ครอบครองยาก

รู้ว่า ครอบครองยาก แต่ทำไมยังอยากจะได้มา ?

ครอบครองยาก
ครอบครองยาก

รู้ว่า ครอบครองยาก แต่ทำไมยังอยากจะได้มา

เคยสงสัยตัวเองไหมว่า บางสิ่งบางอย่าง รู้ทั้งรู้ว่า ครอบครองยาก แต่ทำไมเราจึงยังอยากได้มันมาครอบครองนักหนา เรื่องนี้ พระริวโนะสุเกะ พระชาวญี่ปุ่น มีคำอธิบาย ดังบทความต่อไปนี้

หากความอยากมุ่งเป้าไปยังสิ่งของที่เป็นไปได้ว่าจะได้มานั้นก็ยังพอไหว แต่ในระหว่างที่เราได้สิ่งของที่เป็นไปได้ที่จะได้มาอย่างรวดเร็ว คือไม่ว่าเราอยากได้อะไร ก็จะได้รับการตอบสนองในทันที ความเป็นสิ่งเร้าก็จะหมดไป เราไม่รู้สึกทุกข์กับมันแล้ว

สภาพที่ไม่ทุกข์นั้นทนที่จะเป็น “ความสุข” ที่เราต้องการ แต่ใจเรากลับไม่ยอมรับว่ามันเป็นความสุข นั่นเพราะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นนำมาก่อนความสุขนั่นเอง

เมื่อคิดว่า “ไม่ได้แล้ว ต้องมีสิ่งเร้าที่แรงกว่านี้ที่ทำให้เกิดความทุกข์” เราก็จะเริ่มอยากได้สิ่งที่ไม่มีทางได้มา เมื่อนั้นแล้ว มันก็จะไม่ได้เป็นเพียงความอยากเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นแรงกระตุ้น เป็นแรงขับไปแล้ว

การอยากได้สิ่งที่ไม่มีทางได้มาก็เช่น การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจงใจไปชอบผู้ชายที่มีภรรยาและลูกแล้ว และไปเรียกร้องให้เขาแยกทางกับภรรยา ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่ได้ต้องการอย่างนั้น แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือ สิ่งที่ผู้หญิงอยากได้กลับเป็นการได้สัมผัสกับความทุกข์ ซึ่งเกิดจากการที่ไม่สามารถแต่งงานกับคนที่รักได้ต่างหาก ดังจะเห็นได้จากความรู้สึกของผู้หญิงที่จืดจางลงในทันที หลังจากที่ได้แต่งงานอย่างน่ายินดีกับฝ่ายชายที่แยกทางกับภรรยาเก่า จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็จะไปหลงรักผู้ชายที่มีคนรักอยู่แล้วอีกครั้ง เป็นต้น ซึ่งเคยมีผู้หญิงแบบนี้มาขอคำปรึกษาจากอาตมาด้วยเช่นเดียวกัน

การเลือกงานก็เช่นเดียวกัน ทั้งที่ในโลกนี้มีงานอยู่หลากหลาย แต่เรากลับไปเลือกงานที่ไม่เหมาะกับตนเอง แล้วเฝ้าคิดว่า “อยากทำงานนั้น ถ้าไม่ได้ทำ เราคงจะไม่มีทางมีความสุขแน่”

เช่นเดียวกับคนที่รู้ว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ด้านการออกแบบ แต่ยังคงยึดติดอยู่กับสิ่งนั้นตลอดเวลา หรือในทางตรงกันข้าม ก็มีคนที่กำลังทำงานด้านการออกแบบที่กำลังไปได้สวยอยู่แท้ แต่จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาว่า จะกลับไปชนบทเพื่อไปทำเกษตรกรรม ซึ่งเป็นงานที่ตัวเองอยากทำจริงๆ หรือไม่ก็เป็นคนที่เกลียดการคำนวณคณิตศาสตร์ หรือไม่ชอบตัวเลขมาตั้งแต่สมัยเรียน แต่พอได้อ่านหนังสือ จู่ๆ ก็นึกอยากเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี แล้วก็ลาออกจากงานที่กำลังไปได้ดี…

คนในปัจจุบันกังวลว่าคนอื่นจะมองตนเช่นไรมากไปหรืออย่างไร จึงได้เอาแต่บ่นไม่พอใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ อยากจะทำแต่อย่างอื่น หรือต้องการสถานที่สักแห่ง ซึ่งเหมือนอยู่ในโลกแห่งความฝันที่ไม่มีอยู่ตรงนั้น อยู่ในปัจจุบัน

เหตุผลหลักก็คือ การที่ความฝันยังคงเป็นความฝัน และยังไม่เป็นจริงนั่นเอง และเนื่องจากมันยังไม่เป็นจริง จึงทำให้เกิดความทุกข์จำนวนมาก ซึ่งเหมือนกับการช็อกไฟฟ้ากระตุ้นไปยังสมอง

ความฝันนั้นแตกต่างกับเป้าหมาย สิ่งที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ไม่เรียกว่าความฝัน แต่เรียกว่าเป้าหมาย

สาเหตุที่คนในปัจจุบันมักจะฝัน เพราะเสพติดสิ่งเร้าและชอบความทุกข์ทรมาน จึงตกหลุมพรางของการเป็นทุกข์ที่เกิดจากการเฝ้าหวังถึงสิ่งที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ อาจเป็นเพราะได้เคยใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยถึงในระดับหนึ่งมาแล้ว เคยได้สิ่งของมาแล้วมากมายหลากหลาย จึงทำให้รู้สึกว่าจะมีความสุขได้ ก็ต่อเมื่อขวนขวายเอาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาเท่านั้น

แน่นอนว่า ความสุขเช่นนั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เป็นเพียง “ความยินดีพอใจ” เท่านั้น ทั้งยังเป็นความยินดีพอใจที่เป็นเพียงภาพลวงตาอีกด้วย

จากมุมมองของอาตมา อาตมาเห็นว่า คนเรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ไม่ทำให้ตนเองมีความสุข ทั้งที่ลึกๆ ในใจรู้อยู่แล้ว แต่ก็ยังคงเลือกที่จะไม่มีความสุขอยู่นั่นเอง

ที่มาจากบทความ “สาเหตุที่ทำให้ยิ่งอยากได้ของที่ไม่มีทางได้มา” ในหนังสือ “สุขกับชีวิตไม่ติดกับเงิน”เขียนโดย พระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ

หากคุณต้องการมีความสุขและเป็นอิสระจากการมีเงิน การมีสิ่งของ และการใช้เงิน สามารถอ่านบทความดีๆ ที่เป็นคูมือสู่ความสุขอย่างพอเพียงได้ใน หนังสือ “สุขกับชีวิตไม่ติดกับเงิน” เขียนโดย พระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ (ผู้เขียน ฝึกให้ไม่คิด) แปลโดย อนงค์ เงินหมื่น สำนักพิมพ์ Amarin Dhamma สามารถสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ได้ที่ www.naiin.com/product/detail/210767/

บทความน่าสนใจ

ยิ้มนี้ ดียังไง มาเติมพลังและความสุขด้วยรอยยิ้มกัน

ใครจะทำอะไรก็ช่างเขา อย่าคิดมากกับเสียงวิจารณ์ของคนอื่น

7 หยุดความคิดลบ สั่งสมอง เปลี่ยนนิสัย

keyboard_arrow_up