พักผ่อนและผ่อนคลาย แบบ Self-Care คือการดูแลตัวเองอย่างเป็นองค์รวม

เท่าที่ผู้เขียนได้ไปอ่านเจอบทความ หรือข้อซักถามเกี่ยวกับสุขภาพของคนที่มักจะป่วยบ่อยๆ ทำให้พบว่าปัญหาหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสุขภาพที่ต้องการได้คือ การไม่ให้เวลาดูแลสุขภาพ ตัวเอง ลองสังเกตดูดีๆ ถึงด้านใดของชีวิตคนเราหากกำลังไปได้ดี คนเราจะให้เวลาและใส่ใจกับด้านนั้นๆ ของชีวิตมากกว่าด้านอื่นๆ ที่ยังต้องปรับปรุง เช่น หากหน้าที่การงานกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่สุขภาพกลับย่ำแย่ลง นั่นบ่งบอกถึงว่าคุณกำลังทุ่มเทเวลา  และความสนใจไปในด้านการงานมาก และไม่ให้เวลากับสุขภาพตัวเองเท่าไรนัก

อันที่จริงแล้วการที่เราให้เวลากับร่างกายและใจของเราไม่ได้ให้ผลแค่รูปร่างดีและจิตใจแจ่มใส แต่จะได้ผลดีในทุกๆ ด้านของชีวิต เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแรงกับจิตใจที่ปลอดโปร่งทั้งนั้น นั่นคือเมื่อเลือดสะอาดและร่างกายได้รับสารอาหารจากการกินอาหารที่มีประโยชน์และปลอดสารพิษ อวัยวะต่างๆ จะทำงานได้ดีขึ้น ไม่เพียงแต่ร่างกายจะมีสุขภาพดีขึ้น ความคิดและอารมณ์ก็จะดีขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้ทำงานและทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

ทีนี้เราลองไปดูกันดีกว่าค่ะว่าการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเป็นองค์รวม ที่เรียกว่า Self-Care นั้นควรต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง เมื่อรู้แล้วก็ลองนำไปปฏิบัติตามกันดู เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวยังไงล่ะคะ

>>การนอนหลับให้ถูกต้อง<<

การนอนหลับอย่างเต็มที่ แบบที่เรียกว่าหลับอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิต นอกจากเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีโอกาสได้ซ่อมแซมเซลล์และอวัยวะต่างๆ ที่ใช้งานมาในแต่ละวันแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจริญเติบโต ความแข็งแรง หรือการปรับสมดุลต่างๆ ด้วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า นอนน้อยแต่ยังทำงานได้ประสิทธิภาพหรือได้คุณภาพชีวิตเท่าเดิม ขอให้คิดใหม่ค่ะ เพราะนอกจากการนอนหลับไม่เพียงพอจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ระบบภายในรวนแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสุขภาพได้อีก เช่น ความจำและการตัดสินใจไม่ดี ไม่สดชื่น เหนื่อยล้า น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย เจ็บป่วยบ่อย

คนเราหากลองสร้างและปฏิบัติกิจวัตรที่ทำให้นอนหลับได้ง่ายและหลับแบบมีคุณภาพมากขึ้นเป็นประจำได้ทุกวัน จะเป็นการสร้างนิสัยการนอนหลับอย่างมีคุณภาพโดยง่าย โดยอาจเริ่มจาก การเลี่ยงอาหารมื้อหนักที่มีรสเผ็ดจัด หรือหวานมากก่อนเข้านอนสัก 4-5 ชั่วโมง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงในการย่อยอาหาร, หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาท 4-6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน, ปิดทีวี คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเวลานอน เพราะการดูหน้าจอใดๆ จะกระตุ้นให้สมองตื่นตัว ในห้องนอนควรมีอุปกรณ์ไฟฟ้าเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น โคมไฟหัวเตียง หรือเข้านอนเมื่อร่างกายพร้อมที่จะนอน คือเมื่อรู้สึกง่วงและไม่ได้อยู่ในภาวะตึงเครียด อย่าพยายามฝืนนอนหากไม่ง่วง ลองปฏิบัติตามกิจวัตรที่เราบอกไปข้างต้นดูสัก 2-3 คืนติดกัน แล้วคุณจะรู้สึกได้ว่านอนหลับสบสยมากขึ้นค่ะ

>>จัดการกับความเครียดให้เป็น<<

ความเครียดเป็นตัวบ่อนทำลายทุกส่วนของร่างกาย และทุกวันนี้คนเราจะมีความเครียดกันมากขึ้นด้วยวิถีการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนที่เต็มไปด้วยความเครียด และความรีบเร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยในเมืองใหญ่ เลยพูดได้เต็มปากเลยว่าความเครียดที่เกิดนี่แหละค่ะเพราะมนุษย์เป็นคนสร้างขึ้น เมื่อเรารู้ว่าความเครียดเป็นสิ่งที่คนเราแต่งตั้งขึ้น เราขอแนะนำวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณจัดการกับความเครียด และเติมความสุขให้กับชีวิตประจำวันได้ด้วยวิธี ที่ได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ นั่นคือ “การฝึกความรู้สึกขอบคุณ”

โดยทุกคืนก่อนเข้านอนหรือทุกเช้าหลังตื่นนอนแล้วให้นึกถึงใครหรืออะไรก็ได้สัก 5 อย่าง แล้วขอบคุณสิ่งเหล่านั้น เช่น ขอบคุณพ่อแม่ที่ให้ความรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข, ขอบคุณสายตาที่ยังดีพอที่ให้สามารถอ่านบทความนี้ได้, ขอบคุณที่ได้อยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ สงบ และสบาย เป็นต้น เชื่อมั้ยคะว่าหากเราทำและปฏิบัติแบบนี้เป็นประจำ สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ ช่วยบ่มเพาะนิสัยที่มองเห็นแต่ด้านดีๆ ของคนหรือเหตุการณ์ทุกๆ อย่าง ที่เกิดขึ้น อย่าลืมว่าทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นอย่างนั้นเอง ตัวเราผู้สังเกตุการณ์หรือถูกกระทบต่างหากที่เป็นผู้แปลความหมายของสิ่งนั้นว่าดีหรือไม่ดี ทั้งๆ ที่มันก็เกิดของมันอย่างนั้นเอง

>>อ่านต่อหน้าถัดไป<< 

keyboard_arrow_up