True story: กว่าจะเข้าใจ …ก็ (เกือบ) สายเสียแล้ว?!

 กว่าจะเข้าใจ …ก็ (เกือบ) สายเสียแล้ว?! “เฮ้ย ขอมาม่าซองสิ” “ไม่ได้เว้ย ของกู กูหวง จะเก็บไว้กิน” แต่ก่อนผมไม่เคยรู้เลยว่า ทำไม “สายลม” เพื่อนรักของผมถึงได้หวงเจ้าบะหมี่ซองละแค่ 5 บาทนักหนา จนวันหนึ่งเมื่อสายลมเปิดใจเล่าชีวิตของมันให้ผมฟัง ถึงได้รู้ว่า ถ้าผมเป็นมัน  ก็คงหวงเหมือนกัน…เผลอๆ อาจจะยิ่งกว่ามันด้วยซ้ำ! เรื่องของสายลม ชีวิตของผมเริ่มต้นใน “กรอบเล็ก ๆแคบ ๆ” ที่พ่อแม่วางไว้ให้ ทุกอย่างในชีวิตผมเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ แม้แต่เรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ เช่น การไปกินขนม ไปเล่นเกมไปเดินเล่นกับเพื่อน ๆ หลังเลิกเรียน ก็ไม่ได้รับอนุญาต พอโรงเรียนเลิกปั๊บ ผมต้องกลับบ้านพร้อมพ่อแม่ทันที ห้ามเถลไถลส่วนวันหยุดก็ต้องอยู่บ้าน แต่สำหรับ ดาว น้องสาวคนเดียวของผมนั้น ด้วยความที่ดาวเรียนเก่ง ทำอะไรก็ดี ถูกใจพ่อแม่ไปหมด การปฏิบัติของพ่อกับแม่ต่อผมและน้องจึงต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่นั่นยังไม่ทำให้ผมช้ำใจมากเท่ากับการที่พ่อกับแม่ชอบเปรียบเทียบผมกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน หรือแม้แต่เพื่อน ๆ ของผมเองว่า “เก่งกว่า” และ “ดีกว่า” ผมผมรู้สึกว่าการพูดอย่างนั้นเหมือนเป็นการตอกย้ำลงไปซ้ำ ๆ ในใจว่า “ผมไม่เอาไหน ไม่มีอะไรดีเลย และเพราะอย่างนี้ พ่อแม่ถึงไม่รัก” เจออย่างนี้บ่อย ๆ เข้า ผมก็เริ่มทนไม่ไหว จนต้องบอกเพื่อน ๆ ว่า “อย่ามาบ้านกูเลย กูขอร้องนะ” จากนั้นก็พยายามทำทุกอย่างให้พวกมัน “ยอมรับ” ผม ตอนนั้นไม่ว่าเพื่อนจะทำอะไร ผมก็ทำด้วย ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ ตีต่อย ฯลฯแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ดี แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้สึกว่า “ตัวเองยังมีตัวตน ยังมีที่ยืนในโลกใบนี้บ้าง” ส่วนเพื่อนสนิทที่สุดของผมก็ต้องนี่เลย…“เหล้า” เท่านั้น! เพราะต้องเจอกันทุกวัน เวลาเจอกัน เหล้าช่วยทำให้ผมลืมความทุกข์ ลืมปมในใจไปได้…แค่ชั่วคราวก็ยังดี ไม่นานพ่อกับแม่ก็จับได้ว่าผมเกเรแต่แทนที่จะลงโทษหรือต่อว่าแรง ๆ ท่านกลับใช้ความเงียบลงโทษผมแทน ทำเหมือนผมเป็นอากาศธาตุ แรก ๆ ผมก็เสียใจที่ถูกลงโทษอย่างนี้ แต่หลายครั้งเข้าก็เริ่มชินชาในที่สุดผมก็บอกตัวเองว่าจะไม่สนใจกรอบที่พ่อแม่วางไว้อีกต่อไป แล้วก็จะต่อต้านให้ถึงที่สุดด้วย เช่น ให้กลับบ้านเร็ว ผมก็กลับให้ดึกขึ้น ๆ ไม่ให้กินเหล้า ผมก็จะกินให้หนักขึ้น ๆ กินให้เมากลับบ้านไปเลยฯลฯ ช่วงนั้นฐานะทางบ้านของผมก็ทรง ๆทรุด ๆ ถ้าช่วงไหนหมุนเงินไม่ทัน เราก็กินมาม่าแทนข้าว นี่แหละเหตุผลหนึ่งที่ผมถึงหวงมาม่านักหนา แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงใช้ชีวิตเสเพล ประชดประชันพ่อแม่เหมือนเดิม จนเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ผมยิ่งกินเหล้าหนักขึ้น บางวันกินตั้งแต่เย็นยันเช้า สัปดาห์หนึ่งไปเรียนแค่ไม่กี่วัน พอเทอมหนึ่งผ่านไป ผมไปขอเงินพ่อเพื่อจะลงทะเบียนเรียนต่อเทอมสอง พ่อก็บอกกับผมว่า “กูไม่ให้เงินมึงอีกแล้ว เพราะถึงให้ไปมึงก็ไม่ได้ไปเรียน” ผมโกรธพ่อมากและถือ (เอาเอง) ว่านี่คือประโยคตัดขาดกันกลาย ๆ  ผมบอกตัวเองว่าจะไม่อ้อนวอนหรือร้องขออะไรจากพ่ออีก ผมตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าย้ายออกจากบ้านไปขออาศัยอยู่กับน้า พร้อมกับของานทำ โดยไม่สนใจที่จะเรียนต่ออีกแล้วเพราะอยากทำให้พ่อกับแม่เห็นว่า ถึงผมจะไม่เรียน  แต่ผมก็หาเลี้ยงตัวเองได้ ระหว่างที่ผมช่วยงานน้า ผมก็ยังกินเหล้าอยู่ทุกวันไม่ได้ขาด จนกระทั่งวันหนึ่งเหล้าทำให้ผมต้องถูกน้าไล่ออกจากงาน!เพราะผมดื่มหนักเกินไป เลยผิดนัดลูกค้ารายใหญ่ของน้า ธุรกิจเสียหายเป็นล้าน ๆ ผมกลายเป็นไอ้ขี้เมานอนอยู่บ้านเฉย ๆ  ตกเย็นก็กินเหล้าจนถึงเช้าอีกวันใช้ชีวิตอย่างนี้จนเงินเก็บใกล้หมด ผมจึงเริ่มหางานทำอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้งานสักที เมื่อไม่มีทางเลือก ผมตัดสินใจบากหน้าไปของานเพื่อนสมัยมัธยมทำ ความที่ไม่มีความรู้ใด ๆ เพื่อนจึงให้ผมทำงานอยู่ฝ่ายซ่อมบำรุง ใช้แรงงานไป เช่นทำสวน ซ่อมก๊อกน้ำ ขัดห้องน้ำ นั่นทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า “ทำไมชีวิตผมต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมเพื่อนที่โตมาด้วยกันถึงได้ทำกับผมอย่างนี้และเพราะพ่อแม่ใช่ไหมที่ทำให้ชีวิตผมต้องเป็นอย่างนี้” เมื่อคิดถึงตรงนั้น ผมก็นึกขึ้นได้ว่าหลายปีแล้วที่ผมไม่ได้กลับบ้านเลย ป่านนี้พ่อ แม่ และน้องจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ผมตัดสินใจว่าจะกลับไปเยี่ยมพวกเขาดูดีกว่า และแล้วสัปดาห์นั้นผมก็ได้กลับบ้านเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี พ่อดูคล้ำขึ้นและผอมลง ส่วนแม่กับน้องก็ดูเครียด ๆ แม่บอกผมว่า “ลม  วันนี้บ้านเราเหลือมาม่าอยู่แค่ 2 ซองนะ  ถ้าจะกินก็เอาไปต้มให้หมด แล้วมากินด้วยกัน” ใจผมตอนนั้นยังคิดว่า พ่อกับแม่คงหมุนเงินไม่ทันเหมือนเดิม แต่ความจริงสถานการณ์มันเลวร้ายกว่านั้น แม่บอกว่า “บ้านเรากำลังจะโดนฟ้องล้มละลาย!” ทันทีที่ได้ยินความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามาในใจผมทันทีผมได้แต่ด่าตัวเองว่า “ผมมัวทำอะไรอยู่ ทำไมผมไม่รู้เรื่องนี้ทำไมผมไม่ช่วยที่บ้าน ทำไมผมเป็นลูกที่แย่อย่างนี้” เราสี่คนพ่อแม่ลูกพูดอะไรไม่ออกนอกจากนั่งมองหน้ากันไปมา และแล้วเสียงสะอื้นเบา ๆ ของน้องสาวก็ทำลายความเงียบลง ผมค่อย ๆ โอบน้องสาวและแม่เข้ามา ส่วนพ่อที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับผมก็กำลังทำเหมือนกัน สุดท้ายเราสี่คนพ่อแม่ลูกก็พร้อมใจกอดคอกันร้องไห้ตรงหน้าหม้อมาม่านั่นเอง! นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า “เราคือครอบครัวเดียวกันและเราต้องช่วยเหลือกัน” เย็นวันนั้นผมกลับออกไปพร้อมด้วยความคิดว่า ถึงเวลาที่ผมจะต้องทำเพื่อครอบครัวเสียที ผมเริ่มทำงานล่วงเวลาเพื่อเจียดเงินเดือนมาให้ครอบครัว และกลับบ้านมาดูแลพ่อแม่บ่อยขึ้น แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะช้าเกินไป เมื่อวันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากแม่ว่า “ลมไม่ต้องมาบ้านแล้วนะบ้านโดนยึด แม่ไปอยู่กับยาย พ่อไปทำงานที่ต่างจังหวัด น้องสาวไปอยู่กับน้า” ตอนนั้นผมกำลังเมาตามปกติ จึงไม่แน่ใจว่านี่คือเรื่องจริงหรือว่าผมเมากันแน่ รุ่งขึ้นพอเริ่มสร่าง ผมจึงตัดสินใจกลับบ้านเพื่อไปดูให้เห็นกับตา ทันทีที่ประตูบ้านเปิดออก ภาพตรงหน้าทำเอาผมถึงกับตัวชาแทบจะล้มทั้งยืน เพราะบ้านทั้งบ้านที่เคยมีข้าวของวางระเกะระกะ วันนี้กลับไม่มีอะไรเหลืออยู่แม้แต่ชิ้นเดียว! บ้านของผมถูกฟ้องล้มละลาย ครอบครัวแยกกันไปคนละทิศละทางแล้วจริง ๆ เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ผมจึงตัดสินใจบากหน้ากลับไปของานน้าทำอีกพร้อมกับให้สัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมา โชคดีเหลือเกินที่น้ายังให้โอกาส ผมจึงกลับมาช่วยงานน้าอีกครั้งช่วงนั้นธุรกิจของน้าอยู่ในช่วงขาขึ้น ผมจึงพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ทำให้พอมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่นานนักผมก็สามารถซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ให้พ่อแม่และน้องได้กลับมาอยู่ด้วยกันสำเร็จ ส่งเงินให้ทุกคนได้ทุกเดือนนั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลาย ๆ ปีที่ผมได้เห็นรอยยิ้มของพ่อและแม่ ชีวิตของผมตอนนั้นเรียกว่าเข้าขั้น“สบาย” มีบ้าน มีรถ มีเงินใช้ไม่ขาดมือและกำลังจะเริ่มสร้างครอบครัวใหม่ด้วยการแต่งงานกับผู้หญิงที่ผมรัก แต่เพียงแค่หกเดือนต่อมา ชีวิตผมก็พลิกผันอีกครั้งเมื่อธุรกิจของน้าประสบวิกฤติเศรษฐกิจล้มไม่เป็นท่า ผมกลายเป็นคนว่างงานทันทีเงินเก็บก็ไม่มี เพราะตอนที่มีเงิน นอกจากเลี้ยงดูครอบครัวแล้ว ผมก็ใช้มันไปกับการกินเหล้าและเที่ยวเตร่ตามประสา สุดท้ายเมื่อไม่มีเงิน ผมก็ต้องทยอยขายทรัพย์สินที่หามาได้ออกไปทีละชิ้น ๆแต่ถ้าจะขายต่อไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเราก็จะไม่เหลืออะไรเลย ผมตัดสินใจนำเงินก้อนสุดท้ายไปลงทุนทำธุรกิจที่ต่างจังหวัด แต่รายได้ที่เข้ามาก็ไม่สม่ำเสมอ แถมบางเดือนก็ไม่มีเข้ามาเลย เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมจึงต้องขายรถยนต์ออกไปอีกคัน แล้วหันมาซื้อรถตู้วิ่งรับจ้างแทน แต่ถึงอย่างนั้นรายรับจากการขับรถตู้ก็ไม่แน่นอน บางเดือนก็แทบไม่มีค่าส่งรถ ไม่มีค่านมลูก แต่ทุกครั้งที่เกือบจะถึงเส้นตายอยู่รอมร่อ ภรรยาของผมก็มักจะหาเงินมาช่วยผมได้ทุกครั้ง บ่อยครั้งเข้าผมก็เริ่มสงสัยว่าภรรยาผมเอาเงินมาจากไหน สุดท้ายถึงได้รู้ว่าแม่ของผมนั่นเองที่คอยแอบเอาเงินมาให้น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาทันที ด้วยความรู้สึกผิดว่า “สุดท้ายผมก็เอาตัวไม่รอด แม่ต้องกลับมาดูแลผมอีกจนได้ แถมยังช่วยเลี้ยงลูกให้ผมด้วย” ผมเริ่มคิดย้อนถึงวันเวลาที่ผ่านมาคิดถึงกรอบที่พ่อแม่วางไว้มากมาย ผมเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่า ที่แท้ผมคิดไปเองว่าพ่อแม่ไม่รัก เพราะพอผมมีลูก ผมยังรักลูกเลย อยากให้เขาเป็นเด็กดีและได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด ขณะกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ผมมองออกไปเห็นพ่อกำลังอุ้มลูกของผมออกไปเดินเล่น จู่ ๆ แม่ก็เดินเข้ามาบอกผมว่า “ตอนลมเด็ก ๆ พ่อเขาดูแลลมดียิ่งกว่าหลานอีกนะเลี้ยงเองตลอด ไปไหนก็อุ้มไปด้วย ลมน่ะติดพ่อแจเลยนะ” คำพูดของแม่ทำให้ผมถึงกับอึ้ง ว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรลงไป เราโง่มากที่เลือกประชดประชันพ่อแม่ด้วยการทำร้ายตัวเองและทำร้ายหัวใจพ่อแม่มาตลอดเราเป็นลูกที่แย่มากจริง ๆ! กลางดึกคืนนั้น ผมตัดสินใจเข้าไปหาพ่อกับแม่ที่ห้องนอน ค่อย ๆ นั่งลงที่ปลายเตียง แล้วประนมมือก้มลงกราบที่ปลายเท้าของท่านทั้งสองซึ่งกำลังหลับสนิท “พ่อครับ แม่ครับ ผมขอโทษครับผมมันโง่เง่าคิดไปเองว่าพ่อแม่ไม่รัก ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าที่ทำไปเพราะพ่อรักผม พ่ออยากให้ผมเก่ง อยากให้ผมดูแลน้องได้” ผมพูดพึมพำเบา ๆ ด้วยเสียงสั่นเครือน้ำตาค่อย ๆ เอ่อล้นออกมา แต่ผมพยายามกลั้นไว้เพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่ตื่นขึ้นมาเห็นผมในสภาพนี้ คืนนั้นผมกลับออกไปด้วยความสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบสิบกว่าปี ผมบอกกับตัวเองว่าจากนี้ไปชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ผมจะทำหน้าที่ลูกที่ดี จะรักและดูแลทุกคนให้ดีที่สุด ที่สำคัญผมจะดูแลครอบครัวของผมให้ดีที่สุดด้วยผมจะทำให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่รักเขามากแค่ไหน… บ้าน…ไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ จะรวยหรือจน ก็ไม่สำคัญเท่ากับความรัก ความเข้าใจ และความอบอุ่นที่ทุกคนมีให้แก่กันเพราะถ้าในบ้านมีทุกอย่างที่ว่านี้ เราก็คงไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาสิ่งอื่นจากภายนอกมาทดแทน ข้อคิดจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ พ่อแม่ทุกคนรักและห่วงใยลูกเสมอ โดยเฉพาะในวัยเยาว์ พ่อแม่จะทุ่มเทชีวิตจิตใจในการเลี้ยงดูลูก ปลูกฝังให้ลูกเป็นคนดี มีอนาคตที่สดใส เมื่อลูกอยู่ห่างไกล ก็ห่วงใย คอยฟังข่าวของลูกอยู่เสมอ อยากจะได้ยินแต่ข่าวดีของลูกไม่มีพ่อแม่คนไหนเลยที่อยากจะได้ยินข่าวร้ายของลูก เพราะนั่นทำให้พ่อแม่มีความทุกข์ใจไปด้วย พ่อแม่บางคนชอบดุและเข้มงวดกวดขันกับลูก  เพราะอยากให้ลูกได้ดี และคิดว่า  หากชมลูกจะทำให้ลูกเหลิง  เดี๋ยวจะเสียคน แต่แอบเอาความดีของลูกไปชมให้คนอื่นฟังทั้ง ๆ ที่เขาไม่อยากฟัง คนที่อยากฟังคือลูก แต่ไม่พูดให้ฟัง ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิดทำให้ลูกน้อยใจ คิดว่าทำดีแทบตายพ่อแม่ไม่เห็นความดีของตนเลย พอทำผิดหน่อยเดียวกลับถูกดุด่าอยู่เป็นประจำ หรือไม่ก็มีแต่คนชมพี่  ชมน้อง  ชมคนอื่น ไม่เห็นมีใครชมตนเลย สิ่งนี้เป็นเงื่อนปมในจิตใจของลูก ทำให้ลูกรู้สึกว่าตนต่ำต้อยด้อยกว่าคนอื่นเป็นคนไม่มีคุณค่า ไม่มีใครต้องการ ลูกบางคนที่มีพื้นฐานจิตเป็นอกุศล ประชดพ่อแม่ด้วยการใช้ชีวิตของตนไปในทางที่ผิด บางคนถึงกับเสียคน  เสียอนาคตไปเลย เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับพ่อแม่และลูกทุกคน โดยเฉพาะพ่อแม่ซึ่งมีวุฒิภาวะมากกว่าลูก ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องรู้จักวิธีเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์ด้วย เมื่อลูกทำดีก็ชม  เมื่อทำผิดก็บอกกล่าวให้แก้ไขใช้คำพูดที่น่าฟังแทนคำดุด่าที่ก้าวร้าว ลูกเองก็เช่นกัน  ต้องเข้าใจความรักและพระคุณของพ่อแม่ ต้องรักอนาคตของตนด้วย  มิฉะนั้น ทั้งพ่อแม่และลูกจะทำร้ายคนที่ตนรักไปตลอดชีวิต   เรื่อง ปาปิรัส ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี Photo by Karl Fredrickson […]

keyboard_arrow_up