อาการบอกโรคระบบทางเดินอาหารเป็นสิ่งที่เราไม่ควรนิ่งนอนใจ!

การรักษาเบื้องต้นทำได้ด้วยการดื่มน้ำบ่อยๆ ควรดื่มน้ำเกลือแร่ หรือเครื่องดื่มที่ปราศจากไขมัน เมื่อมีอาการท้องร่วงนานเกิน 3 วัน ปวดท้องอย่างมาก มีไข้ ควรรีบมาพบแพทย์

>> ภาวะลำไส้แปรปรวน <<

เป็นภาวะที่มีความผิดปกติในการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากเกินไป ส่งผลให้มีอาการปวดท้อง ถ่ายบ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องร่วมกับมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ บางรายอาจมีอาการท้องผูก ท้องเสีย หรือท้องผูกสลับกับท้องเสีย อาการสำคัญของลำไส้แปรปรวน คือปวดท้องหรือแน่นท้อง ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย อาการปวดท้องมักจะเริ่มเมื่อมีการขับถ่ายบ่อยมากขึ้น ขับถ่ายน้อยลง หรือเมื่อมีท้องผูกหรือถ่ายเหลว และอาการปวดจะดีขึ้นเมื่อหยุดถ่าย การวินิจฉัยและรักษา ทางการแพทย์จะประเมินว่าปัญหาของผู้ป่วยแต่ละรายมีที่มาอย่างไร เช่น ผู้ป่วยบางรายมีอาการเล็กน้อยไม่รบกวนกิจวัตรประจำวัน แต่มาพบแพทย์เพื่อต้องการทราบว่าป่วยเป็นโรคอะไร หรือมีความวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคร้ายแรง แพทย์ก็จะให้คำแนะนำ หรือส่งตรวจเพื่อยืนยันให้ผู้ป่วยทราบว่าไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาก็อาจเพียงพอสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ แต่กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมากและรบกวนชีวิตประจำวันอาจต้องรับยารักษาร่วมด้วยเพื่อการบรรเทาอาการถ่าย

>> ไวรัสตับอักเสบบี <<

โรคนี้ค่อนข้างน่ากลัวมาก เนื่องจากผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อได้จากมารดาสู่ทารกขณะคลอด โดยเฉพาะมารดาที่ไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ภายในร่างกาย หากเกิดการติดเชื้อขึ้นภายในขวบปีแรกของทารก โอกาสที่จะมีการติดเชื้อเรื้อรังจะสูงมาก ผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการชัดเจน อาการที่พบ เช่น มีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ตามมาด้วยตัวเหลือง ตาเหลือง เมื่อเกิดอาการที่แสดงชัด หรือตรวจแล้วเจอก้อน ส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด คือการควรตรวจเช็คหากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ภายในเครือญาติพบผู้ป่วยโรคตับอักเสบ หรือมะเร็งตับ

ควรหมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงสารเคมีและสารพิษต่างๆ ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ กรณีของไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง การกำจัดเชื้อไวรัสให้หมดจากร่างกายนั้นทำได้ยากมาก หมายถึงมีโอกาสหายขาดน้อยมาก จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการรักษา จึงเป็นการลดการอักเสบของตับ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ

อาการของโรคระบบทางเดืนอาหารที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบการทำงานทั้งสิ้น เมื่อมีสัญญาณเตือนอย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย เพราะโรคในช่องท้องแต่ละโรค มีอาการแสดงถึงความผิดปกติ ซึ่งเราไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะแม้อาการปวดเพียงเล็กน้อยก็อาจมีภาวะผิดปกติอย่างร้ายแรงที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้จริง ๆ แล้วอาการปวดท้องในแต่ละโรคนั้นไม่เหมือนกัน ต้องอาศัยการสังเกตและความชำนาญของแพทย์เฉพาะทางในการวินิจฉัย อีกทั้งการตรวจสุขภาพด้วยการเจาะเลือดเพียงอย่างเดียวอาจไม่พบความผิดปกติ การเข้ารับการตรวจภายในช่องท้องด้วยการอัลตราซาวนด์นับเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อการวินิจฉัยให้การรักษาเป็นไปอย่างทันท่วงทีช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้ค่ะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

8 อาหารที่ไม่ควรกินพร้อมกับยา เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้มากกว่าผลดี

“กรดไหลย้อน” แม้ไม่ใช่โรคอันตราย แต่ก็รบกวนการใช้ชีวิตคนเราได้พอสมควร!

การที่เราลดน้ำหนักไม่ลงสักที นั่นอาจเป็นเพราะ “ระบบเผาผลาญ” พัง!

keyboard_arrow_up