HOW TO SUPPORT รับมืออย่างไรเมื่อคู่ชีวิตป่วยหนัก

HOW TO SUPPORT รับมือผู้ป่วย อย่างไรเมื่อคู่ชีวิตป่วยหนัก ในทุกๆ ปี ทั่วโลกมีคู่รักที่ต้องเผชิญปัญหาคู่ชีวิตเจ็บป่วยด้วยโรค ร้ายแรง ทั้งโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต อัลไซเมอร์ และอื่นๆ ซึ่งการรับมือเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายเลย และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับคู่ชีวิตหลายคู่ ซึ่งงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ได้รวบรวมคำแนะนำถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อข้ามผ่านช่วงเวลายากๆ นี้ไป และเป็นผู้สนับสนุนคู่ชีวิตที่เจ็บป่วยให้ข้ามผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง จะทำอย่างไรให้คุณเข้มแข็ง และเป็นกำลังใจสำคัญให้ชีวิตคู่ของคุณได้ วันนี้เรามีคำแนะนำจากคลินิกจิตวิทยา โรงพยาบาลจอนห์ฮอปกินส์ รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มาแนะนำค่ะ 1.รับฟังและใช้เวลาร่วมกัน อย่ากังวลในสิ่งที่ต้องพูดออกไป หากคำพูดนั้นสื่อสารด้วยความรักและมีเจตนาที่ต้องการสนับสนุนความเชื่อมั่นของเขาหรือเธอ หรือแม้กระทั่งการนั่งเงียบๆ อยู่เคียงข้างก็เป็นการสื่อสารที่ดีได้ 2.สร้างกิจวัตรร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการดูรายการโทรทัศน์ช่องโปรด หรือชวนกันเดินเล่นในสวนสาธารณะ ก็สามารถสื่อถึงความรู้สึกเหล่านั้นได้ ที่สำคัญ ควรทำกิจกรรมเหล่านั้นให้กลายเป็นกิจวัตร เพราะช่วยสร้างความมั่นคงทางใจได้แบบหนึ่ง 3.คอยให้ข้อมูลสำคัญ ช่วงเวลาที่ได้ทราบเรื่องโรคร้ายเป็นเวลาที่ผู้ป่วยมีความกังวลกับโรค ตัวคู่ชีวิตเองก็กังวลเช่นกัน แต่จำเป็นต้องเสพข้อมูลอย่างมีสติ ที่สำคัญ ควรเลือกข้อมูลและวิธีบอกเล่าที่ส่งเสริมความคิดในเชิงบวกเสมอ 4.เป็นตัวแทนการสื่อสารที่ดี นอกจากรับทราบความคืบหน้าจากแพทย์มาบอกผู้ป่วยด้วยวิธีที่เหมาะสมแล้ว ผู้ดูแลที่เป็นคู่ชีวิตจำเป็นต้องพูดคุยสื่อสารกับแพทย์ถึงความต้องการของผู้ป่วย(ไม่ใช่ความต้องการของคู่ชีวิต) โดยคำนึงถึงผลการรักษาในระดับที่เหมาะสม หากวิธีการเหล่านั้นไม่ละเมิดสิทธิของผู้ป่วย 5.ระมัดระวังความจู้จี้เกินพอดี แม้เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้ว สาเหตุแห่งความเจ็บป่วยนั้นมาจากตัวผู้ป่วยเอง แต่การบ่นถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ช่วยให้โรคหายไปได้ รวมถึงความเข้มงวดในวิธีดูแลตัวเองบางอย่าง หากมากเกินพอดีก็ย่อมส่งผลให้ผู้ป่วยกดดันมากเกินไปเช่นกัน […]

จัดบ้านอย่างไรให้ผู้ป่วยพาร์กินสัน อยู่ร่วมกับเราได้อย่างมีความสุข!

ทุกวันนี้ทั้งในไทยและทั่วโลกพบจำนวนผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease :PD) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องค่ะ และแม้จะพบว่าผู้ป่วยมีอายุลดลงเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างไรโรคพาร์กินสันเกินร้อยละ 90 ยังคงเกิดในกลุ่มผู้สูงอายุ และอาการทางกายจากโรคก็รบกวนการใช้ชีวิตไม่น้อยทีเดียว หลายคนเมื่อป่วยมากขึ้นก็ดูแลตัวเองได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็ยังคงต้องการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง วันนี้เราจึงอยากแนะนำวิธีการจัดบ้านเพื่อให้ผู้ป่วยพาร์กินสันซึ่งเป็นพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายที่เรารักยังคงใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้อย่างปลอดภัยเท่าที่อาการของโรคจะอำนวยกันค่ะ ILLNESS & CONDITION ข้อจำกัดทางกายจากโรคพาร์กินสัน ก่อนจะเริ่มลงมือจัดบ้านให้ปลอดภัยสำหรับคนที่เรารักซึ่งป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน เรามาทำความรู้จักโรคนี้กันสักหน่อยค่ะ จากบทความของศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ จากภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า โรคนี้เกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ภาวะสมองเสื่อมสภาพ หลอดเลือดสมองอุดตัน ภาวะสมองอักเสบ โรคทางพันธุกรรมบางกลุ่ม หรือมีเหตุที่ทำให้สมองขาดออกซิเจน เช่น จมน้ำ สิ่งแปลกปลอมอุดตันทางเดินหายใจ ถูกทำร้าย หรือประสบอุบัติเหตุกระทบกระเทือนสมอง นอกจากนี้อาจเกิดจากการใช้ยาบางชนิดอย่างต่อเนื่อง หรือได้รับสารพิษที่ทำลายสมอง โดยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้เซลล์สมองสร้างสารโดปามีนซึ่งมีความสำคัญต่อการสั่งการการเคลื่อนไหวร่างกายได้ลดลง โรคนี้เมื่อเป็นแล้วมีข้อจำกัดทางร่างกายที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในหลายระดับ ทั้งจากอายุของผู้ป่วย ระยะเวลาที่ป่วย และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล แต่ส่วนใหญ่มีอาการหลักคล้ายคลึงกันค่ะ กว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยพาร์กินสันเริ่มต้นจาก อาการสั่น โดยเมื่ออยู่นิ่งจะมีอาการมาก แต่หากเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมอาการสั่นก็จะลดลง หรือหายไป โดยมากพบอาการสั่นที่มือ […]

สูงวัยต้องระวัง! ผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 นั้นร้ายแรงกว่าที่คิด

ช่วงนี้หากไม่พูดถึงเรื่องของมลพิษก็คงจะไม่ได้ เพราะขึ้นชื่อว่ามลพิษ ก็นับว่าเลวร้ายทั้งสิ้น ยิ่งมลพิษจากฝุ่นละอองในอากาศที่มีขนาดเล็กลงไปอีกยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแท้จริง เนื่องจากมันสามารถถูกสูดหายใจเข้าไป และมีขนาดเล็กพอที่จะเข้าไปลึกถึงปอดและทางเดินหายใจได้ บางอนุภาคอาจจะเข้าไปถึงกระแสเลือดและไหลเวียนทั่วร่างกายของเราได้ในที่สุด ทั้งนี้ “อากาศ” เป็นหนึ่งในความต้องการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการอยู่รอดของมนุษย์ เมื่ออากาศเต็มไปด้วยมลพิษ ทั้งจากก๊าซอันตราย ลุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 ที่ทำร้ายระบบทางเดินหายใจ หัวใจ เยื่อบุนัยน์ตา จมูก ซึ่งเจ้ามลพิษอากาศชนิดนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกอย่างยิ่งให้สังคมไทย ซึ่งทางรัฐบาลก็ก็ได้ออกมาแถลงการณ์เตือนเกี่ยวกับฝุ่นละอองที่เกินมาตรฐานอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมถึงวิธีรับมือกับเจ้าฝุ่นตัวร้ายนี้กันอยู่ตลอด องค์การอนามัยโลกได้ออกแนวทางกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ (Air Quality Guideline : AQG) เพื่อเป็นหลักเกณฑ์กลางให้ทุกประเทศใช้อ้างอิง โดยชี้ว่าไม่มีระดับปริมาณสารมลพิษระดับใดที่ถือได้ว่าปลอดภัยสำหรับทุกคน เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลาต่างกัน ตัวเลขที่กำหนดไว้จึงเป็นค่าเป้าหมาย ที่มีหลักฐานวิชาการ สนับสนุนว่าเป็นระดับปริมาณสารมลพิษที่มีผลกระทบต่อ สุขภาพน้อยที่สุดที่ยอมรับได้ โดยแนวทางนี้ได้กำหนดตัวเลข ที่สูงขึ้นเป็น 3 ระดับขึ้น เรียกว่าเป้าหมายระหว่างทาง (Interim Target) เพื่อให้แต่ละประเทศใช้กำหนดค่ามาตรฐานที่สอดคล้องกับบริบทของตนเองโดยคาดหวังให้มีการดำเนินการเพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศ สำหรับประเทศไทย เพิ่งมีการเพิ่ม PM 2.5 เข้ามาในรายการสารมลพิษที่ต้องตรวจวัดและควบคุมตั้งแต่ปี 2553 โดยเลือกใช้เป้าหมายระหว่างทางระดับที่ 2 ขององค์การอนามัยโลกมากำหนดเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศของประเทศ ซึ่งปัจจุบันเป็นมาตรฐานระดับเดียวกับมาเลเซีย และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม […]

รู้เท่าทัน “อัลไซเมอร์” เตรียตัว และป้องกันกันไว้ ก่อนจะสายเกินแก้

“โรคอัลไซเมอร์” ถือได้ว่าเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด  ซึ่งตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าเฉพาะในประเทศไทยมีผู้ป่วยถึงกว่า 6 แสนคนในปี 2558 และเป็นที่รู้กันดีว่าอัลไซเมอร์นั้นเป็นมากกว่าแค่ขี้ลืม ซึ่งอาการหลงลืมนั้นเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่สัญญาณของโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสมองเสื่อมชนิดอื่น ๆ เสมอไป เพราะการสูญเสียความทรงจำต่างหากที่เป็นเรื่องน่ากังวลและเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกเริ่มของโรคอัลไซเมอร์เมื่อความทรงจำระยะสั้นได้รับผลกระทบจากโรคนี้ มันจะส่งผลให้คนคนนั้นลืมว่าเพิ่งทำอะไรมาเมื่อ 10 นาทีที่ผ่านมา หรือหลงลืมบทสนทนาที่เพิ่งผ่านพ้นนั่นเอง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 หรืออีกเกือบ 20 ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในยุคนั้น เช่น หากมีคนเดินสวนคุณมา 4 คน คุณจะพบผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปอย่างน้อย 1 คน และหนึ่งในนั้นอาจรวมถึงตัวคุณเองด้วย ทั้งนี้ จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ช่วยให้ผู้คนทั่วโลกมีอายุไขเฉลี่ยยืนยาวขึ้น The Stanford Center of Longevity สหรัฐอเมริกา จึงคิดศึกษาข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา และด้านการวางนโยบาย เพื่อระบุแนวทางที่มุ่งไปสู่การมีอายุยืนยาวและเป็นสุข […]

keyboard_arrow_up