พลิกมุมมองชีวิตใช้ศิลปะบำบัดมะเร็ง ไปกับ ไอรีล ไตรสารศรี

 “เวลาในชีวิต จะสั้นหรือยาวก็ไม่สำคัญเท่าการที่เราใช้ชีวิตในขณะนี้อย่างไร และเพื่ออะไร” นี่คือแนวคิดและประโยคที่ออกมาจากใจของผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 แต่มีกำลังใจดีมากกว่าคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรด้วยซ้ำ “คุณออย-ไอรีล ไตรสารศรี” ผู้ก่อตั้ง ART.for.CANCER  เจ้าของวลีเด็ดที่เราพูดถึงนั่นเอง คุณออยไม่เพียงแต่มีคำพูดเด็ดๆ ที่ฟังแล้วโดนใจและให้แง่คิดเพียงเท่านี้นะคะ แต่ด้วยสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ เป็นการทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริง แม้ว่าตัวเธอเองจะป่วยขนาดไหนก็ตาม

แล้วแบบนี้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ Goodlifeupdate จะไม่ไปชวนเธอพูดคุย เพราะเราอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีแนวคิด และพลังใจดีๆ พร้อมการใช้ชีวิตรูปแบบไหน ถึงได้ดูมีความสุข ดูมีประโยชน์ต่อคนอื่น และสัมผัสคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตได้ขนาดนี้ ไป เราเลยอยากพาทุกคนไปพูดคุยกับเธอพร้อมๆ กันค่ะ

แว๊บแรกที่เราเห็นตัวจริงของคุณออยต้องยอมรับเลยว่าแอบตกใจนิดๆ เพราะคุณออยดูสดใส แข็งแรง ร่าเริง ไม่มีอาการบางบอกว่าเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 อย่างที่เราคิดเอาไว้ว่าจะต้องโทรมมาก หรือดูไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งจริงๆ แล้วคุณออยดูสดชื่น กระปรี้กระเปร่ามากเสียกว่าคนที่ไม่ป่วยอย่างเราๆ เสียอีก เราจึงเริ่มต้นพูดคุยกับคุณออยด้วยคำถามที่สงสัยมานานแล้วว่า…

>> ตอนแรกที่รู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม รู้สึกอย่างไร และมีวิธีรับมืออย่างไร ? <<  

“ยอมรับเลยว่าช็อกค่ะ เพราะเราเคยรู้สึกว่ามะเร็งเป็นเรื่องที่ไกลตัว มันน่าจะเกิดกับคนที่อายุเยอะๆ มากกว่า ซึ่งตอนนั้นออยเพิ่งจะอายุ 27 ปี แล้วเราก็เป็นคนที่มีสุขภาพดี เป็นนักกีฬาเทควันโดเยาวชนทีมชาติมาก่อน ไม่ได้มีอาการอะไรที่แสดงว่าเรามีความผิดปกติ จนไปคลำเจอก้อนเนื้อที่หน้าอกข้างขวาของตัวเอง ไปตรวจแล้วเจอก็แค่รู้สึกว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับเรา นาทีนั้นคิดแค่ว่าชีวิตและอนาคตของเรามันคงจะจบอยู่แค่นี้แล้ว เพราะตอนนั้นคำว่ามะเร็งในความรู้สึกคือเป็นอะไรที่ร้ายแรงเป็นแล้วจะอยู่ได้ไม่นาน

แต่พอเราตั้งสติได้ก็พยายามคิดว่ามันคือเรื่องจริงที่เราต้องรับมันให้ได้จำได้ว่าตอนนั้นให้เวลาตัวเองร้องไห้อยู่ 4 วัน คุยกับตัวเองหน้ากระจก จากนั้นก็เลิกตั้งคำถาม เลิกจม และตั้งหลักออกไปหาหมอ หาข้อมูล ไปคุยกับหมอหลายคนเพื่อหาแนวทางการรักษา คิดว่าถ้ามัวแต่มานั่งฟูมฟายร้องไห้ หรือมัวแต่มานั่งโทษชะตาฟ้าลิขิต โทษเวรโทษกรรมที่เราเคยทำมาในอดีตชาติ ออยคิดว่ามานั่งคิดอะไรแบบนั้นอยู่มันก็ไม่ได้ทำให้มะเร็งหายไปจากเราได้ ถ้าเราเป็นแล้วอยากหาย เป็นแล้วอยากมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดเราก็ต้องทำชีวิตให้ดี รักษาตัวเองให้ดีและคุ้มค่ามากที่สุด

>> หลังจากมะเร็งเต้านมสงบมาห้าปี ก็มาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดเพิ่มอีก นาทีนั้นทำใจกับสิ่งที่เจออย่างไร <<

หลังจากที่ออยรักษาตัวอยู่จนเรียกว่าไม่มีมะเร็งอยู่แล้ว อีก 5 ปี ต่อมาก็แจ็คพ็อต ไปตรวจเจออีกรอบ ก็แค่แอบเซ็งว่า อ่ะ!  มันกลับมาอีกแล้ว เราผ่านมาได้ตั้ง 5 ปี นึกว่าจะ Cancer Free (ไม่มีมะเร็งแล้ว) แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับมัน แล้วก็แค่ปรับแผนชีวิตใหม่ รอบนี้เมื่อประมาณปี 2560 ที่ไปตรวจเจอลามไปที่ปอด เจอ 2 ก้อน ก้อนละประมาณ 1 เซนฯ กว่า ตอนนั้นออยให้เวลากับตัวเองอยู่ 1 วัน ในการตั้งสติและทำใจยอมรับ จากนั้นก็ลุกขึ้นมาวางแผนชีวิตตัวเองใหม่ เรายังมีอะไรให้ต้องทำอีกตั้งเยอะ เรายังอยากทำนั่นนี่อีกตั้งมากมาย ยิ่งเป็นมะเร็งเรายิ่งคิดว่าเวลาเราเหลือไม่เท่าคนอื่น ฉะนั้นอยากทำอะไรก็รีบทำไปเลยไม่ต้องคิดนาน ออยจะไม่ให้มะเร็งมาหยุดความฝันที่เราอยากทำ แต่จะทำความฝันให้เต็มที่ในเงื่อนไขความเป็นจริง

>> อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจว่าเราจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่มีกำลังใจที่ดีที่สุด ? <<

เชื่อมั้ยว่าตั้งแต่เป็นมะเร็งแล้วเนี่ยชีวิตเราดูมีคุณค่ามากขึ้นจริงๆ ไม่ได้พูดแบบให้ฟังดูดีหรืออะไรนะคะ ออยรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะมันเปลี่ยนให้เราเห็นคุณค่าของทุกสิ่งรอบตัวมากขึ้น รู้ว่าอะไรจำเป็นอะไรไม่จำเป็น อะไรที่สำคัญมากกว่าในชีวิต และเราปล่อยวางบางอย่างได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีความรู้สึกโกรธ ไม่พอใจอะไรเลยนะก็ยังมีอยู่ปกตินั่นแหละ แต่แค่ปล่อยวางได้มากขึ้น และบางครั้งเครียดๆ เราก็จะคิดว่า ชีวิตเราจะอยู่ถึงเมื่อไรไม่รู้ เลยคิดว่าใช้ระยะเวลาที่เหลืออยู่ให้มันสำคัญมากที่สุดดีกว่าที่จะมาคิดอะไรไร้สาระอยู่เลย

>>อ่านต่อหน้าถัดไป<< 

keyboard_arrow_up