เจมี่ โอลิเวอร์ เชฟผู้ปฏิวัติวงการอาหาร

เจมี่ โอลิเวอร์
เจมี่ โอลิเวอร์

เจมี่ โอลิเวอร์ เชฟผู้ปฏิวัติวงการอาหาร

“ลูกหลานของคุณจะมีอายุขัยน้อยกว่าคุณ 10 ปี เนื่องมาจากอาหารที่คุณสร้างขึ้นรอบๆ ตัวพวกเขา” คือคำพูดของ เจมี่ โอลิเวอร์ (Jamie Oliver) เชฟชื่อดังระดับโลก

เจมี่ออกตัวว่าเขาไม่ใช่หมอ เขาเป็นเชฟ แต่เป็นเชฟที่มีประสบการณ์มากพอที่จะพูดเกี่ยวกับปัญหาการกินของเด็กๆ เมื่อปี ค.ศ.2009 เจมี่เลือกเมืองฮันทิงตัน รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย เพื่อถ่ายทำรายการ Huntington’s Kitchen ของเขาด้วยเหตุผลที่ว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่ชาวเมืองมีสุขภาพโดยเฉลี่ยต่ำที่สุดและมีคนอ้วนมากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา

เจมี่ได้เข้าไปทำงานร่วมกับพ่อครัวและแม่ครัวในโรงเรียนประถมทั่วเมือง เพื่อปรับปรุงอาหารในโรงเรียนให้มีคุณภาพดีขึ้นอีก ทั้งยังช่วยจุดประกายให้คุณครูและผู้ปกครองหันมาสอนให้เด็กๆ รู้จักอาหารและรู้จักวิธีทำอาหาร

จากการเข้าไปพูดคุยในโรงเรียนประถมหลายแห่งเจมี่พบว่าเด็กๆ ชาวอเมริกันและยุโรปแทบไม่รู้จักอาหารที่ตัวเองกิน เมื่อหยิบมะเขือเทศขึ้นมาแล้วถามว่าที่คืออะไร เด็กๆ งงและตอบไม่ได้

“ถ้าเด็กไม่รู้จักอาหาร พวกเขาจะไม่มีวันกินมันเป็นอันขาด…เพราะฉะนั้นเราต้องสอนให้เด็กๆ รู้จักอาหารตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน”

เบื้องหลังการถ่ายทำ เจมี่จัดการตามหาผู้ผลิตในท้องถิ่นที่สามารถป้อนวัตถุดิบสดใหม่ รวมทั้งตั้งศูนย์การสอนทำอาหารเพื่อให้คนในชุมชนเข้ามาเรียนรู้วิธีทำอาหาร เพราะวัฒนธรรมการทำอาหารเพื่อรับประทานกันในครอบครัวได้หายสาบสูญไปจากสังคมมานานกว่า 30 ปีแล้ว

“สำหรับผม การทำอาหารเป็นเรื่องที่โรแมนติก คิดดูสิว่า ถ้าคนหนึ่งสอนคนอีกสามคนให้ทำกับข้าวเป็นสักหนึ่งอย่าง ช่วยกันนำสิ่งดีๆ ที่หายไปกลับคืนมา แล้วสามคนนี้ก็ไปสอนเพื่อนคนอื่นๆ อีกสามคน ทำอย่างนี้ไปอีก 25 ครั้ง ชาวอเมริกันก็จะหันมาทำอาหารรับประทานเองทั้งประเทศ นี่เป็นความคิดที่มีเสน่ห์จริงๆ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ มันทำให้เราตระหนักว่าความพยายามของคนหนึ่งคนสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้จริงๆ”

สิ่งที่เจมี่พูดนั้นสื่อให้เห็นว่าเขาพูดในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของโลกและแสดงให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ หรือปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่กำลังคุกคามโลกของเรา ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ และเราทุกคนควรหันมาช่วยกันเริ่มตั้งแต่ตอนนี้

เจมี่ โอลิเวอร์ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการบันเทิง ชื่อจริงๆ ของเขาคือเจมส์ เทรเวอร์ โอลิเวอร์ (James Trevor Oliver) เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ.1975 ที่เมืองเอสเส็กซ์ ประเทศอังกฤษ พ่อแม่ของเจมี่เป็นเจ้าของผับแห่งหนึ่ง ทำให้เจมี่ได้ฝึกเข้าครัวตั้งแต่เด็ก เจมี่อ่านหนังสือออกช้ามาก เพราะมีอาการภาวะการเรียนรู้บกพร่อง เขาเรียนหนังสือในโรงเรียนปกติจนถึงอายุ 16 ปี จากนั้นเปลี่ยนไปเรียนที่ Westminster Catering College เพื่อเป็นเชฟ ซึ่งไม่ใช่เพียงต้องการทำอาหารให้อร่อยเท่านั้น แต่ต้องออกแบบเมนูและรู้จักวิธีควบคุมต้นทุนการทำอาหารทั้งหมดด้วย

เจมี่เริ่มงานครั้งแรกเป็นเพสทรีเชฟ (เชฟของหวาน) ที่ภัตตาคาร Antonio Carluccio’s Neal’s Yard และได้เรียนวิชาทำอาหารอิตาเลียนเพิ่มเติมจากที่นี่ หลังจากนั้นจึงย้ายไปเป็นซูเชฟ (รองหัวหน้าเชฟ) ที่ River Café ภัตตาคารเก่าแก่ริมแม่น้ำเทมส์ในเมืองฟูแลม

หลังจากเจ้าหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์ BBC เห็นเจมี่เมื่อตอนไปถ่ายทำรายการที่ริเวอร์คาเฟ่ในปี ค.ศ.1999 เจมี่ก็ได้รับการทาบทามให้เป็นผู้ดำเนินรายการ The Naked Chef ซึ่งกลายเป็นรายการอาหารที่โด่งดังมากและช่วยให้เขาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว เจมี่เขียนหนังสือเกี่ยวกับอาหารหลายเล่มทุกเล่มติดอันดับขายดี ส่วนเว็บไซต์ของเขาก็มีเมนูที่น่าสนใจมากมาย สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้ที่ www.jamieoliver.com

อย่างไรก็ตาม เจมี่ไม่ได้เป็นแค่เชฟที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่เขายังพยายามตอบแทนสังคมด้วย เช่น ในปี ค.ศ.2002 เขาได้ก่อตั้ง Fifteen Foundation โดยใช้เงินจากการจำนองบ้านของตัวเอง มูลนิธิแห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือเยาวชนที่อยากเป็นเชฟ แต่ไม่มีโอกาส

นักเรียนกลุ่มแรกของเจมี่เป็นเยาวชน 15 คนที่มีภูมิหลังไม่ดีนัก เช่น มีคดีความติดตัว เคยผ่านชีวิตในห้องขัง หรือมีประวัติการใช้ยาเสพติด เจมี่เปิดภัตตาคาร Fifteen เพื่อเป็นสถานที่ฝึกสอนหนุ่มสาวเหล่านี้ให้รู้จักวิธีการทำอาหารและวิธีดำเนินกิจการร้านอาหาร ความสำเร็จของโครงการทำให้ Fifteen เปิดขึ้นอีกหลายสาขาทั่วโลก

ในปี ค.ศ.2005 เจมีได้เริ่มโครงการ Feed me Better เพื่อกระตุ้นให้โรงเรียนประถมทั่วสหราชอาณาจักรสอนวิธีกินที่ดีต่อสุขภาพและลดการกินอาหารขยะ โครงการนี้สามารถส่งผลในระดับประเทศ รัฐบาลอังกฤษออกปฏิญญาในการดูแลเรื่องสารอาหารที่ประชาชนควรได้รับเป็นครั้งแรก

อันที่จริงอาหารของเจมี่ไม่ใช่อาหารเลิศหรูที่ทำจากวัตถุดิบราคาแพงหรือมีขั้นตอนยุ่งยาก แต่อาหารของเขาพิเศษด้วยการใช้วัตถุดิบสดใหม่ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นและหมุนเวียนไปตามฤดูกาล เขาใช้เครื่องปรุงรสเท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่จะเป็นการดึงรสชาติด้วยน้ำมันมะกอก เกลือ หรือพริกไทยเพียงเล็กน้อย

แต่สิ่งสำคัญที่เจมี่ไม่เคยลืมเหยาะลงไปในอาหารทุกจากคือความใส่ใจ

 

ข้อมูลจาก

หนังสือคิดแบบคนธรรมดาไปทำไม คิดแบบคนที่สำเร็จง่ายกว่า สำนักพิมพ์อมรินทร์

ภาพจาก

is-a-cunt


บทความที่น่าสนใจ

ทาดาชิ ยานาอิ ผู้สร้างตำนาน “ ยูนิโคล่ ” เสื้อผ้าสำหรับทุกคน

สก็อต นีสัน เศรษฐีผู้หันหน้าเข้าหากองขยะ

keyboard_arrow_up