“อัพ โมเมนท์ วิธ ซิกเนเจอร์ เวิร์กชอป : เพอร์ฟูม บาย อาร์ติซาน วัลเลย์”  (Up Moment with Signature Workshop “Perfume by Artisan Valley”) จาก บัตรกรุงศรีอยุธยา

สวัสดีคะ วันนี้มีเรื่องราวดีๆมาบอกต่อกันอีกเช่นเคย แอดเชื่อว่าผู้อ่าน A Cuisine หลายๆท่านต้องเคยเจอกับปัญหากลิ่นอาหารติดตัว เวลาที่ต้องเข้าครัวทำอาหาร อย่างแน่นอน แต่จะให้เราเลิกการทำอาหารไปเลยนั่นก็คงจะไม่ได้อีกนั่นละเนอะ เพื่อแก้ปัญหาเหล่าให้หมดไป วันนี้เลยจะชวนทุกคนมาทำตัวให้หอมฟุ้งจรุงจิต ด้วยการพาไป เวิร์คช้อปสุดพิเศษสำหรับคนรักน้ำหอม ภายใต้ชื่องาน อัพ โมเมนท์ วิธ ซิกเนเจอร์ เวิร์กชอป : เพอร์ฟูม บาย อาร์ติซาน วัลเลย์  (Up Moment with Signature Workshop “Perfume by Artisan Valley”) จาก บัตรกรุงศรีอยุธยา งานนี้เค้าเคลมมาเลยว่าเราจะได้เลือกปรุงน้ำหอมกลิ่นพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองอีกด้วย น่าสนใจแล้วใช่ไหมละ งั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าว่าขั้นตอนการปรุงน้ำหอมนั้นเป็นอย่างไร

 

คุณเคนจิ –  ฉัตรนิธิศวร์ จันทาพูน นักปรุงน้ำหอมชื่อดัง เจ้าของแบรนด์น้ำหอม ‘อาร์ติซาน วัลเลย์ (Artisan Valley)

 

วันนี้วิทยากรที่จะมาให้ความรู้กับเราก็ คือ คุณเคนจิ –  ฉัตรนิธิศวร์ จันทาพูน 

นักปรุงน้ำหอมชื่อดัง เจ้าของแบรนด์น้ำหอม ‘อาร์ติซาน วัลเลย์ (Artisan Valley)’ โดยคุณเคนจิได้ให้คำจำกัดความของน้ำหอมไว้ว่า “น้ำหอม หรือ Perfume นั้นเป็นการสื่อสารข้อความในรู้แบบหนึ่งที่แสดงออกมาในลักษณะของกลิ่น” เช่น หากเราอยากให้ผู้อื่นรู้ว่าเรามีความรัก ก็อาจจะเลือกใช้กลิ่นกุหลาบ เป็นกลิ่นหลักในน้ำหอมที่เราจะปรุงออกมา เป็นต้น

มาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะกำลังสงสัยว่า แค่กลิ่นกุหลาบกลิ่นเดียวก็ถือว่าเป็น “น้ำหอม” แล้วเหรอทำไมดูปรุงง่ายจัง ซึ่งคุณเคนจิ ได้อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ไว้ว่า น้ำหอม จะต่างจากกลิ่นหอมทั่วๆไป ตรงที่ว่าน้ำหอมจะต้องมี “พีระมิดกลิ่น” คือ จะไม่ได้มีความหอมเพียงแค่กลิ่นเดียว แต่น้ำหอมจะให้กลิ่นที่สลับสับซ้อนกว่านั้น และจะมีการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นด้วย โดยแบ่งออกเป็น

Top note หรือ TETE คือ ช่วงแรกของกลิ่นหอม ถือเป็นกลิ่นเปิดของโครงสร้าง เกิดจากกลิ่นที่ระเหยเร็ว จึงทำให้เราได้กลิ่นของ Top note เป็นลำดับแรก

Middle note, Heart note หรือ Coeur คือ ช่วงกลางที่ผ่านไประยะเวลาหนึ่งของกลิ่น การระเหยอยู่ในระดับปานกลาง และนักปรุงน้ำหอมมักจะวางกลิ่นที่อยากจะนำเสนอไว้ในช่วงนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นรูปแบบที่ตายตัวเสมอไป

Based note, Bottom note หรือ Fond คือ กลิ่นระยะสุดท้ายที่ระเหยตัวช้าที่สุด ทำให้ติดอยู่บนผิวได้นานที่สุด

เมื่อเราทราบแล้วว่า “น้ำหอม” คืออะไรยังไง คุณเคนจิ ก็ได้แจกตารางธาตุให้กับเรา…คุณผู้อ่านไม่ต้องงงคะ ตารางธาตุที่แอดบอกเนี่ย คือ ตารางธาตุน้ำหอมคะ เป็นการแบ่งหมวดหมู่ลักษณะของกลิ่นแต่ละชนิดออกมาตามอักษร A-Z (The ABC’s of Perfumery) ยกตัวอย่างเช่น หากเราอยากได้กลิ่นหอมที่รู้สึกสงบ เย็นใจ ก็ควรเลือกกลิ่นจากหมวดหมู่อักษร  B = Iceberg กลิ่นที่อยู่ในหมวดหมู่นี้ได้แก่ Cooling, Borneol, Mint, Camphor เป็นต้น

หัวน้ำหอมกลิ่นต่างๆ ที่คุณเคนจิเลือกมาให้เราปรุงน้ำหอมกัน

 

 

หลังจากเราทราบความหมายคร่าวๆของแต่ละกลิ่นแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการปรุงน้ำหอมกลิ่นเฉพาะของตัวเองกันแล้วล่ะคะ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ก็มี

  1. ชุดหัวน้ำหอมกลิ่นต่างๆ
  2. ถ้วยผสมน้ำหอม
  3. กระดาษเทสกลิ่น
  4. เมล็ดกาแฟ (เอาไว้ดมตัดกลิ่น)
  5. กระดาษจด (เอาไว้บันทึกว่าเราใส่กลิ่นอะไรลงไปบ้างและใช้ปริมาณเท่าไร)
  6. ขวดน้ำหอม
  7. สารละลาย (Zolvent)
  8. สี (สำหรับแต่งสีน้ำหอมตามต้องการ)

อุปกรณ์พร้อมแล้ว เรามาเริ่มปรุงน้ำหอมกันเลยดีกว่า ถึงตอนนี้หากเรายังไม่รู้ว่าจะปรุงน้ำหอมออกมาเป็นกลิ่นแบบไหนนี้ คุณเคนจิก็ได้แนะนำว่า ให้เราคิดก่อนว่าเราอยากส่งสารอะไรไปให้คนที่ได้กลิ่นน้ำหอมของเรา เช่น วันนี้เราจะไปปาร์ตี้ เราอาจจะปรุงน้ำหอมของเราให้เป็นกลิ่นที่สนุกสนานแฝงความเซ็กซี่ ในส่วนของแอดเองได้กำหนดโจทย์กลิ่นน้ำหอมของตัวเองไว้ว่า “เป็นสาวหวานๆ แฝงด้วยความสดใส น้ำหอมนี้ใช้ในชีวิตประจำวัน” เมื่อกำหนดโจทย์ไว้แล้ว ก็เข้าสู่การปรุงน้ำหอมกันได้เลย โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
1. Heart Note คือ กลิ่นหลัก เป็นกลิ่นที่เราต้องการจะสื่อออกไปว่าตอนนี้เราเป็นคนแบบไหน รู้สึกอย่างไร กลิ่นหลักในหมวดหมู่นี้จะไปประกอบไปด้วย Iris, Jasmin, Muguer, Narcotic, Orchid, Rose, Citrus, Herb, Konifer, Linalool, Spice, Wood เป็นต้น ในส่วนนี้ให้เลือกใช้ผสมได้ไม่เกิน 40 หยด

โจทย์ของแอด คือ เราเป็นสาวหวาน ดังนั้นจึงเลือกใช้กลิ่น Jasmin และ Rose เป็นหลัก
(แค่นี้ก็หอมแล้วนะ อิอิ)

  1. Modify Note คือ กลิ่นรอง เป็นบุคลิกแฝงที่จะมาช่วยแต่งเติมกลิ่นหลักให้มีลักษณะเฉพาะตัวมากขึ้น ประกอบไปด้วยหมวด Aldehyde, Ice Berg, Citrus, Dairy, Edible, Fruit, Green, Herb, Phenol, Queen, Spice, Tar, Animal, Vanila, Mossy เป็นต้น ในส่วนนี้ให้เลือกใช้ผสมได้ไม่เกิน 5 หยด

ตรงนี้แอดเลือกใช้กลิ่นหมวด Fruit เพราะ ตามโจทย์บุคลิกรอง คือ ความสดใส ก็ใส่ทั้งกลิ่นส้ม สับปะรด ไปเลยจ้า พอกลิ่นปเรี้ยวๆมาตัดกับกลิ่นหวานๆ ของ Heart Note ตอนแรกแล้วก็ได้กลิ่นหอมที่แปลกใหม่ขึ้นมาเลย แต่เท่านี้ยังไม่พอ เราจะมาเพิ่มความนัวร์ให้กับกลิ่นของเราอีกในขั้นตอนต่อไปจ้า

  1. Blenders กลิ่นประสาน คือเติมกลิ่นที่จะทำให้น้ำหอมของเรานุ่มนวมมากขึ้น ประกอบไปด้วย Linalool, Muguet, Musk เป็นต้น สามารถเลือกใช้ผสมได้ไม่เกิน 20 หยด

แอดเลือกใช้กลิ่นในหมวดหมู่ของ Musk ซึ่งคุณเคนจิบอกว่า กลิ่นนี้คือ “กลิ่นเนื้อคน” ฟังดูน่ากลัวนะคะ แต่จริงๆมันคือกลิ่นผิวกายของคนที่หอมๆอะไรแบบนี้ เราใส่กลิ่นนี้เพื่อเป็นตัวประสานระหว่างกลิ่นธรรมชาติ ดอกไม้ ผลไม้ ให้มันเข้ากับผิวหนังของเรามากขึ้นนั่นเอง

  1. Fixative กลิ่นพื้นหลังซึ่งทำให้กลิ่นอยู่ทนขึ้น ประกอบด้วยหมวด Tar, Animal, Wood, Musk, Mossy สามารถเลือกผสมกลิ่นได้ไม่เกิน 3 หมวดหมู่ และใช้รวมกันไม่เกิน 20 หยด

แอดเลือกเป็น Vanilla ใส่ลงไปนิดหน่อยให้กลิ่นหวานๆ อบอุ่น

การผสมสีน้ำหอม

 

เราจะใช้วิธีหยดหัวน้ำหอมลงมาผสมในถ้วยนะคะ แล้วใช้กระดาษเทสกลิ่น จุ่มลงไปในถ้วย แล้วนำกระดาษขึ้นมาโบกไปมา ตรงจมูกเรา

 

เมื่อได้หัวน้ำหอมแล้วทีมงานของคุณเคนจิก็ช่วยผสมสารละลายหัวเชื้อให้ แต่งสี และบรรจุลงขวดให้แบบนี้เลย สีสวยหวานน่ารัก แถมกลิ่นก็ถูกใจแอดสุดๆไปเลยคะ กลิ่นนี้แบบนี้มีขวดเดียวในโลกนะ

ถ้าผู้อ่านคนไหนอยากมาเวิร์คช้อปสุดพิเศษแบบนี้แล้วละก็ อย่าลืมติดตามกิจกรรมดี ๆ จากบัตรเครดิตกรุงศรีกัน นะคะ

 

 

 

keyboard_arrow_up