เพราะครอบครัวเข้าใจ ถึงเป็นผู้ป่วยมะเร็งก็ยังใช้ชีวิตได้ในแบบที่ต้องการ

เพราะครอบครัวเข้าใจ ถึงเป็นผู้ป่วยมะเร็งก็ยังใช้ชีวิตได้ในแบบที่ต้องการ

มะเร็ง คือโรคที่ไม่มีใครอยากได้ยินว่าตัวเองเป็น แต่หลายๆ คนก็เลือกปฏิเสธมันไม่ได้ เมื่อชีวิตต้องถึงคราวเผชิญกับมันซึ่งๆ หน้าหลังจากได้รับผลตรวจ ซึ่งนอกจากความรู้สึกตกใจ หวาดกลัว วิตกกังวล ที่เป็นความรู้สึกแรกๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยซึ่งทำให้ตัวเองต้องท้อใจแล้ว ความรู้สึกต่อๆ มากับชีวิตภายใต้สภาวะอาการของโรคนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนรอบๆ ตัวผู้ป่วยควรจะให้ความใส่ใจ เพราะผู้ป่วยมักคิดเสมอว่าตนเองจะไม่สามารถมีชีวิตปกติได้เหมือนเดิม หรือแม้กระทั่งคิดว่าตัวเองจะไม่สามารถกลับมาหายได้ จนหมดกำลังใจ หรือยิ่งทรุดหนักไปเลยก็มี ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว อาการป่วยในทุกกรณีมีขั้นตอนการบรรเทาและรักษาซึ่งล้วนมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติได้ แม้บางกรณีอาจจะยากแต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส สิ่งที่สำคัญที่สุดจึงคือกำลังใจจากคนรอบข้างและกำลังใจภายในตนเอง เพื่อให้ลุกขึ้นสู้และดำเนินชีวิตให้เหมาะสมในช่วงเวลาที่ต้องต่อสู้กับสิ่งร้ายๆ เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด

เพราะครอบครัวเข้าใจ ถึงเป็นผู้ป่วยมะเร็งก็ยังใช้ชีวิตได้ในแบบที่ต้องการ

กำลังใจที่มีค่ามากที่สุดสำหรับคนป่วย คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากกำลังใจที่อยู่ใกล้ๆ ตัว หรือกำลังใจจากคนในครอบครัวที่รัก ซึ่งควรจะมอบกำลังใจให้คนป่วยด้วยการเริ่มต้นจากพื้นฐานความเข้าใจในอาการป่วยของเขาเป็นลำดับแรก ซึ่งปัจจุบันเราสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการของโรคนี้ได้จากหลายๆ แหล่ง และเมื่อเริ่มเข้าใจอาการป่วย รวมถึงขั้นตอนการรักษาเบื้องต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ความเข้าใจในความรู้สึกของคนที่ป่วย เพราะเขาต้องเผชิญความรู้สึกทางใจที่หนักหน่วง การจะให้กำลังใจเพื่อต่อสู้กับโรค จึงต้องอาศัยความละเอียดอ่อนทางความรู้สึก เช่น หลายครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่ได้ต้องการฟังคำพูด หรือคำปลอบใจใดๆ เลยก็ได้ ในบางสภาวะเขาอาจต้องการแค่คนรับฟัง หรือต้องการแค่คนที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ต้องสู้อย่างเดียวดายลำพัง แค่นั่งอยู่ข้างๆ หรือไปเป็นเพื่อนเพื่อพบแพทย์ ก็จะช่วยให้เขารู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง หรือผู้ป่วยบางคนอาจจะต้องการการสัมผัสที่ช่วยทำให้รู้สึกอบอุ่นได้มากกว่าคำพูด กรณีนี้การเข้าไปกอดผู้ป่วย หรือกุมมือกัน ก็เป็นสิ่งที่สื่อได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด แต่ใช่ว่าคำพูดให้กำลังใจจะไม่สำคัญ เพียงแต่เราต้องสังเกตอารมณ์ของผู้ป่วยก่อนที่จะพูดให้กำลังใจ

ทั้งนี้ การให้กำลังใจผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งนั้นควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างนาน และอาจมีผลข้างเคียงในการรักษาอยู่บ้าง ดังเช่นกรณีตัวอย่างของผู้ป่วยที่ต้องให้เคมีบำบัดรายหนึ่ง แพทย์แนะนำให้เขาทานอาหารที่มีโปรตีนรวมทั้งผักผลไม้ได้ตามปกติเลย ในปริมาณที่เพียงพอในระหว่างการรักษาซึ่งจะช่วยให้เขาฟื้นตัวได้เร็ว คนรอบๆ ตัวจึงพยายามคะยั้นคะยอให้เขาทานอาหารให้มากๆ เพื่อจะได้แข็งแรงไวๆ แต่ผู้ป่วยเองกลับทานได้ไม่เยอะ บางทีจะรู้สึกเบื่ออาหาร กินไม่ลง กินอะไรก็ไม่อร่อย ญาติๆ ก็พยายามเพียรถามว่า อาหารหวานไป หรือเค็มไป? เพื่อจะปรับรสชาติให้ทานได้มากขึ้น ในความเป็นจริงแล้วผู้ป่วยเองก็อยากทาน แต่ที่เขาทานไปเพียงเล็กน้อย เกิดจากเมื่อเขารับเคมีบำบัดอาจทำให้ลิ้นรับรสเพี้ยน หรือบางทีก็ไม่รู้รสเลย ดังนั้นเขาจึงเลือกวิธิการทำอาหารให้หลากหลาย แต่ในปริมาณน้อย และทานบ่อยขึ้น จึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดและช่วยให้เขาทานได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งการจะทราบถึงสิ่งเหล่านี้ได้จริงๆ ก็ต้องอาศัยการคุยกันของผู้ดูแลและตัวผู้ป่วยเองเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกัน นี่จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจในการดูแลสามารถช่วยผู้ป่วยให้รู้สึกดีขึ้นและมีชีวิตอย่างที่ต้องการ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งในการให้กำลังใจที่เข้าใจกับตัวผู้ป่วยนั่นเอง

และไม่ว่าผู้ป่วยจะป่วยด้วยโรคมะเร็ง หรือป่วยด้วยโรคอื่นๆ ทุกกรณีต่างก็ต้องการกำลังใจที่เข้าใจและการดูแลอย่างใส่ใจทั้งสิ้น คนรอบตัวจึงควรสังเกตและสื่อสารกับผู้ป่วยเป็นกรณีๆ ไปด้วยว่าสิ่งใดที่จะเหมาะสมกับชีวิตของพวกเขาในแต่ละช่วง โดยเราทุกคนก็สามารถเข้าไปเรียนรู้ ทำความเข้าใจ รวมทั้งแบ่งปันกำลังใจให้กับผู้ป่วย หรือผู้ที่รู้สึกท้อแท้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ที่ http://bit.ly/2WyYQyc
กับโครงการ #กำลังใจที่เข้าใจ ของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่ทำให้เห็นว่า #กำลังใจที่เข้าใจ ของเรามีความหมายและสามารถเป็นแรงใจให้กับผู้อื่นได้อีกมากมาย

Summary
เพราะครอบครัวเข้าใจ ถึงเป็นผู้ป่วยมะเร็งก็ยังใช้ชีวิตได้ในแบบที่ต้องการ
Article Name
เพราะครอบครัวเข้าใจ ถึงเป็นผู้ป่วยมะเร็งก็ยังใช้ชีวิตได้ในแบบที่ต้องการ
Author
Publisher Name
Goodlifeupdate
keyboard_arrow_up