาพร่างกายโดยรวมดีขึ้น ช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียด เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ และหลอดเลือด เป็นต้น     พบว่าการให้อภัยต่อกันมีผลตามมาที่ทำให้คนโกรธเข้าใจโลกมากขึ้น เช่น เข้าใจว่าพฤติกรรมของเขามาจากปมในอดีต ปมที่มาจากครอบครัว เพราะเมื่อมีผลก็ต้องมีต้นเหตุ เมื่อเราเข้าใจการให้อภัยจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แสดงให้เห็นจิตเดิมแท้ของเรามีจิตเมตตาแฝงอยู่ เมื่อหัดทำให้จิตเกิดการให้อภัยมากเข้า เราจะเป็นคนที่ไม่โกรธง่าย และควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น […]

7 ขั้นตอนเริ่มต้นสำหรับมือใหม่หัด ” ให้อภัย “

ตราบใดที่เรายังใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ การกระทบกระทั่งกันถือเป็นเรื่องธรรมดา มาฝึกให้อภัยไว้ดีกว่า เพราะไม่แน่ว่าวันหน้าเราจะยังมีกันและกันอยู่…เพื่อให้อภัย…

วิธี ให้อภัยตัวเอง และ รักตัวเอง เมื่อทำผิดพลาดไป

หยุดโทษตัวเอง แล้วหันมา ให้อภัยตัวเอง เพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง ชีวิตของเรานั้น มีโอกาสที่จะทำผิดพลาดได้ ติดสินใจผิด หลงผิดไปได้บ้าง เมื่อความผิดหลาดเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ บางครั้งเราอาจตีอกชกตัว โทษตัวเองว่า เรานี่แหละคือต้นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุร้ายเช่นนั้นขึ้น หรือโทษตัวเองว่า หากวันนั้นเราไม่ทำเช่นนั้น คงไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น หยุดโทษตัวเอง ในสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไป และไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้อีก ให้อภัยตัวเอง และ รักตัวเอง ให้มากขึ้น เพื่อที่จะสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง   การนำความผิดพลาดมาเป็นบทเรียนสอนใจเพื่อการใช้ชีวิตต่อไปอนาคตเป็นสิ่งที่ดี แต่การโทษตัวเอง และโทษในสิ่งที่เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงอดีตได้นั้น มีแต่จะทำให้เราทุกข์ใจมากยิ่งขึ้น   ให้อภัยตัวเองและ รักตัวเอง ให้มากขึ้นกันเถอะค่ะ   ::: เราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ ::: ก่อนอื่น เราต้องยอมรับความเป็นจริงให้ได้เสียก่อนว่าความผิดพลาดที่ “เคย” เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใน “อดีต” เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ต่อให้ตีอกชกตัว โกรธเคืองใคร หรือทำร้ายใครหนักหน่วงแค่ไหน สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วก็จะยังเกิดขึ้นอย่างนั้นอยู่ต่อไป ต่อให้ในอดีตเราจะเคยเป็นคที่เลวร้ายเพียงใด โง่เขลาเพียงใด อ่อนด้อยประสบการณ์ รู้เท่าไม่ถึงการณ์เพียงใด หรือตัดสินใจผิดพลาดรุนแรงไปแค่ไหน อย่างไรเราก็ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้สักอย่างอยู่ดี […]

เจ้าชายผู้ชนะความโกรธ นิทานธรรมะสอนเรื่องเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

ความโกรธ เป็นประหนึ่งลูกไฟที่เราถือไว้แล้วปาใส่คนอื่น เมื่อเปลวไฟเผาผู้นั้น คนที่รักผู้นั้นย่อมกอบเปลวไฟนั้นปากลับมาที่เราอีก เป็นเช่นนี้ไปมาไม่จบสิ้น เราจึงควรเลือกที่จะดับเปลวไฟนั้น ไม่ให้โชติช่วงขึ้นมาเผาเราและผู้อื่นได้อีก ลองฟังเรื่องราวของเจ้าชายพระองค์หนึ่งที่สามารถ ชนะความโกรธ ได้ นับว่าเป็นชัยชนะที่น่าชื่นชม

“เอาอย่างนี้ดีมั้ย” บทความเพื่อ การให้อภัย โดย ครูหนุ่ย - งามจิต มุทะธากุล

เอาอย่างนี้ดีมั้ย เคยถามคนคนหนึ่งว่า “เชื่อว่ามีชาติหน้าไหม” คนถูกถามตอบว่า เชื่อสิ “แล้วเชื่อว่ามีชาติที่แล้วไหม” ก็ต้องเชื่อสิ…

keyboard_arrow_up