“ภูมิแพ้” แม้จะรักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้

ใครมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ได้มากกว่ากัน       

ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงกว่าได้แก่ ผู้ที่มีพ่อแม่ หรือปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา ซึ่งเป็นญาตืที่มีสายเลือดเดียวกันเป็นโรคภูมิแพ้ พ่อและแม่เคยเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกๆ จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึง 80% ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกๆ จะมีโอกาสเป็น 50% และสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ก็มักจะเป็นโรคภูมิแพ้ประเภทเดียวกันด้วย

นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวันและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การใช้ยาเคมีอย่างพร่ำเพื่อ เช่น ยาแก้ปวด ยาคุมกำเนิด ยารักษาสิว ยาปฏิชีวนะ ยาลดความดัน ยาลดความอ้วน เป็นต้น  รวมถึงความเครียด มลภาวะเป็นพิษ ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในผัก ผลไม้ สารฮอร์โมนที่สะสมในเนื้อสัตว์ อาหารทะเลที่แช่ฟอร์มาลีนได้รับสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม สารโซเดียมที่อยู่ในอาหาร ขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ใส่ผงชูรส ผงฟู อาหารรสจัด รสเค็ม อาหารและเครื่องดื่มที่ผสมสี ทำงานเกินกำลังแบบหามรุ่งหามค่ำ อดหลับอดนอน ตลอดจนการมีเพศสัมพันธ์ที่มากเกินควร เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ล้วนเพิ่มโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ทั้งสิ้น

>>ควรต้องดูแลตัวเองยังไงให้หายจาก “ภูมิแพ้” <<

โรคภูมิแพ้นั้นอาจจะเป็นโรคที่รักษาได้ไม่หายขาด ที่สำคัญถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น การเกิดอาการคัดจมูก ในเวลากลางคืนทำให้นอนอ้าปากหายใจ จึงตื่นมาด้วยอาการปากแห้ง รู้สึกเหมือนนอนหลับไม่สนิท สมาธิสั้น ทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรน ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่ามีอาการภูมิแพ้ดังที่บอกไปข้างต้น ควรต้องดูแลตัวเองดีๆ ตามนี้ค่ะ

  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมกลิ่นแรงๆ ควันบุหรี่ ควันธูป ควันรถ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการภูมิแพ้หนักขึ้น รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการเผชิญการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นเฉียบพลัน อย่างเช่น หลังจากเดินตากแดดร้อนๆ มา ควรยืนในที่ร่มเพื่อให้ร่างกายได้ปรับอุณหภูมิก่อน จึงค่อยเดินเข้าห้องแอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำมากๆ
  • ทำความสะอาดบ้าน สำหรับผู้ป่วยภูมิแพ้ที่ไวต่อฝุ่นละอองต่างๆ การทำความสะอาดบ้านทั้งด้านในและด้านนอก โดยเฉพาะห้องนอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ควรเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมไปถึงการแต่งบ้านให้มีของใช้น้อยๆ เพื่อลดการกักเก็บฝุ่น ตลอดจนการเปิดกระจก หรือผ้าม่าน เพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี

  • ออกกำลังกาย เรารู้กันดีกว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ได้มากมาย รวมถึง “โรคภูมิแพ้” เพราะการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้อาการภูมิแพ้อากาศค่อยๆ หายไป
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับพักผ่อน คือการที่ร่างกายได้ชาร์จแบตหลังถูกใช้งานมาตลอดทั้งวัน
  • ทานอาหารดีมีประโยชน์ แน่นอนว่าหลักในการดูแลรักษาสุขภาพที่ถูกต้อง “อาหาร” ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญ การทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน ผัก และผลไม้ จึงเป็นเหมือนอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะสำหรับผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศ การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะการซื้อยามาทานเองอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อจมูกได้ ทางที่ดีควรให้แพทย์วินิจฉัยและจ่ายยาให้ตามลักษณะอาการของบุคคล

ใครที่รู้ตัวว่าเริ่มมีอาการภูมิแพ้ หรือไม่แน่ใจว่าตัวเองแพ้อะไรกันแน่ แต่มีอาการแปลกๆ ตามที่บอกอยู่บ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อซักประวัติ และตรวจร่างกายจะดีที่สุดนะคะ เพราะแพทย์จะได้ทำการวินิจฉัย และทำการตรวจอื่นๆ ร่วมด้วยอย่างชัดเจน โดยอาจจะมีการตรวจ และทดสอบสมรรถภาพปอด ในรายที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหืด การทดสอบทางผิวหนัง เพื่อให้ทราบถึงสารที่ผู้ป่วยแพ้ เป็นต้น เมื่อหาหมอและรู้แล้วว่าเราแพ้อะไร ก็ป้องกันและรักษาตามที่เราบอกนะนะ ยังไงก็เป็นแล้ว แม้จะรักษาไม่หายขาด แต่ก็สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ค่ะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ 

อาการ “ไอ” สามารถบอกโรคอะไรได้บ้าง? และควรทำอย่างไร เมื่อถูก “ไอ” รังควาน

แจกเทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และการฝึกหายใจแบบถูกวิธี!

หนังสือสุขภาพ 6 เล่ม แนะนำเทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง เราก็เป็นหมอของตัวเองได้

keyboard_arrow_up