3 คำสาป ขัดขวางเส้นทางความรัก แก้ไขได้แล้วจะ ไม่อกหักทั้งชีวิต

3 คำสาป ขัดขวางเส้นทางความรัก แก้ไขได้แล้วจะ ไม่อกหักทั้งชีวิต

พระริวโนะสุเกะ โคอิเกะ แนะนำว่า มีคำสาปอยู่ 3 ประการ ที่ ขัดขวางเส้นทางความรัก ถ้าหากแก้ไขได้แล้ว คุณจะไม่อกหักทั้งชีวิต

1. คำสาปเรื่องโลภะ

ในทางพุทธศาสนา โลภะ คือ พลังงานทางจิตที่รู้สึกพอใจต่อสิ่งเร้าที่เข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้งหก ได้แก่ ตา หู จมูก ปาก กาย และความคิด และพยายามจะดึงเข้ามาเพราะต้องการสิ่งนั้นอีก

เช่น การที่หัวใจพองโตเมื่อมีคนบอกว่า “ชุดนั้นน่ารักจัง” เป็นเพราะเสียงของอีกฝ่ายซึ่งเป็นคลื่นเสียงนั้นมากระทบกับประสาทสัมผัสที่เรียกว่า การได้ยิน เข้า แล้วคำสาปที่เป็นโลภะก็เริ่มทำงานและเกิดปฏิกิริยาขึ้นว่า “อ๊ะ ช่างเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้รู้สึกดีจริงๆ เอาอีกๆ เพิ่มสิ่งเร้าด้วยการชมฉันอีกสิ” นั่นเอง

ในเวลานั้นคงจะสงสัยว่าการถูกความโลภควบคุมมีอะไรไม่ดีหรือ

หากเราได้ลองตอบสนองต่อ “การได้รับคำชม” ด้วยความโลภสักครั้งหนึ่งแล้ว การวางเงื่อนไขก็จะจารึกลงไปในจิตใต้สำนึกว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ “อยากให้ชม อ๊ะ ไม่ใช่สิ ต้องชมนะ” กล่าวคือเป็นการหว่านเมล็ดให้เรา “รู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อไม่ได้รับคำชม”

โลภะ คือ การวางเงื่อนไขของใจที่ทำให้เราต้องการสิ่งเร้าที่ถูกป้อนเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่ได้รับ จะเกิดความทุกข์อย่างแสนสาหัส

 

2.คำสาปเรื่องโทสะ

เมื่อสักครู่ ได้กล่าวไปแล้วว่า “โลภะ” เป็นพลังงานที่ดึงข้อมูลซึ่งถูกป้อนเข้ามาให้เกิดขึ้นซ้ำๆในทางตรงกันข้าม พลังงานที่คอยปฏิเสธ ผลักไส ทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากเห็นหรือไม่อยากรับฟังข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามานั้น ชื่อว่า “โทสะ

ตัวอย่างเช่น เราคงไม่รู้สึกดีใจ หากเห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าเบื่อหน่าย และเมื่อนำมาวิเคราะห์ตามหลักพุทธศาสนาแล้ว มันคือการรับภาพที่อีกฝ่ายไม่ได้หันมาทางเรา ไม่แสดงสีหน้าความรู้สึกใดๆ ผ่านเข้ามาทางตา แล้วนำมาตัดต่อข้อมูลภายในสมองว่า “เป็นข้อมูลที่ไม่ชอบ”

กล่าวคือ โทสะ ไม่ใช่เฉพาะสภาพที่เป็นความโกรธปุดๆ เท่านั้น แต่รวมถึงพลังงานที่ผลักไสข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งของหัวใจเรา แม้เพียงเล็กน้อยก็ตามเมื่อเราถูก “โทสะ” เล่นงาน เราจะนึกอยากตำหนิอีกฝ่ายขึ้นมาว่า “นี่ ทำไมดูเบื่อขนาดนั้น” ทว่า นั่นเป็นเพียงการวางเงื่อนไขของใจที่เกิดขึ้นมาควบคุมให้รู้สึกอยากผลักไส ปฏิเสธภาพ “สีหน้าเบื่อหน่าย” ที่อยู่ตรงหน้าออกไปเท่านั้น

 

ลักษณะเด่นของ “โทสะ” คือ นอกจากใจจะเกิดความเครียดอย่างรุนแรงขึ้นมาในทันทีที่คิดว่า “อยากปฏิเสธ” แล้ว ภายในร่างกายยังหลั่งสารพิษที่ทำให้รู้สึกไม่สบายออกมาด้วย

ต่อไปมาดูกันว่า พลังงานกิเลสที่เป็น “โทสะ” นี้จะปรากฏออกมาในรูปแบบใดบ้าง

อันที่จริงการผลักไสสภาพที่ไม่เป็นไปตามที่ใจคิด เช่น “ความเหงา” “ความอิจฉา” “ความเสียใจในภายหลัง” ล้วนเกิดจากวัตถุดิบที่ผลิตพลังงานประเภทเดียวกันออกมา นั่นคือพลังงานโทสะ ยิ่งมีพลังงานโทสะมากเท่าใด เรายิ่งตกลงไปในความรู้สึกแง่ลบได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น

 

3.คำสาปเรื่องโมหะ

 ในบรรดากิเลสที่เป็นรากเหง้าทั้ง 3 นั้น กิเลสที่แข็งแกร่งที่สุดคือความหลง หรือที่เรียกว่า โมหะ

กิเลสที่รู้สึกดีกับข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และพยายามดึงข้อมูลนั้นเข้ามาคือ “โลภะ” กิเลสที่รู้สึกไม่ดีกับข้อมูลนั้นและพยายามผลักไสออกไปคือ “โทสะ” แต่หากเป็นสภาพใจลอย ไม่สนใจต่อสิ่งเร้าทั้งที่ทำให้รู้สึกดี และที่ทำให้รู้สึกไม่ดีนั้นคือ “กิเลสที่เป็นโมหะ”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร แต่หากเป็นช่วงที่ยังใหม่อยู่ เราจะมีความสนใจเป็นพิเศษ แต่หากเคยชินขึ้นมา เช่น ทิวทัศน์ที่เห็นทุกวัน หน้าของคนที่เจอทุกวัน ความสนใจก็ค่อยๆ จางไป เป็นพลังงานซึ่งเกิดขึ้นในใจที่พยายามเมินเฉยสิ่งเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ

เนื่องจากโดยปกติแล้ว ใจเราจะต้องการสิ่งเร้าที่มีพลังรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นแง่บวกหรือแง่ลบก็ตาม จึงชอบแล่นไปตามโลภะหรือโทสะ ดังนั้นเมื่อไม่มีสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดโลภะหรือโทสะมาอยู่ตรงหน้า เราก็จะเมินเฉยต่อความจริงที่อยู่ตรงหน้า แล้วหนีเข้าไปอยู่ในความคิดภายในสมอง ที่เรียกว่า ความทรงจำ เมื่อเราไม่รู้สึกสนใจเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังพูด รู้สึกว่าไม่มีสิ่งเร้า เราก็จะคิดล่องลอยไปถึงเรื่องในอดีตหรืออนาคตที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย

ข้อมูลจากหนังสือ ไม่อกหักทั้งชีวิต โดยพระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ

บทความน่าสนใจ

คุณลักษณะ 4 อย่างของ รักแท้

ลักษณะคู่แท้ตามหลักพุทธศาสนา เช็กดูว่า คู่ของคุณสม กันหรือไม่?

keyboard_arrow_up