ศร ศวัส มลสุวรรณ

รู้จักกับ ศร ศวัส มลสุวรรณ เจ้าของเพจ “คิดมาก” ชายผู้สนิทกับความเศร้า

ศร ศวัส มลสุวรรณ
ศร ศวัส มลสุวรรณ

ศร ศวัส มลสุวรรณ เจ้าของเพจ “คิดมาก” ชายผู้สนิทกับความเศร้า

เมื่อ 6 ปีก่อน (ปี 2544) ศร ศวัส มลสุวรรณ เจ้าของแอคเคาต์ทวิตเตอร์ @kidmakk เริ่มเขียนข้อความแรกลงในทวิตเตอร์ของเขา เป็นข้อความธรรมดาๆ ที่เขียนลงไปเพื่อบ่นระบายความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ทุกตัวอักษรในนั้น วันหนึ่งจะกลายเป็นงานเขียนที่มีคุณค่าและเป็นคำคมที่ช่วยเยียวยาจิตใจของคนอื่นๆ ได้มากมาย จนถึงขนาดที่มีผู้ติดตามในทวิตเตอร์ถึงหนึ่งล้านสองแสนคน และกลายเป็นแอดมินเฟซบุ๊กเพจชื่อดัง คิดมาก ที่มีผู้ติดตามอีกห้าแสนคนอย่างทุกวันนี้

เราเชื่อว่า คนที่สามารถเข้าถึงและเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างลึกซึ้งขนาดนี้ คงจะมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ในตัวเองแน่ เราจึงขอพาคุณไปทำความรู้จักกับตัวตน แนวคิด และมุมมองชีวิตของเขากันค่ะ

ตัวตนของ “คิดมาก” จริงๆ เป็นใครคะ

ผมเป็นคนชลบุรีครับ เรียนจบนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง พอเรียนจบแล้วก็ได้งานด้านกฎหมาย ที่หน่วยงานราชการแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ก็เลยย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่นี่ ทำงานเป็นข้าราชการมา 4 ปีแล้ว ตอนนี้กำลังต่อปริญญาโทด้านกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

“คิดมาก” มีที่มายังไงคะ ทำไมต้องคิดมากด้วย

ผมเป็นคนคิดมากครับ ค่อนข้างคิดเยอะ ในเรื่องๆ หนึ่งจะคิดมันหลายแง่หลายมุม ผมเคยอ่านงานเขียนของพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ พี่จิกบอกไว้ว่า ตู้เย็นตู้หนึ่งสามารถมองได้หลายมุม ถ้าเป็นนักกฎหมาย เขาจะมองมันในแง่เป็นสัญญาซื้อขาย ถ้าเป็นวิศวกร เขาจะมองมันในเชิงโครงสร้าง ถ้าเป็นสถาปนิก เขาจะมองเป็นการออกแบบ ถ้าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ เขาจะมองในแง่การซื้อการขาย ถ้าเป็นนักนิเทศศาสตร์ เขาจะมองเรื่องการทำสื่อโฆษณากับตู้เย็นตู้นี้

ผมก็มองเลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน มันมีมุมมอง มีสิ่งให้เราคิดได้เยอะ ผมก็เลยเอามุมตรงนี้มาคิดกับทุกเรื่อง ว่าทุกเรื่องมันไม่ได้มีแค่สิ่งที่ตาเราเห็นเท่านั้น นี่ก็เลยเป็นที่มาของชื่อ “คิดมาก” ครับ

ปกติคิดมากเรื่องอะไรที่สุดคะ

แล้วแต่สถานการณ์เลย อย่างตอนนี้คิดมากเรื่องเงินครับ (หัวเราะ) เพราะตอนนี้เริ่มวางแผนอนาคตแล้ว อายุ 30 กว่าแล้วก็คิดว่า อยากจะมีครอบครัว เริ่มคิดถึงอนาคตแล้วว่าอยากจะซื้อบ้านที่เป็นของตัวเองที่จะอยู่กับคนรักในอนาคต ผมว่ามันเป็นที่วัย เมื่อตอนเด็กเราก็คิดมากเรื่องเรียน โตมาหน่อยก็คิดมากเรื่องความรัก สักพักก็คิดมากเรื่องงาน ตอนนี้ก็คิดมากเรื่องเงิน ส่วนแก่ไป คงคิดมากเรื่องไม่มีอะไรให้คิดมากแล้วละครับ พอไม่มีอะไรให้คิดมากก็จะเขียนลำบาก

ในเพจ “คิดมาก” นำเสนอเรื่องราวความรักเป็นส่วนใหญ่ ทำไมดูคิดมากเรื่องนี้จังเลย

ต้องยอมรับว่า ความรักมันเป็นสิ่งที่กระทบใจคนเรามากที่สุด ในเพจผม ผมมีกฎอย่างหนึ่งว่า จะไม่เขียนในสิ่งที่เราไม่ได้รู้สึก และโดยธรรมชาติคนเราจะรู้สึกกับความรักมากที่สุด นั่นจึงเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญ

จากวันแรกที่ทำทวิตเตอร์จนตอนนี้ ผ่านมาหกปีแล้ว ผมกลับไปอ่านข้อความตัวเองแล้วรู้สึกว่า ความคิดของเรามันก็เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาเหมือนกัน แรกๆ จะเน้นหนักไปเรื่องความรัก เพราะในวัยนั้น ความรักมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา แต่ตอนนี้ผมอายุจะ 30 ปีแล้ว เรื่องความรักมันก็ลดลงไป กลายเป็นเรื่องความฝัน การใช้ชีวิตมากขึ้น แต่เรื่องความรักก็ยังคงเป็นสิ่งที่เราเขียนอยู่ แม้วันนี้มันจะไม่ใช่สิ่งที่กระทบใจเรามากเท่าวันนั้นแล้ว แต่ความรู้สึกเหล่านั้นมันก็ยังไม่ได้หายไปไหนหรอก มันก็ยังเก็บอยู่ในความทรงจำ ความคิดของเราอยู่ เพียงแต่ว่าเราจะหยิบมาถ่ายทอดมันเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

คนตามเพจส่วนมากมีปัญหาชีวิตอะไรกัน เขาได้แชร์ปัญหาตัวเองให้ฟังบ้างไหม

มีครับ ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาความรัก มาอันดับหนึ่ง ปัญหาหัวใจ แอบรักเขาข้างเดียว รักคนที่เขาไม่ได้รักเรา ถ้าเป็นน้องเด็กๆ จะมีปัญหาเรื่องอยากเรียนในด้านนี้ แต่คุณพ่อคุณแม่อยากให้เรียนอีกด้านหนึ่ง ความฝันของเรากับคุณพ่อคุณแม่สวนทางกัน ผมเชื่อว่าคนเรามีปัจจัยชีวิตที่แตกต่างกัน และสิ่งที่เขาเล่าให้เราฟังมันไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด เขาเล่าในมุมที่เขาพบ เขารู้สึก และอยากจะบอกเรา

ดังนั้น ผมจะไม่เคยให้คำแนะนำว่า เลือกเรียนตามที่เราต้องการเลย หรือเชื่อพ่อแม่เถอะ ถ้าเป็นความรักจะไม่บอกเขาว่า เลิกกับเขาเลย ผมมองว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่ผมจะทำคือรับฟัง และให้คำแนะนำกับเขาว่า มันไม่ได้มีแค่มุมเดียวนะ คิดแบบคิดมากน่ะครับ ทุกเรื่องมันมีหลายมุม ถ้าคุณไปทางด้านนี้ คุณจะเจออย่างนี้ๆ  คุณเห็นตัวเลือกแล้ว อยู่ที่คุณว่าจะเลือกด้านไหน

แล้วความรักของคุณศร ล่ะคะ มีปัญหาอะไรเหมือนที่เขามีกันหรือเปล่า

ดูหน้าตาก็น่าจะรู้เลยว่าความรักน่าจะมีปัญหามาก (หัวเราะ) ไม่น่าจะเป็นคนที่สมหวังกับความรักได้ คือจริงๆ ก็เป็นคนอกหักมาเรื่อยๆ แต่เรื่องที่ตลกที่สุดก็คือ สุดท้ายแล้ว คนที่เรารักมากทุกวันนี้ เป็นแฟนกันทุกวันนี้ เป็นรักแรกของเรา

ต้องบอกก่อนว่า ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาเท่าไหร่ แต่กับเรื่องพรหมลิขิตต้องขอยอมแพ้ เพราะรู้สึกว่าบางเรื่องมันก็เหนือคำอธิบายจริงๆ กับความรักมันก็เป็นอย่างนั้น กับคนที่รักอยู่ ที่ผ่านมาเราเหมือนจะแอบรักเขาข้างเดียว เขาเป็นคนในฝันของเรา ผมเจอเขาครั้งแรกเมื่อเจ็ดปีก่อน โอ้โห ใช่เลย เหมือนในฝันทุกอย่าง แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เปิดใจกับเขาว่าเราชอบเขา และเราก็รู้สึกได้ว่า ถึงเราเปิดใจกับเขาวันนั้น ก็คงยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เขาจะพร้อมหรอก เหมือนกับว่า มันยังไม่ใช่ช่วงเวลาของมัน สุดท้ายก็แยกย้ายกันไป

เจ็ดปีผ่านไป เราก็ไปเจอผู้คนมากมาย สุขบ้าง เศร้าบ้าง เสียใจบ้าง แต่สุดท้ายเวลามันวนมา เรากับเขาก็ได้มาเจอกันอีกครั้ง มันเหมือนช่วงเวลาที่ทำให้ทุกอย่างมาลงตัวเอาตอนนี้ ผมยังเคยบอกเขาว่า ถ้าเกิดเรารักกันตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อน มันอาจจะไม่ได้ดีเหมือนเรารักกันวันนี้ก็ได้ มันอาจจะยังไม่ลงตัว ไม่สุกงอม ไม่พร้อม

ผู้หญิงคนนี้ใช่ไหมทำให้เขียนทวิตเตอร์

ใช่ครับ แรกๆ ก็เขียนในเชิงตัดพ้อหน่อย แอบรักข้างเดียว หลังๆ จะหวานหน่อย สมหวังแล้ว เขาก็ถามว่า อยากเขียนตัดพ้ออีกไหมล่ะ (หัวเราะ)

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

เพราะเป็นคนมีปัญหากับชีวิตบ่อยๆ หรือเปล่า เลยชอบเขียนคำคมเพื่อเยียวยาตัวเอง

ชีวิตผมไม่ได้มีปัญหาเลยครับ ต้องบอกว่า ผมเป็นคนที่ชีวิตเรียบง่ายมาก ดูเหมือนจะลำบาก แต่จริงๆ แล้วไม่ลำบากเลย เพราะพ่อแม่ดูแลอย่างดี สบาย ชีวิตจบมาก็มีงานทำ ทุกอย่างค่อนข้างโอเค เพียงแต่ว่า เป็นคนที่ชอบรนหาที่เอง คือเป็นคนที่ชอบฟังเพลงเศร้าๆ ชอบดูหนังเศร้าๆ ชอบอ่านหนังสือเศร้าๆ เพราะเรารู้สึกว่าความเศร้ามันงดงาม และความเศร้ามันจริงกว่าความสุข

เวลาเราสุข เรามีความสุขเพราะได้สิ่งนั้นมา ไปเที่ยวตรงนั้นมา แต่พอกลับมาจากตรงนั้น แป๊บเดียว เราจะรู้สึกว่าความสุขมันหายไปแล้ว แต่ความเศร้า คือสิ่งที่มันเป็นจริง มันติด มันทน มันแน่นอยู่ในใจเรา เราเลยเป็นคนที่ชอบความเศร้า แล้วเมื่อเรามีความเศร้าในใจ เราก็เขียนถ่ายทอดมันออกมา เหมือนเราเสพในสิ่งที่เศร้าแล้ว input เข้าไป มันก็เลย out put ออกมาเป็นความเศร้าเหมือนกัน

เสพความเศร้ามากๆ แล้วไม่รู้สึกทุกข์บ้างเหรอคะ

ไม่ทุกข์ครับ ผมมองว่า ความเศร้าเป็นสิ่งที่เราควรจะเข้าใจ มีคนบอกว่า เด็กเกิดมาก็ร้องไห้เป็นอย่างแรกเลย นั่นก็เพราะว่าความเศร้ามันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพียงแต่เราต้องยอมรับ เมื่อเรายอมรับว่าความเศร้าเป็นธรรมชาติ เราก็จะไม่ทุกข์ สาเหตุที่คนเราเป็นทุกข์ เพราะเราไปคิดว่า ความเศร้ามันเป็นเรื่องใหญ่ ความเศร้ามันเป็นปัญหา ความเศร้ามันเป็นสิ่งที่ฉันไม่สามารถแบกรับมันได้แล้ว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าความเศร้ามันเป็นอารมณ์หนึ่งของมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่มาแล้วก็ไป ผมว่าเราก็จะอยู่กับความเศร้าได้ แล้วก็ไม่หดหู่ไปกับมัน

ฟังดูแปลกมากเลยค่ะ เคยได้ยินใครๆ ก็บอกว่าอยากหาความสุขให้ตัวเองทั้งนั้น

ผมก็อยากมีความสุขเหมือนกัน เพียงแต่เราอยู่กับความเศร้าได้มั้ง เราเรียนรู้ว่าความเศร้ามันไม่ได้โหดร้ายหรอก สำหรับผมความเศร้ามันไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาต ความเศร้ามันเหมือนแม่ตีเรา เวลาแม่ตี เราเจ็บ เสียใจ ร้องไห้ แต่เรารู้สึกว่าแม่ตีเพราะหวังดีกับเรา แล้วก็ไม่เคยมีคำถามว่าแม่รักเราไหม แม่รักเราแน่นอน ผมมองว่าความเศร้ามันก็หวังดีกับเราและรักเราเหมือนกัน ความเศร้าทุกความเศร้ามันมีบทเรียนให้เราเสมอ เพียงแต่เราจะมองความเศร้าอย่างเข้าใจหรือเปล่าเท่านั้นเอง

แล้วอย่างนี้คนที่ใช้ชีวิตแบบสุขมากๆ ไม่ค่อยเศร้าเท่าไหร่ เขาจะได้รับบทเรียนชีวิตแบบนี้บ้างไหม

ผมมองว่า ทั้งความสุขและความเศร้ามันก็เป็นบทเรียนให้มนุษย์ได้ทั้งหมด คนทุกคนมีวิถีชีวิตและวิธีคิดที่แตกต่างกัน คนที่มองอะไรเป็น positive เขาก็สามารถมีความสุข มีวิถีชีวิตในแบบของเขาได้ เพราะสุดท้ายแล้วผมว่า ทุกวันมันก็คือการเรียนรู้ในตัวของมันเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ด้วยลักษณะส่วนตัวของผมเราอาจจะเรียนรู้จากความเศร้าได้มากกว่าความสุข ต้องใช้คำว่า สนิทกับความเศร้ามากกว่า

ในฐานะคนที่สนิทกับความเศร้ามายาวนาน ช่วยแนะนำวิธีบริหารจัดการความเศร้าหน่อยได้ไหมคะ

สุดท้ายแล้วเราต้องมีสติ ต้องบอกกับตัวเองว่า ต่อให้เศร้าแค่ไหน เสียใจแค่ไหน มันก็ต้องผ่านไป อารมณ์ตรงนี้มันไม่อยู่ตลอดหรอก วันพรุ่งนี้มันเป็นวันใหม่ เราก็ต้องไปเจอคนใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ เราต้องมีชีวิตใหม่ เพราะฉะนั้น ความเศร้าวันไหน ก็เก็บไว้เป็นความเศร้าของวันนั้นพอ อย่าเอาความเศร้าของวันนี้ ไปเป็นเรื่องของพรุ่งนี้เลยครับ

คุณศรเขียนข้อความให้กำลังใจคนมากมาย ช่วยให้คนผ่านปัญหาชีวิตมาได้ แล้วเคยมีบ้างไหม พอถึงเวลาเราเจอปัญหาเข้ากับตัวเองจริงๆ แล้วคำคมเหล่านี้มันเยียวยาตัวเองไม่ได้

มีครับ เวลาที่มีปัญหา บางทีเราก็แก้มันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เพราะเวลาปัญหามันเข้าตา ปัญหามันจะใหญ่กว่าทุกสิ่ง มันบังเราหมด เพราะว่าเราไปมองปัญหาจากระยะใกล้ มันก็เลยแก้ไม่ได้ แต่พอผมได้อ่านงานเขียนให้กำลังใจจากคนที่ผมชื่นชอบ บางประโยคบางถ้อยคำของเขา มันก็เปลี่ยนความคิดเราได้ มันฉุดเราขึ้นมาได้ ผมว่างานเขียนของผมคงทำหน้าที่นี้ให้กับคนอ่านคนอื่นๆ เหมือนกัน บางอย่างที่ผมเขียนมันอาจจะฉุดเขาขึ้นมาได้บ้าง

เชื่อว่า ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของคู่รักหลายคู่ เกิดมาจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (โดยเฉพาะผู้หญิง) ชอบคิดมากไปเอง ทั้งๆ ที่ชีวิตคู่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เราจะแก้ไขเรื่องนี้ยังไงดีคะ

อันนี้เป็นคำถามที่โดนใจมากเลย ปัญหาส่วนใหญ่มันเกิดมาจากความคิดของเรามากกว่าความเป็นจริง และสิ่งที่มันน่ากลัวที่สุด มันอยู่ในความคิดของเรามากกว่าความเป็นจริง คนเราจะชอบคิด วาดฝัน จิตนาการถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไว้ แต่สิ่งที่เกิดจริงๆ มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ไม่ได้แย่ขนาดนั้น หรือถึงมันแย่ แต่เราก็จะผ่านมันไปได้

มันไม่แปลกนะ ที่เราจะคิดกลัวไปก่อน ผมว่ามันเป็นกลไกธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่จะทำให้เราไม่ประมาทไปก่อน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องบอกตัวเองว่า ปัจจุบันสำคัญที่สุด เราต้องเอาตัวเองมาอยู่กับปัจจุบันให้ได้ อดีตมีไว้ให้เรียนรู้ อนาคตมีไว้ให้คิด ให้มีความหวัง ส่วนปัจจุบันก็มีไว้ให้ทำมันให้ดีที่สุด

ฉะนั้นไม่เป็นไรหรอก ถ้าเราจะคิดลบ คิดมากไปบ้าง แต่เราต้องมามองตรงนี้ สิ่งที่มันเป็นปัจจุบันจริงๆ ด้วยว่า มันเป็นอย่างไร ถ้าเราเอาสติมาอยู่กับปัจจุบัน ผมว่า อาการที่ความคิดมันฟุ้งกระจาย มันก็น่าจะลดลง

เรื่อง: รำไพพรรณ บุญพงษ์ ภาพ: สุพิชชา วิมลโสภารัตน์

อะไรก็ตามที่เราต่างพบเจอล้วนเป็นบทเรียนบางอย่างให้กับเราเสมอ และทุกบทเรียนที่ผ่านเข้ามาก็ล้วนมีความหมายและมีคุณค่าต่อตัวของเราเอง…มาลองเรียนรู้แนวคิด จากบทเรียนชีวิตเหล่านี้ได้ในหนังสือ โตขึ้นจึงรู้ว่า… เขียนโดย คิดมาก สำนักพิมพ์ Springbooks หรือสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ได้ที่ naiin.com

บทความน่าสนใจ

เปิดตัวตนคนก๊อปปี้ “ ตูน จีนแดง ” มีอะไรซ่อนอยู่ใต้หน้ากาก ตูน บอดี้สแลม

จะสุขหรือทุกข์ คุณเกิดมาเป็นผู้เลือก อาจารย์ ป๊อป ฐาวรา สิริพิพัฒน์

keyboard_arrow_up