อะไรคือตัวกำหนดการเกิดของสรรพสิ่ง โดย ดร.สนอง วรอุไร

อะไรคือ ตัวกำหนด การเกิดของสรรพสิ่ง โดย ดร.สนอง วรอุไร ทุกการเกิดขึ้นมาของสรรพสิ่งล้วนมีเหตุและผล แต่เคยสงสัยไหมว่า อะไรเป็น ตัวกำหนด ว่าต้องเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา เดรัจฉาน อสูรกาย เปรต และสัตว์นรก ดร.สนอง วรอุไรได้ให้คำตอบไว้ดังนี้ กรรมเป็นตัวกำหนด ลูกทำกรรมดีไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์ อย่างหมา อย่าไปขังมัน อย่าไปล่ามมัน อย่าไปทุบตีมัน ปล่อยให้มันเป็นอิสระ อายุจะยืน ถ้าฆ่าสัตว์อายุจะสั้น เบียดเบียนสัตว์ก็เจ็บไข้ได้ป่วย นั่นมันอยู่ที่กรรมทั้งนั้นแหละลูก ไม่มีอะไรบังเอิญสักอย่าง หนูอยากอายุยืน คุณย่า คุณแม่ อายุ 90-100 อะไรอย่างนี้ สาธุ ๆ เลยรักษาไว้ดี ๆ กรรมหมายถึงการกระทำ มนุษย์ทำกรรมไว้ 3 ทาง กาย วาจา และใจ ที่เขาเรียก กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ถ้าเราทำสั่งสมไว้ พอทำแล้วมันจะเก็บสั่งสมในจิต ด้วยเหตุนี้ผู้รู้จึงให้ไปพัฒนาจิตให้มีสติ […]

โชคมาก็ใช้ทำความดี เคราะห์มีก็เป็นเครื่องมือพัฒนา โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

โชคมาก็ใช้ทำความดี เคราะห์ มีก็เป็นเครื่องมือพัฒนา โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ชีวิตของคนเราปะปนด้วยโชคกับ เคราะห์ ตรงกับหลักธรรม โลกธรรม 8 บางวันดี บางวันแย่สลับไปมา ในยามที่เคราะห์มาเยือนก็ทุกข์เหลือทน เวลาโชคมาก็มีความสุขล้นเปี่ยม ทำอย่างไรให้เราอยู่บนความพอดีในเวลาที่ทุกข์และสุข สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ดังนี้ คนเราอยู่ในโลก แต่มักปฏิบัติไม่ถูกต้องต่อสิ่งทั้งหลายในโลก จึงดำเนินชีวิตไม่ถูกต้อง สิ่งที่เราเกี่ยวข้องต่างๆ นี่ มันก็อยู่ของมันไปตามปกติ ตามธรรมชาติ แต่เราปฏิบัติต่อมันไม่ถูก วางใจไม่ถูก แม้แต่มองก็ไม่ถูก เราจึงเกิดทุกข์ สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมดามันก็เป็นไป ถ้าเรารู้ทัน ก็เห็นมันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน เรามองไม่เป็น ก็เกิดทุกข์ทันที แม้แต่เหตุการณ์ความผันผวนปรวนแปรต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา ที่เรียกกันว่า โชคบ้าง เคราะห์บ้าง ศัพท์พระเรียกว่า โลกธรรม ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้คนดีใจเสียใจ เป็นสุข และเป็นทุกข์ เวลามันเกิดขึ้น ถ้าเราปฏิบัติไม่ถูกต้อง ที่สุขเราก็แปลงให้เป็นทุกข์ ที่มันเป็นทุกข์อยู่แล้ว เราก็เพิ่มทุกข์แก่ตัวเราให้มากขึ้น แต่ถ้าเราปฏิบัติถูกต้อง ที่ทุกข์เราก็ผันแปลงให้เป็นสุข ที่มันเป็นสุขอยู่แล้ว เราก็เพิ่มให้เป็นสุขมากยิ่งขึ้น โลกธรรม คืออะไร […]

เทวดาตกนรกเพราะกรรมริษยา 

เทวดาตกนรก เพราะกรรมริษยา เคยสงสัยไหมว่า เทวดามีสิทธิ์ตกนรกเหมือนมนุษย์หรือไม่ ซีเคร็ตบอกได้ค่ะว่ามีสิทธิ์ไม่ต่างจากมนุษย์ ขอยกเรื่องเล่า เทวดาตกนรก มาเล่าสู่กันฟังจากหนังสือเรื่อง “เปลี่ยนเจ้ากรรมนายเวรให้เป็นมิตร” มาฝากค่ะ ในศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ ซึ่งอุบัติก่อนหน้าศาสนาของพระพุทธจ้าองค์ปัจจุบัน มีพระสาวก 2 รูปอยู่จำพรรษาด้วยกัน รูปหนึ่งเป็นมหาถระ (พระผู้ใหญ่ที่บวชตั้งแต่ 20 พรรษาขึ้นไป) และอีกรูปหนึ่งเป็นพระอนุเถระ (พระผู้น้อย บวชได้ 10 พรรษา แต่ไม่ถึง ๒ พรรษา) ทั้งสองรูปต่างคุ้นเคยสนิทสนมเอื้ออาทรเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน แต่เมื่อทวดาองค์หนึ่งรู้เห็นวัตรปฏิบัติของท่านกลับเกิดจิตริษยา จึงหาโอกาสทำให้ท่านทั้งสองแตกกัน เจตนาร้ายของเทวดสำเร็จลงในวันอุโบสถหรือวันพระใหญ่ ขณะที่พระมหาเถระและพระอนุถระกำลังเดินทางไปยังวัตแห่งหนึ่ง เพื่อฟังการสวดพระปาติโมกข์ ซึ่งเป็นสังฆกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ให้พระสาวกทำร่วมกัน ระหว่างทางพระอนุเถระเกิดปวดปัสสาวะ ท่านจึงบอกพระมหาเถระให้คอยอยู่ข้างทางก่อน ส่วนตัวท่านเองหลบเข้าไปถ่ายปัสสาวะริมพุ่มไม้ เทวดาเจ้าริษยาติดตามพระเถระทั้งสองรูปมาตลอดทาง เมื่อเห็นโอกาสที่จะทำลายความสามัคคีได้ จึงเนรมิตกายทิพย์ให้เป็นกายหยาบ แล้วแปลงกายเป็นหญิงสาวเดินตามหลังพระอนุเถระออกมาจากริมพุ่มไม้ที่ท่านเข้ไปถ่ายปัสสาวะ พร้อมทั้งแสดงกิริยาอาการจัดมวยผมและจัดผ้านุ่ง ส่อไปในทางที่ทำให้พระมหาเถระที่คอยอยู่เข้าใจผิดว่พระอนุถระกับเธอได้ทำสิ่งบัดสีด้วยกัน จากนั้นเทวดาจอมริษยาก็หายวับไป ปล่อยให้พระเถระทั้งสองมีเรื่องขัดใจกันอย่างรุนแรง “ท่านศีลขาดแล้ว…” สิ้นเสียงต่อว่าของพระมหาเถระ พระอนุถระก็รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด จึงย้อนถามอย่างมึนงงว่า “ทำไมหลวงพี่พูดอย่างนั้นเล่าครับ” “ก็เห็นทนโท่ว่ามีหญิงสาวเดินตามท่านออกมาจากพุ่มไม้ แถมยังจัดผ้าจัดผมยุ่งเหยิงไปหมด” พระมหาเถระยังคงเสียงแข็ง แม้พระอนุเถระจะพยายามพูดชี้แจงอย่างไร แต่พระมหาเถระก็ไม่ยอมเข้าใจ […]

“กรรมชั่ว” ความเผ็ดร้อนที่สืบเนื่องไปถึงชาติหน้า โดยพระมหาวรพรต กิตฺติวโร

“ กรรมชั่ว ” ความเผ็ดร้อนที่สืบเนื่องไปถึงชาติหน้า โดยพระมหาวรพรต กิตฺติวโร พระพุทธองค์ตรัสเรื่องกรรมไว้ว่า เจตนาเป็นตัวกรรม เช่น จิตที่คิดเบียดเบียน คิดทำร้าย เพราะด้วยเจตนานี้กรรมจึงได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเรารู้ผลที่จะตามมา จะไม่มีใครกล้าทำ กรรมชั่ว เลย ในอดีตกาลมีพราหมณ์คนหนึ่ง จะจับแพะเพื่อบูชายัญ เขาก็ไปเจอแพะตัวหนึ่ง ก็เลยให้ลูกน้องรุมจับ หมายที่จะจับแพะไปเชือดเพื่อบูชายัญ แพะมันก็หัวเราะดีใจ โลดเต้นขึ้นมา จากนั้นมันก็ร้องไห้เสียใจ พราหมณ์ก็งงว่า แพะมันเป็นอะไร ถูกจับจนบ้าแล้วหรือ อยู่ดี ๆ ก็ดีใจโลดเต้น แล้วเดี๋ยวก็ร้องไห้ สมัยนั้นมนุษย์กับสัตว์สามารถสื่อสารพูดคุยกันได้ มันมียุคสมัยที่ทำแบบนี้ได้อยู่ แพะเลยบอกว่า ที่ข้าพเจ้าหัวเราะดีใจโลดเต้นเพราะว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้วที่ข้าพเจ้าจะถูกตัดคอ ข้าพเจ้าเลยดีใจว่าจะได้พ้นจากวิบากกรรมนี้เสียกที แต่ที่ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจเพราะเสียใจแทนท่าน ท่านจะต้องได้รับผลกรรมแบบเดียวกับที่ข้าพเจ้าโดน เมื่อในอดีตกาลนานมาข้าพเจ้าเคยจับแพะมาบูชายัญ ผลจากการเชือดไปหนึ่งตัว ส่งให้ข้าพเจ้าต้องตกอบายภูมิ เสวยความเผ็ดร้อนอยู่ในนรกอย่างแสนสาหัสเป็นเวลายาวนาน สิ่งที่เราทำครั้งหนึ่งกลับส่งผลสืบต่ออย่างยาวนาน หลังจากแพะตัวนั้นชดใช้กรรมในนรกแล้วขึ้นมาเป็นเปรตเพราะยังมีเศษกรรมหลงเหลืออยู่ จากนั้นมาเกิดเป็นแพะและถูกเขาตัดคอ เสวยความทุกข์ทรมานอย่างนี้มา 499 ชาติ และชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่จะถูกตัดคอ จะได้หมดเวรหมดกรรมเสียที กรรมที่เราได้ทำไว้ จะดีหรือไม่ดีก็ตาม มันส่งผลเผ็ดร้อนสืบต่ออย่างยาวนาน  ถ้าเรารู้อดีตชาติของตัวเองแล้ว […]

ไขข้อข้องใจเรื่อง “กรรมเก่า” ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ท่าทีที่ถูกต้องต่อ กรรมเก่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงเรื่อง “กรรมเก่า” ในการอบรมพระธรรมทูตที่วัดจักรวรรดิราชาวาส มีความตอนหนึ่งดังนี้ “มีปัญหาที่ท่านถามมาหลายข้อด้วยกัน ปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องปุพเพกตวาท เป็นเรื่องที่ถามในหลักนี้ จึงน่าจะตอบ ท่านถามว่า ทารกที่คลอดมาบางครั้งมีโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือถือกำเนิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน ถ้าไม่อธิบายในแนวปุพเพกตวาทแล้ว เราควรอธิบายอย่างไรให้เข้าใจง่าย ในการตอบปัญหานี้ต้องพูดให้เข้าใจกันก่อนว่า การปฏิเสธปุพเพกตวาทไม่ได้หมายความว่าเราถือว่ากรรมเก่าไม่มีผล ลัทธิปุพเพกตวาทถือว่าเป็นอะไร ๆ ก็เพราะกรรมเก่าทั้งสิ้น เอาตัวกรรมเก่าเป็นเกณฑ์ตัดสินโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นจะทำอะไรในปัจจุบันก็ไม่มีความหมาย เพราะแล้วแต่กรรมเก่า ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ต้องแล้วกรรมเก่าจะให้เป็นไป ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ นี้คือลัทธิกรรมเก่า แต่ในทางพระพุทธศาสนา กรรมเก่านั้นท่านก็ถือว่าเป็นกรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีผลมาถึงปัจจุบัน แต่ชาวพุทธไม่จบตันอับจนอยู่แค่กรรมเก่า ทีนี้มาถึงเรื่องที่เด็กคลอดออกมามีโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือเกิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน นี้เราสามารถอธิบายด้วยเรื่องกรรมเก่าตามหลักกรรมนิยามได้ด้วย และอธิบายตามหลักนิยามอื่น ๆ ด้วย เช่น ในด้านพีชนิยามว่า ในส่วนกรรมพันธุ์พ่อแม่เป็นอย่างไร เพราะกรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนดได้ด้วย ถ้าพ่อแม่มีความบกพร่องในเรื่องบางอย่าง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ลูกก็มีทางเป็นได้เหมือนกัน นี้พีชนิยาม ส่วนกรรมนิยามก็อาจจะอธิบายในแง่ความเหมาะสมสอดคล้องกันของคนที่จะมาเกิดกับคนที่จะเป็นพ่อแม่ ทำให้มาเกิดเป็นลูกของคนนี้ และมีความบกพร่องตรงนี้ โดยมีพีชนิยามเข้ามาประกอบช่วยกำหนด สำหรับกรณีที่มาเกิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน ถ้าเราจะยกให้เป็นเรื่องกรรมเก่าก็ตัดตอนไป ในเมื่อเขาเกิดมาแล้วในครอบครัวอย่างนี้ เราก็ตามไม่เห็น […]

นางกาณา สตรีผู้ด่าพระภิกษุ แต่ได้เป็นพระธิดาบุญธรรมของพระราชา

นาง กาณา สตรีผู้ด่าพระภิกษุ แต่ได้เป็นพระธิดาบุญธรรมของพระราชา ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นกับสตรีนางหนึ่งที่มีชื่อว่า “ กาณา ” นางเกิดในครอบครัวที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ทำให้นางกลายเป็นคนที่ชอบทำบุญสุนทานมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งนางได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในตระกูลของสามี มารดาของนางได้ทำขนมถั่วแล้วส่งมาให้ นางจึงเก็บขนมถั่วนี้ไว้ใส่บาตรในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระภิกษุบิณฑบาตผ่านหน้าเรือน นางกาณาได้ลงมาใส่บาตร ขณะที่นางกำลังกล่าวคำจบของใส่บาตรอยู่นั่นเอง สามีขางนางพาเมียน้อยเข้ามาอยู้ในบ้าน ทำให้นางกาณาเกิดความโมโหจึงดุด่าพระภิกษุไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ไม่มีพระภิกษุรูปใดกล้าบิณฑบาตผ่านเรือนของนางอีกเลย ส่วนนางกาณาเองก็ย้ายกลับไปอยู่เรือนของมารดาดังเดิม พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณจึงเสด็จไปเรือนมารดาของนางกาณา เมื่อพระพุทธองค์มาถึง มารดาได้จัดเตรียมอาสนะอย่างดีมารับรองพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมกับถวายข้าวยาคูแด่พระองค์ พระพุทธองค์ตรัสถามถึงนางกาณาว่าเวลานี้อยู่ที่ไหน มารดาจึงชี้ไปยังที่นางกาณายืนอยู่ ซึ่งนางกำลังร้องไห้ พระพุทธองค์ตรัสขึ้นว่า “กาณาร้องไห้ทำไม” มารดาตอบว่า “ลูกสาวจของดิฉันเสียใจที่ได้ด่าพระสาวกของพระองค์ เจ้าข้า” พระพุทธองค์ตรัสว่า “สาวกของเราทำผิดอะไรหรือกาณา”     นางกาณาได้ยินดังนั้นก็เข้ามากราบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วตอบว่า “พระสาวกของพระองค์ไม่มีความผิด มีเพียงดิฉันเท่านั้นที่ผิด เจ้าข้า” จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรื่องบุพกรรมของนางกาณา เมื่อนางได้ฟังก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน จากนั้นพระบรมศาสดาเสด็จกลับพระเชตวัน พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นพระพุทธองค์พอดีจึงเข้าทูลถามพระบรมศาสดาว่าพระองค์เสด็จมาจากที่ใด พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เรือนของมารดานางกาณาให้พระเจ้าปเสนทิโกศลสดับ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงอยากทราบว่านางกาณาเป็นพระโสดาบันจริงหรือไม่ จึงทดสอบนางโดยการเชิญนางเข้าวัง แล้วแต่งตั้งให้นางเป็นพระธิดาบุญธรรม พระองค์ทรงบำรุงนางด้วยสมบัติต่าง ๆ นานา แล้วยังมอบหมายให้มหาอำมาตย์คนหนึ่งเป็นผู้รับเลี้ยงนางแทนพระองค์ […]

บุพกรรมของพระอรหันต์ สำเร็จมรรคผลแต่หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น

บุพกรรม ของพระอรหันต์ สำเร็จมรรคผลแต่หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น บุพกรรม หมายถึงกรรมหรือการกระทำที่ได้ทำมานานมากแล้ว อาจหมายถึงสิ่งที่เคยทำไว้เมื่อในอดีตชาติ ดังเรื่องของพระอรหันต์รูปหนึ่งที่ได้สร้างบุพกรรมที่ไม่ดี แม้ท่านจะเป็นบรรลุธรรมแล้วก็ตาม แต่ยังไม่สามารถหนีกฎแห่งกรรมพ้น ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ได้ตรัสถึงเรื่องบุพกรรมของพระอรหันต์รูปหนึ่งว่า พระภิกษุผู้สำเร็จมรรคผลแล้ว เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่าเป็นผู้มีฤทธิ์ มาก ได้ทราบด้วยญาณว่าวิบากกรรมในอดีตชาติจะตามมาทันในวันนี้ ตนจะชดใช้ผลกรรมที่ได้ก่อขึ้นไว้ เหล่าเดียรถีย์ที่เสียลาภสักการะ เพราะประชาชนหันไปเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้ากันเป็นจำนวนมาก ก็คิดจะโจมตีพระสาวกของพระบรมศาสดา จึงจ้างโจรลงมือทำร้ายพระเถระรูปหนึ่งจนปานตาย แต่หารู้ไหมว่าพระเถระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้ที่ทำร้ายพระอรหันต์ย่อมได้รับผลกรรมหนัก (ครุกรรม) คือตกอเวจีมหานรก บุพกรรมที่พระเถระรูปนี้ก่อไว้คือ เมื่อครั้งพระเถระเกิดเป็นบุตรชายที่มีบิดามารดาแก่ชราภาพมาก เมื่อเติบใหญ่ก็หลงใหลภรรยาสาว นางพูดอะไรตนก็เชื่อฟังหมด นางเป่าหูให้ฆ่าบิดามารดาเสีย เขาเชื่อจึงพาบิดามารดานั่งเกวียนไปยังที่แห่งหนึ่ง เขาดำเนินตามแผนไว้จึงกล่าวว่ามีโจรซุมอยู่ เมื่อลูกชายลงจากเกวียนก็แสดงทำเป็นว่าโจรบุกมา บิดามารดาคิดว่าเป็นโจรบุกจริงจึงตะโกนบอกให้บุตรชายหนีไป บุตรชายที่ปลอมตัวเป็นโจรก็ทุบตีบิดามารดาจนเสียชีวิต การทุบตีบุพการีจนกระดูกแตกละเอียด ทำให้บิดามารดาตายอย่างน่าเวทนาได้ย้อนกลับไปหาพระอรหันต์รูปแล้ว ท่านเข้าใจดีว่าไม่มีใครหนีผลกรรมที่ก่อไว้พ้นได้ ท่านจึงยินดียอมรับโทษทัณฑ์ หลังจากนั้นพระเถระก็ประสานกระดูกด้วยฤทธิ์แล้วเหาะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทูลลาปรินิพพาน พระอรหันต์รูปนี้ก็คือ พระมหาโมคคัลลานะนั่นเอง นอกจากพระมหาโมคคัลลานะแล้วยังมีพระองคุลิมาลเถระอีกรูปที่ได้รับเคราะห์กรรมหนัก ในขณะที่กำลังศึกษาธรรมเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น เพราะตนได้สังหารให้ครบหนึ่งพ้นคน แต่สุดท้ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่า โจรที่มีนิ้วมือรอยเป็นสร้อยคอนั้นมีกุศลที่บำเพ็ญมาระดับหนึ่ง สามารถสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลได้จึงเสด็จมาโปรดองคุลิมาลจนสุดท้ายก็กลับใจเข้าสู่ทางธรรม และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในที่สุด พระองคุลิมาลได้รับทุกขเวทนาจากการถูกชาวบ้านรังเกียจ และการถูกทำร้ายร่างกายต่าง ๆ นานา แต่พระบรมศาสดาทรงสอนว่า […]

อานนทเศรษฐี คนรวยผู้กลับชาติมา เกิดเป็นขอทาน

อานนทเศรษฐี คนรวยผู้กลับชาติมา เกิดเป็นขอทาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเรื่องการ เกิดเป็นขอทาน ไว้ว่า ในกรุงสาวัตถีมีเศรษฐีคนหนึ่งมีชื่อว่า “อานนทเศรษฐี” ซึ่งมีบุตรชื่อว่า “มูลสิริ” เศรษฐีคนนี้เป็นคนที่ร่ำรวยมาก เขามักสอนบุตรชายของตนว่า “เจ้าจงทำให้ทรัพย์เพิ่มพูน และห้ามยกทรัพย์ให้ใคร” ซึ่งครอบคลุมไปถึงเรื่องการทำบุญทำทานอีกด้วย อานนทเศรษฐีมีขุมทรัพย์ถึง 5 แห่ง แต่กลับไม่บอกใครเลยแม้กระทั่งบุตรชายที่ตนไว้วางใจให้สืบทอดการค้าต่อจากตน จนกระทั่งสิ้นบุญลงก็ไปเกิดในท้องของนางจัณฑาลคนหนึ่ง จากนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงแต่งตั้งให้มูลสิริเป็นเศรษฐีต่อจากอานนทเศรษฐี เมื่ออานนทเศรษฐีปฏิสนธิในท้องของหญิงจัณฑาล ทำให้สามีและคนในครอบครัวไม่มีใครจ้างทำงาน แถมยังไม่ได้รับทานแม้ข้าวสักหนึ่งก้อน ทำให้ทุกคนลงความเห็นว่านางและลูกในท้องเป็นกาลกิณีจึงขับไล่ออกไป เมื่อนางจัณฑาลต้องอดทนอุ้มท้องอย่างยากลำบาก เมื่อคลอดลูกน้อยออกมาเด็กน้อยก็มีรูปลักษณ์ที่น่าเกลียดน่ากลัวเหมือนภูตผีที่ตัวเต็มไปด้วยฝุ่น แม้ลูกน้อยของนางจะน่าเกลียดน่ากลัวอย่างไรนางก็ไม่ทอดทิ้ง แต่วิบากกรรมที่เป็นคนตระหนี่มาแต่อดีตชาติส่งผลให้ถ้าหญิงจัณฑาลพาลูกไปทำงานด้วยจะไม่มีใครจ้างนาง แม้ข้าวสักหนึ่งก้อนก็ไม่ตกถึงท้อง หากนางไม่พาลูกมาด้วย นางกลับมีงานเข้ามาและได้รับทานกินจนอิ่มท้อง     เมื่อเด็กน้อยโตขึ้นพอที่จะเดินได้แล้ว หญิงจัณฑาลได้มอบจานกระเบื้องใบหนึ่งแก่ลูกและบอกว่าให้ใช้จานใบนี้รับทานจากโรงทานที่ตั้งอยู่ในกรุงสาวัตถี หรือจากผู้ที่อยากให้ทาน เด็กน้อยจึงยึดอาชีพเป็นขอทานและมุ่งหน้าสู่กรุงสาวัตถี เมื่อเดินผ่านเรือนของมูลสิริเศรษฐีก็จำได้ว่าตนเคยเป็นเจ้าของเรือนนี้เมื่อในอดีตชาติ เมื่อบุตรของอานนทเศรษฐีเห็นเด็กน้อยก็พากันร้องไห้ด้วยความกลัว และขับไล่เด็กน้อยออกไปให้พ้นเรือน พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังบิณฑบาตพร้อมด้วยพระอานนท์ พระองค์ทอดพระเนตรเหตุการณ์ทั้งหมด ทั้งยังทรงเห็นด้วยพระญาณว่าเด็กน้อยคนนี้คืออานนทเศรษฐีผู้ขี้ตระหนี่กลับชาติมาเกิด พระองค์ทรงให้พระอานนท์ไปตามมูลสิริเศรษฐีออกมาจากเรือน เมื่อมูลสิริเศรษฐีมาถึงเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทูลถามว่า “พระสมณโคดมให้ข้าพเจ้าลงมาจากเรือนด้วยเรื่องอะไร” พระพุทธองค์ตรัสว่า “ท่านรู้จักเด็กน้อยผู้นี้หรือไม่” มูลสิริเศรษฐีตอบว่า “ไม่รู้จักพระเจ้าข้า” พระพุทธองค์ตรัสต่อว่า “เด็กน้อยผู้นี้คือบิดาของท่านที่กลับชาติมาเกิด” มูลสิริเศรษฐีถึงกับอึ้งไป พระพุทธองค์กล่าวว่า […]

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา พระเจ้าพรหมทัตทรงเข้าพระทัยผิดคิดว่าสิ่งที่พระองค์บนบานไว้กับรุกขเทวดาได้สัมฤทธิ์ผล จึงจับคนมาบูชายัญ แต่แล้วก็มีสตรีนางหนึ่งช่วยให้ทุกคนพ้นจากการถูกบูชายัญ สตรีนางนั้นคือ พระนางธัมมทินนาเทวี  ครั้งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ยินเสียงประหลาดในยามวิกาล ทรงตกพระทัยมากจึงโปรดให้ปุโรหิตทำนายว่าจะเป็นลางบอกเหตุร้ายหรือไม่ ปุโรหิตเห็นเป็นช่องทางหาลาภสักการะจึงทูลพระองค์ว่า “เป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดภัยขึ้นกับมหาราช แต่วิธีแก้ยังพอมีคือพระองค์ต้องประกอบพิธีบูชายัญด้วยคนและสัตว์อย่างละ 100 ชีวิต” เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบจึงตรัสโน้มน้าวพระสวามีไม่ให้ทรงประกอบพิธีบูชายัญ เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นหนทางไปสู่ทุคติภูมิ พระนางทรงชักชวนพระเจ้าปเสนทิโกศลไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อทูลถามที่มาของเสียงประหลาดที่แท้จริงว่าเป็นตามที่ปุโรหิตทำนายหรือไม่ พระบรมศาสดาทรงเฉลยว่าเป็นเสียงของสัตว์นรก 3 ตนจากโลหกุมภีนรก สัตว์นรกเหล่านี้ต้องการให้ชนทั้งหลายทราบว่านรกมีอยู่จริง ไม่อยากให้ใครต้องทำอกุศลกรรมอีกเลย จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญพระนางมัลลิกาเทวีที่ได้ช่วยเหลือชีวิตผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่จะตกเป็นเหยื่อให้พิธีกรรมนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อในอดีตชาติ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงจะสังหารชนหมู่มากเพื่อสังเวยรุกขเทวดา แต่มีสตรีนางหนึ่งเตือนสติพระองค์ไว้ ครั้งสมัยพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายแห่งกรุงพาราณสี เจ้าชายได้ตรัสบนบานต่อรุกขเทวดาว่า หากตนได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา จะนำเลือดของพระราชาและพระราชินีจาก 101 เมืองในชมพูทวีปมาถวายเป็นเครื่องสังเวย วันเวลาผ่านไปพระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตลง เจ้าชายได้ขึ้นครองราชสมบัติและสถาปนาเป็นพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงจำคำตรัสบนบานได้จึงทำสงครามจับพระราชาและพระราชินีทั้ง 101 พระองค์มาบูชายัญ รุกขเทวดาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในบริเวณต้นไทรที่ตนสถิต จึงไปขอความช่วยเหลือจากเทวดาทั้งหลายทั่วจักรวาล แต่ก็ไม่มีเทวดาองค์ใดทำลายพิธีบูชายัญของพระเจ้าพรหมทัตได้ จนกระทั่งท้าวสักกะเทวราชทรงชี้แนะว่า ในบรรดาพระราชาและพระราชินีทั้งหลายในชมพูทวีป มีพระนางธัมมทินนาเทวีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับพระเจ้าพรหมทัตได้     ในขณะที่พระเจ้าพรหมทัตกำลังจะสังหารพระนางธัมมทินนาเทวี รุกขเทวดาได้ปรากฏกายขึ้น พระเจ้าพรหมทัตทรงปีติหลงคิดว่ารุกขเทวดาแสดงตนเพื่อรับเครื่องสังเวย พระราชาตรัสให้พระนางธัมมทินนาเทวีกราบรุกขเทวดา แต่พระนางทรงไม่แสดงความเคารพ รุกขเทวดาทราบว่ามีเพียงพระราชินีพระองค์นี้เท่านั้นที่จะยุติพิธีกรรมอันเลวร้ายนี้ได้ จึงแสดงความเคารพต่อพระนางแทน ทำให้พระเจ้าพรหมทัตกริ้วที่เทวดาที่พระองค์ทรงบูชาต้องแสดงความเคารพต่อคนธรรมดา พระนางธัมมทินนาเทวีกรรแสง พระเจ้าพรหมทัตตรัสถามว่า […]

ปัญหามีทั้งแก้ไขได้และแก้ไม่ได้ ธรรมะโดย ท่านพุทธทาสภิกขุ

ปัญหา มีทั้งแก้ไขได้และแก้ไม่ได้ ธรรมะโดย ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวถึงการรับมือกับ ปัญหา ชีวิตไว้ดังนี้ เราถือว่าปัญหามีอยู่ 2 ชนิดอย่างนี้ คือปัญหาที่แก้ไขได้ กับปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ที่แก้ไขได้ก็แก้ไขให้ดีที่สุด ที่แก้ไขไม่ได้ก็ทำให้มันดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ไม่ใช่เป็นการแก้ไข ก็ยังมีหน้าที่อยู่นั่นเอง เราจะไม่ปล่อยให้คนไข้ที่ต้องตายแน่ ตายไปอย่างไม่ได้รับการช่วยเหลือให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับเราจะไม่ปล่อยให้ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้นี้ไปตามบุญตามกรรม ตามอะไรของมันเกินไป ต้องทำให้มันดีที่สุด คือให้มันมีเรื่องร้ายน้อยที่สุดนั่นแหละ อย่าให้การแก้ไขไม่ได้นั้น มาทำอันตรายเรามากนัก แม้นี้ก็เป็นกฎธรรมชาติ ที่ว่าบางอย่างแก้ไขได้ บางอย่างแก้ไขไม่ได้ แต่เราก็เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอยู่นั่นเอง เพราะสิ่งทั้งปวงขึ้นอยู่กับความลับข้อนี้ ถ้าถือเอาตามหลักของพุทธศาสนา สิ่งทั้งปวงนี้มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เป็นไปตามกฎของเหตุปัจจัย เป็นไปตามกฎของกรรม นี่อย่างน้อยจะต้องรู้ไว้ใน 3 อย่างนี้ ว่าสิ่งทั้งปวงต้องไปตามธรรมชาติ ไปตามเหตุปัจจัยซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นไปตามกรรม ซึ่งก็เป็นกฎของธรรมชาติ แล้วเราไปดื้อไปดันทุรังจะฝืนกฎเหล่านี้ ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะแก้ปัญหาก็ได้ เพราะจะเป็นผู้ที่สร้างปัญหาให้มากขึ้น สร้างความยุ่งยากลำบากให้มากขึ้น ถ้าจะเป็นผู้ที่แก้ปัญหา ก็ต้องทำให้มันเข้ารูปเข้ารอยกันกับสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา คือกฎของธรรมชาติ เช่น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างนี้ เป็นปัญหาแก่มนุษย์ มาจากธรรมชาติก็ต้องแก้ไขให้เข้ารูปเข้ารอยกับธรรมชาติกับกฎของธรรมชาติ […]

อย่าริอาจคิดจองเวร วิบากกรรมจะติดตามคุณไปทุกชาติ

อย่าริอาจคิด จองเวร วิบากกรรมจะติดตามคุณไปทุกชาติ เมื่อพูดถึงเรื่องการ จองเวร หลายคนคงจะสันหลังวาบ หรือขนลุกพอง ชวนสยองเกล้า อารมณ์เหมือนความเชื่อเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ที่มักมีภาพแทนเป็นผีเหมือนในภาพยนตร์เรื่องชัตเตอร์ที่อนันดาแสดงเป็นพระเอก ทำให้เราไม่เจริญรุ่งเรือง แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ จะทำให้เห็นถึงโทษของการคิดจองเวรต่อกัน เพราะมันจะทำให้ต้องจองเวรข้ามภพข้ามชาติอย่างไม่รู้ที่สิ้นสุด มีนางยักษ์ตนหนึ่งชื่อ “กาลี” ในอรรถกถาคาถาธรรมบทเรียกนางยักษ์ว่า “กาลียักษิณี” อาจหมายถึงนางยักษ์ที่มีผิวดำก็เป็นได้ นางยักษ์ตนนี้เป็นบริวารของท้าวเวสสุวรรณ เทวดาผู้เป็นเจ้าแห่งยักษ์และภูตผีทั้งปวง เป็นหนึ่งในเจ้าสวรรค์ชั้นจาตุงมหาราชิกา     ครั้งนางมีหน้าที่ตักน้ำจากสระอโนดาตในป่าหิมพานต์ไปถวายท้าวเวสสุวรรณ เมื่อนางว่างก็จะออกจับมนุษย์กินเป็นอาหาร จนวันหนึ่งนางได้กินทารกซึ่งเป็นบุตรของกุลธิดานางหนึ่งในกรุงสาวัตถี เมื่อใดที่กุลธิดาคลอดบุตร นางยักษ์ก็จะจำแลงร่างเป็นเพื่อนสนิทของกุลธิดา แสดงว่ามามาเยี่ยมแล้วจับทารกกินทันทีเป็นครั้งที่สอง พอกุลธิดาท้องลูกครั้งที่สามจึงขอสามีกลับไปคลอดที่บ้านเกิด เพื่อเป็นการรักษาชีวิตของบุตรไว้ นางยักษ์ก็ตามไปที่บ้านของกุลธิดาเพื่อจะจับทารกกินเป็นอาหาร กุลธิดาทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งเดียวของนางและลูกในเวลานี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นครูแห่งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย นางจึงพาบุตรไปยังพระเชตวันมหาวิหารของอนาถบิณฑิกเศรษฐี และถวายบุตรของเธอแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า “พระองค์ผู้เจริญโปรดรับบุตรของดิฉันและคุ้มครองบุตรของดิฉันด้วยเถิด” เมื่อนางยักษ์ติดตามมาถึงพระเชตวันมหาวิหาร เทวดานามว่า “สุมนเทพบุตร” ขว้างไม่ให้นางยักษ์เข้าพระวิหาร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระอานนท์พานางยักษ์เข้ามา พระองค์ทรงแสดงธรรมต่อนางยักษ์ จนนางเข้าใจแล้วว่าหากนางทำเช่นนี้ต่อไป ในชาติต่อไปกุลธิดาก็จะมากินลูกของนางอีก ชาติต่อไปนางยักษ์ก็จะตามกินลูกของกุลธิดาเป็นแบบไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด จากนั้นนางก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จากนั้นนางก็ร้องไห้ แล้วทูลถามว่าหากนางมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและถือศีล ไม่อาจจับมนุษย์กินได้อีกต่อไป แล้วนางจะกินอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต   คลิกเลข 2 […]

แรงบันดาลใจทำให้ฝันกลายเป็นจริงได้อย่างไร ธรรมะสร้างแรงบันดาลใจ โดย ท่านชิโนรส

แรงบันดาลใจ ทำให้ฝันกลายเป็นจริงได้อย่างไร ธรรมะสร้างแรงบันดาลใจ โดย ท่านส.ชิโนรส แรงบันดาลใจ ที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวทำให้หนุ่มบ้านนอก ฐานะยากจน กลายเป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อับราฮัม ลินคอล์น ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาความรู้ให้ตัวเอง บางครั้งต้องเดินทางไปยังเมืองที่อยู่ไกลเพื่อยืมตำรามาอ่าน ด้วยความพยายามที่ไม่ลดละ เขาก็เรียนจบด้านกฎหมาย ได้เป็นทนายความ ครั้งหนึ่งเขาเห็นชะตากรรมคนผิวสีที่ต้องถูกขายเป็นทาส มีชีวิตตกระกำลำบาก เขาจึงมีแรงบันดาลใจเล่นการเมืองเพื่อปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ เขาลงเลือกตั้งหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็แพ้แล้วแพ้อีก แพ้อย่างซ้ำซากและจำเจ แต่ด้วยแรงบันดาลใจที่เด็ดเดี่ยวและความมุ่งมั่นที่ไม่ลดละ สุดท้ายลินคอร์นได้ลงสมัครเป็นประธานาธิบดีแล้วก็ได้รับเลือกตั้ง ลินคอล์นกลายเป็นประธานาธิบดีผู้เปลี่ยนโฉมประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ปลดปล่อยคนอเมริกันผิวสีจากการเป็นทาสได้สำเร็จ     มนุษย์ทุกคนต่างก็มีความฝันหรือแรงบันดาลใจ อยากประสบความสำเร็จอย่างที่ตัวเองต้องการ ถ้ามองในแง่พุทธศาสนาแรงบันดาลใจก็คือกรรมทางความคิด หรือ มโนกรรม นั่นเอง แรงบันดาลใจคือจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จทุกอย่าง แต่กระนั้น กว่าจะสำเร็จได้จะต้องมีองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าหนุนแรงบันดาลใจจึงจะกลายเป็นจริงได้ เช่น การศึกษา ครอบครัว บุคลิกหน้าตา ความรู้ความสามารถ และทรัพย์สินเงินทอง แรงบันดาลใจและกำลังหนุนจะต้องไปด้วยกัน คนที่มีแรงบันดาลใจแต่ขาดกำลังหนุนก็ต้องเพียรพยายามต่อไป หากไม่ยอมลดละความเพียรพยายาม สุดท้ายก็ต้องประสบความสำเร็จจนได้ เหมือนอับราฮัม ลินคอล์น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้แรงบันดาลใจกลายเป็นจริงไม่ใช่แรงหนุนภายนอก แต่เป็นแรงหนุนภายในคือความเพียรพยายามและสติปัญญาที่มนุษย์แต่ละคนมีนั่นเอง พระพุทธองค์ทรงตำหนิความขี้เกียจและอ่อนแอ […]

ลีลาแห่งกรรมและการให้ผลของกรรม โดย สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)

ก่อนจะมาเป็นเราแต่ละคนในภูมิของมนุษย์นี้ ต่างก็ได้เป็นอะไรต่อมิอะไรมาแล้วมากมาย นับชนิดนับชาติไม่ได้ เป็นกันทั้งเทวดา สัตว์ใหญ่ สัตว์เล็ก รวมทั้งมนุษย์ชายหญิง คนมีคนจน ฯลฯ ต่างเคยมีเคยเป็นกันมาแล้วทั้งนั้น

เปลี่ยนความคิดเท่ากับเปลี่ยนกรรม ธรรมะไขข้อข้องใจเรื่องกฎแห่งกรรม โดย ส.ชิโนรส

เปลี่ยนความคิดเท่ากับ เปลี่ยนกรรม ธรรมะไขข้อข้องใจเรื่องกฎแห่งกรรม โดย ส.ชิโนรส “กรรมฉันเอง กรรมฉันเอง” บทสรุปสุดท้ายที่คนพูดให้ได้ยิน เมื่อประสบปัญหาชีวิตที่หนักสุด ๆ การเปลี่ยนความคิดช่วย เปลี่ยนกรรม ได้จริงหรือไม่ ท่าน ส.ชิโนรส จะอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่าง กรรม แปลสั้น ๆ ว่า การกระทำ การกระทำที่คนแสดงออกทางกาย พฤติกรรม บุคลิกลักษณะ ท่าทาง และอากัปกิริยาต่าง ๆ เรียกว่า “กายกรรม” ส่วนการกระทำที่คนแสดงออกทางคำพูด น้ำเสียง ทำนองการพูด ภาษาที่พูด เรียกว่า “วจีกรรม”  ทำ และ พูด หรือกายกรรมและวจีกรรมคือความหมายอย่างหนึ่งของกรรม คนทั่วไปจะวัดว่าความเป็นคน หรือความเป็นมนุษย์ที่คำพูด และการกระทำ หลายคนเชื่อว่า คำพูดและการกระทำ คือหน้าต่างหัวใจ ตัวบ่งชี้บุคลิกและตัวตนของบุคคลผู้นั้น     แม้คำพูดและการกระทำจะวัดค่าคนแต่ละคนได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีสิ่งที่ลึกไปกว่าสิ่งที่เราเห็นด้วยตา และได้ยินด้วยหู คือความคิดในใจของแต่ละบุคคล พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับความคิดมากกว่าคำพูดและการกระทำ พระพุทธองค์ตรัสไว้ในมงคลสูตรว่า […]

ทำไมเธอต้องถูกถ่วงน้ำทั้งเป็น วิบากกรรมของหญิงกาลกิณี

ทำไมเธอต้องถูกถ่วงน้ำทั้งเป็น วิบากกรรม ของหญิงกาลกิณี วิบากกรรม หมายถึง ผลของการกระทำ อาจเป็นผลที่เกิดจากการทำกรรมดี หรือ กรรมชั่วก็ได้ แต่ในปัจจุบันมักใช้คำนี้ไปในแง่ลบ คือผลของบาป หรือ กรรมชั่ว เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่สร้างความสงสัยให้กับพระเถระรูปหนึ่ง จนต้องทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมหญิงคนนั้นต้องถูกถ่วงน้ำทั้งเป็น ครั้งสมัยพุทธกาลมีนายเรือคนหนึ่ง ต้องนำผู้คนและสินค้าบนเรือเดินสมุทรลำนี้ไปส่งยังจุดหมาย จนกระทั่งวันหนึ่ง เรืออยู่ ๆ กลับนิ่ง ไม่ยอมแล่นไปเหมือนทุกครั้ง ทุกคนบนเรือพยายามหาทางให้เรือแล่นต่อไป ถ้าเรือไม่แล่นมีหวังเรือล่ม ทุกคนจะจมน้ำตายกันหมด จนกระทั่งมีคนหนึ่งเสนอว่าเหตุที่เรือไม่แล่นเพราะมีตัวกาลกิณีอยู่บนเรือ เขาจึงเขียนฉลากแล้วให้ทุกคนบนเรือเสี่ยง ปรากฏว่าภรรยาของนายเรือซึ่งกำลังอยู่ในวัยสาวแรกรุ่นจับได้คำว่า “กาลกิณี” คนบนเรือไม่เชื่อ จึงเริ่มเสี่ยงทายใหม่อีกครั้ง ภรรยานายเรือก็จับได้คำนี้อีก ทุกคนเริ่มไม่แน่ใจจึงขอเสี่ยงอีกเป็นครั้งที่สาม ปรากฏว่ารอบนี้นางก็จับได้คำนี้อีก     นายเรือเห็นถึงความปลอดภัยของทุกชีวิต เขาผูกคอนางด้วยกระออมที่บรรจุทรายจนเต็ม และถ่วงภรรยาสาวลงสู่ก้นทะเล จากนั้นเรือกลับแล่นเร็วราวกับปาฏิหาริย์ มาถึงฝั่งอย่างปลอดภัย พระเถระซึ่งโดยสารเรือเดินสมุทรมาด้วยได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เกิดความสงสัยว่าทำไมพอถ่วงหญิงสาวคนนั้นแล้ว เรือกลับแล่นได้เร็วจนมาถึงฝั่ง หากมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทูลถามเรื่องนี้   คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่อทราบวิบากกรรมของภรรยานายเรือ 

“ถ้าอยากเกิดเป็นคน” บทความธรรมะดี ๆ โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ

ถ้าอยาก เกิดเป็นคน บทความธรรมะดี ๆ โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ กรรมที่มีส่วนสำคัญกับการที่จะให้วิญญาณแต่ละดวงไปเกิดที่ไหน คือจะไปสุคติภูมิ หรือไปอบายภูมิ จะมีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ ครุกกรรม อาจิณณกรรม และอาสันนกรรม เกิดเป็นคน ครุกกรรม (หรือครุกกรรม) คือกรรมหนักที่รุนแรงไม่ว่าจะทางดีหรือไม่ดีก็ตาม มีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของวิญญาณดวงนั้น ๆ เป็นอันดับแรก นอกเสียจากว่าคนคนนั้นไม่เคยทำกรรมหนักอะไรไว้ อาจิณณกรรม หรือกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ ทำเป็นนิสัย ก็จะได้สิทธิ์เป็นตัวกำหนดภพภูมิวิญญาณดวงนั้น โดยปกติจิตของคนเราก็มักจะคุ้นชินกับสิ่งที่เราทำเป็นนิสัย หรือทำอยู่เป็นประจำ เช่นตลอดชีวิตทำแต่บุญทำแต่กุศล จิตควรจะเป็นกุศลมากกว่าเป็นอกุศล ตายไปก็น่าจะได้ไปเกิดในสคติภูมิ แต่หากทำกรรมชั่วตลอดหรือทำอยู่เป็นอาจิณ จิตจะเป็นอกุศล เมื่อตายไปก็น่าจะไปเกิดในอบายภูมิ นี่ว่ากันโดยเหตุโดยผล แต่จะถือเป็นกฎตายตัวไม่ได้ เพราะความเที่ยงแท้แน่นอนแทบไม่มีอยู่ในโลกนี้ คนที่ทำกรรมดีเป็นอาจิณ แต่ตอนจิตใกล้จะดับ กลับพลาดไป จิตเกิดเป็นอกุศล ไปนึกห่วง วิตกกังวล หรือนึกโกรธ นึกแค้นอะไรเข้า อาสันนกรรมจะมาช่วงชิงสิทธิ์นั้น พาไปเกิดในอบายภูมิทันที ไม่ใส่ใจว่าจะทำกรรมดีอยู่เป็นประจำหรืออย่างไร เช่นเดียวกัน คนที่ทำแต่กรรมชั่ว หากตอนจิตจะดับเกิดทำจิตให้เป็นกุศลได้ ก็จะได้ไปเกิดในสุคติ […]

True Story : เราคือผู้ ลิขิตชีวิตเอง เรื่องจริงของผู้หญิงที่กำลังต่อสู้อยู่กับกรรม

แม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่เธอคนนี้รู้ดีว่า เธอสามารถ ลิขิต และกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ แม้ชีวิตที่ผ่านมาจะลำบากเพียงใด แต่ไม่เคยกล่าวโทษโชคชะตาเลย

กรรมไม่เคยละเว้นใคร ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็น “ บุญหรือบาป ”

เราอาจจะไม่เคยมองเห็น “กรรม”แต่สิ่งที่เราควรตระหนักรู้ก็คือ กฎแห่งกรรม มีจริง กรรมไม่เคยละเว้นใคร  ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็น “ บุญหรือบาป ” 

keyboard_arrow_up