8 วิธีแก้สมองตื้อ คิดไม่ออกอย่านั่งแช่ จะแย่กว่าเดิม!

วิธีแก้สมองตื้อ

เวลางานไปไม่ถึงไหน หัวตื้อ คิดอะไรไม่ออก เวลาที่อยากจะหยิบงานออกมาฉีก อยากจะทุบคอมพิวเตอร์ทิ้งไป เวลาแบบนี้คนส่วนใหญ่มักจะนั่งกุมหัว ก้มหน้าก้มตา คิดแต่วิธีหาทางออก แต่สุดท้ายกลับคิดอะไรไม่ออกอยู่ดี เพราะสมองตื้อไปหมดแล้ว

อันที่จริงแล้วเวลาแบบนี้คุณควรจะลุกออกมาจากตรงนั้น หากยังทู่ซี้นั่งต่อไป นั่งมึน นั่งแช่อยู่กับโต๊ะต่อ งานก็ไม่เสร็จ แถมยังรู้สึกอ่อนล้าอ่อนเพลีย เพราะสภาพร่างกายเตือนว่า ฉันกำลังสมองล้า ไปต่อไม่ไหวแล้ว พักก่อนดีกว่า

 สมองล้า คิดไม่ออก หัวไม่แล่น
สมองล้า คิดไม่ออก หัวไม่แล่น อย่านั่งเฉยๆ

แต่พอจะพักก็ไม่กล้าพัก ยังกังวลกับงาน พักได้ครึ่งๆ กลางๆ สุดท้ายงานก็ไม่เดิน ร่างกายก็ย่ำแย่ ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อเกิดอาการสมองล้าคือ การทำใจกล้าปล่อยวางความเครียด แล้วลอง 8 วิธีแก้สมองตื้อต่อไปนี้ รับรองว่าเยียวยาสมองอ่อนล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยล่ะ

8 วิธีแก้สมองตื้อ

นวด

หากประสาทซิมพาเทติกตื่นตัวจะแข็งไปทั้งร่าง หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ตัวเย็น เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ส่งออกซิเจนกับสารอาหารสู่เนื้อเยื่อไม่ราบรื่น สิ่งสกปรกไม่ถูกส่งสู่ตับ เกิดความอ่อนล้าสะสม โดยเฉพาะคนทำงานใช้สมองที่ต้องนั่งอยู่กับโต๊ะนานๆ  หลัง คอ ไหล่ จะถูกกดทับ ใช้งานหนัก จนแข็งขึ้น เกิดเป็นอาการคัดตึง เวียนหัว ปวดหัวจากความเครียด

ดังนั้น ควรคลายด้วยการนวด เพราะการกดนวดเบาๆ จะช่วยคลายกล้ามเนื้อแข็งตึง แม้จะรู้สึกเจ็บนิดหน่อย แต่ปลอดโปร่ง ช่วยผ่อนคลายให้เลือดลม น้ำเหลืองไหลเวียนได้สะดวก

การนวดคือวิธีบำบัดที่กระตุ้นประสาทสัมผัสได้ดี ควรนวดในห้องเงียบสงบ บนเตียงสบาย ปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะ ใช้กลิ่นอโรมา ไม่ต้องคิดอะไร ให้ใจเป็นอิสระจากความคิด แค่นี้ก็จะช่วยให้สมองโล่ง พร้อมลุยงานต่อแล้ว

 

ทำสมาธิ

ทำสมาธิเพื่อผ่อนคลายสมองไม่ต้องทำนานก็ได้ โดยเริ่มจากนั่งบนพื้นหรือเก้าอี้ในท่าที่สบาย ไม่เกร็งเอว หลับตาครึ่งเดียว พยายามหายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ ส่งไปยังท้องน้อย อ้าปากเล็กน้อย เริ่มที่หายใจออกก่อน ค่อยๆ ผ่อนลมออกจนท้องน้อยแฟบ เมื่อผ่อนลมหมด สูดหายใจเข้าทางจมูก ตั้งสมาธิไปยังลมหายใจ คุณจะรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลาย เทียบกันแล้วลมหายใจเข้าจะยาวกว่าลมหายใจออก แต่ไม่ต้องไปซีเรียส  เอาที่สบายใจตัวเองก็พอ

สำหรับมือใหม่ อาจหายใจลงท้องน้อยไม่เปน แต่เมื่อทำไปสักพักจะคุ้นเองและเก่งไปเอง เป็นโชคดีของคนเราที่ใช้ลมหายใจเข้าออกช่วยคลายประสาทซิมพาเทติก ความตึงเครียดและความกังวลได้ การหายใจลงท้องน้อยยังช่วยบริหารกะบังลมและช่องท้องขยับขึ้นลง เกิดการทำงานของอวัยวะภายในเป็นอย่างดี

บางคนคิดฟุ้งซ่านจนนั่งสมาธิไม่เป็น  เพราะคนเราหยุดคิดไม่ได้ ความคิดเราผุดขึ้นเป็นร้อยเป็นพันเป็นเรื่องธรรมดา ปล่อยให้มันผุดขึ้นมาอย่างนั้นแหละ ปล่อยให้ไหลไป เช่นเรายืนอยู่ริมแม่น้ำแล้วเห็นน้ำไหลผ่าน ไม่ต้องพยายามหยุดคิด ไม่พยายามคิดเรื่องใดเป็นพิเศษ ปล่อยให้ความคิดเกิดขึ้นโดยนิ่งเฉยกับมัน เราจะเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นเหมือนเรื่องของคนอื่น ไกลตัวไกลใจ ไม่ดีไม่ร้าย ไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เหมือนเป็นเรื่องคนอื่น เราจะไม่คิดถึงอดีต ไม่คิดถึงอนาคต มีเพียงสมาธิที่เพ่งอยู่กับปัจจุบัน นี่คือ จุดยืนของการทำสมาธิ ต้องเพ่งเล็งอยู่กับปัจจุบัน ขณะนี้ ตรงนี้ เมื่อเข้าใจความหมายของคำว่าอิสระจากความคิด ใจคุณก็จะสงบ ผลลัพธ์ดีๆ ก็จะเกิดขึ้น

 

เดินเล่น ช่วยแก้อาการสมองล้าได้

เดินเล่นเรื่อยเปื่อย

เวลาคิดไม่ออก คนส่วนใหญ่นั่งอยู่กับที่ แต่คนอีกส่วนจะลุกเดินไปเดินมาโดยไม่รู้ตัว เพราะการเดินเล่นเรื่อยเปื่อยจะช่วยให้เราคิดอะไรออกได้ เดินในสวนก็ได้ เดินในซอยที่คนไม่พลุกพล่านก็ได้  เมื่อไรที่รู้สึกว่าความคิดในหัวยุ่งเหยิง  ลองเดินเล่นเรื่อยเปื่อย เดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยหรือไม่คิดอะไรเลยก็ได้ เหม่อมองชมวิวทิวทัศน์ รอบตัวกับผู้คนผ่านไปมา ไม่จำเป็นต้องกำหนดจุดหมายปลายทาง แค่เดินไปเรื่อยๆ ตามอารมณ์ก็พอ

เมื่อทำแล้ว สมองจะค่อยๆ เย็นลง หากนั่งอยู่เฉยๆ ในหัวเราก็จะยิ่งเต็มไปด้วยความคิดด้านลบ เพราะสมองที่ร้อนจะส่งผลให้การเชื่อมโยงของสมองผิดปกติ จนถ่ายทอดข้อมูลไม่สมบูรณ์ ความสามารถในการส่งต่อข่าวสารและพลังสมาธิจะต่ำลง เวลาแบบนี้การเดินเล่นเรื่อยเปื่อยจึงดีที่สุด เพราะเมื่อสมองเราเกิดความสั่นไหวเบาๆ หัวจะปลอดโปร่งและปรับสมดุลดีขึ้น

อย่าเดินจนเหนื่อย หากเดินเยอะจนหงุดหงิด ฮอร์โมนอะดรีนาลีนแห่งความตื่นเต้นจะหลั่งออกมา กลายเป็นว่าเราไม่ได้พักผ่อนเลย

 

ยืดเส้นยืดสาย

เวลานั่งทำงาน หัวของเราจะโน้มมาทางด้านหน้า ซึ่งหัวของเรามีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ยิ่งเราโน้มมาข้างหน้าเท่าไ กล้ามเนื้อต้นคอก็ต้องแบกรับ ต้องเกร็งรับน้ำหนักอย่างมาก โดยเฉพาะกล้ามเนื้อตรงท้ายทอย ค้นคอ ไหล่ หลังช่วงบน

โดยในทางกายภาพ หากน้ำหนักของส่วนหัวมีมาก ความกดดันสู่สมองยิ่งเยอะ ทำให้เราบิดขี้เกียจหรือหาวออกมาเอง เป็นปฏิกิริยาทางร่างกายที่เป็นหลักฐานว่า กล้ามเนื้อกำลังตึงมากนะ

กล้ามเนื้อส่วนนี้ของคนเหล่ามนุษย์เงินเดือนจึงตึงมากๆ ยิ่งตอนจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ คอยิ่งยื่นยาวไปข้างหน้า โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเล่นมือถือก้มลงจ้องแต่จอ

ดังนั้น เราต้องผ่อนคลายความแข็งตึงกล้ามเนื้อส่วนนี้เสียก่อน ถึงจะหายปวดล้าต้นคอ และสมองก็จะปลอดโปร่งขึ้น ให้ลองใช้วิธีเงยหน้า เอนหัวไปด้านหลังค้างไว้สักพัก จะรู้สึกหัวโล่งขึ้น ใช้มือนวดกล้ามเนื้อต้นคอบ้าง

การยืดเส้นยืดสายนั้น ถ้าทำร่วมกับกายหายใจเข้าออกถี่ๆ ยิ่งได้ผลดี ท่ายังคุดคู้ทำให้ปอดขยายได้ไม่เกินร้อยละ 60 จึงไม่มีออกซิเจนมาใช้งานเพียงพอ หรือจะเรียนโยคะแล้วนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถช่วยบำบัดสมองล้าได้เช่นกัน

 

แช่น้ำอุ่น

การแช่น้ำคือสุดยอดแห่งการผ่อนคลาย คลายความตื่นตัว ความตึงเครียดและอ่อนล้าของประสาทซิมพาเทติก อย่างไรก็ตามน้ำที่ร้อนเกินจะมีผลให้ยิ่งกระตุ้นประสาทซิมพาเทติก จึงควรใช้น้ำอุ่น อุณหภูมิสัก 40 องศาเซลเซียส และต้องแช่ไม่เกิน 10 นาที หากอยู่นานไปจะอ่อนแรงจนยากที่จะกลับไปทำงานต่อ

การแช่น้ำอุ่น 40 องศาเซลเซียสนาน 10 นาทีจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้นถึงได้ เมื่อเทียบกับตอนอุณหภูมิในร่างกายลดลง

ประสาทซิมพาเทติกที่ตื่นตัวมากไปส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างเห็นได้ชัด การแช่น้ำจึงสำคัญมาก ไม่เพียงเพื่อคลายเหนื่อย แต่ยังช่วยให้ประสาทซิมพาเทติกทำงานได้ดี เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่เคยอ่อนแอให้แข็งแรง ส่วนการอาบน้ำฝักบัวจะทำให้เราสดชื่น แต่ก็กระตุ้นประสาทซิมพาเทติมากกว่าประสาทพาราซิมพาเทติก เพราะแรงดันน้ำจากฝักบัวจะทำให้เราตื่นตัว

ในขณะที่แช่น้ำควรเปิดเพลงเบาๆ ใช้กลิ่นอโรมา แล้วพิงหัวกับขอบอ่าง นอนเหยียด แผ่ตัวให้เต็มที่ จนรู้สึกถึงความผ่อนคลาย

 

นอนกลางวัน

ไม่มียาคลายล้าใดๆ ออกฤทธิ์ได้ดีไปกว่าการงีบสัก 15 นาทีหลังมื้อเที่ยง ถ้าสถานที่สะดวกให้นอนลงกับพื้นจะดีที่สุด สำหรับใครที่นอนไม่หลับ แค่นอนเล่นสักพักก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนสมองที่ดีแล้ว

ไม่ว่าจะนอนเล่นเงียบๆ ตั้งสมาธิไปด้วย หรือจะนั่งฟุบกับโต๊ะก็ได้ เมื่อตื่นขึ้นจะรู้สึกสดชื่นเหมือนตื่นตอนเช้าอีกครั้ง มีพลังเต็มร้อย พร้อมลุยงานช่วงบ่าย การนอนกลางวันทำให้เราเหมือนได้เริ่มต้นวันใหม่อีกครั้ง จะทำให้เราทำงานได้ราบลื่นเหมือนตอนเช้าๆ เลย

นอกจากนี้การนอนกลางวันมีผลบำบัดโรคนอนไม่หลับ อาจต้องเว้นกรณีที่คนนอนไม่หลับเพราะนอนกลางวันมากไป แต่โดยรวมแล้ว คนนอนไม่หลับมักพะวงไปก่อนว่า ถ้าไม่ง่วง จะทำไงดี  จนนอนไม่หลับจริงๆ แบบนี้การฝึกนิสัยให้นอนกลางวันช่วยได้ พอถึงตอนกลางคืนแล้วไม่ง่วง ก็จะเกิดความอุ่นใจ เมื่อกลางวันนอนไปแล้ว ตอนนี้นอนไม่หลับก็ไม่แปลกหรอก ไว้นอนกลางวันพรุ่งนี้ชดเชยละกัน  พอคิดแบบนี้ใจก็สบาย สุดท้ายก็เคลิ้มหลับไปเอง

ถ้านอนนานไปก็จะเสียสมดุล ลองคิดถึงวันหยุดที่เราหมดไปกับการนอนกลางวันยาวๆ ร่างกายจะหนัก เพลีย ไร้พลัง ดังนั้น การนอนสั้นๆ แต่บ่อย คือการนอนที่ได้ผลดี การงีบหลับสั้นๆ จึงเป็นนิสัยที่ดีมากๆ ต่อการบำบัดอาการสมองล้า

 

ขนมหวานดีต่อสมอง แต่กินน้อยๆ นะ

แอบกินขนมบ้าง

เวลาใช้หัวมากๆ จะรู้สึกอยากกินของหวาน สมองของเราเป็นอวัยวะพิเศษที่ใช้แต่น้ำกลูโคลขั่วโมงละ 5 กรัม การขาดแคลนน้ำตาลจึงเกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้น การกินของว่างที่ชอบ เช่น ช็อกโกแลต เค้ก คุกกี้ ร่วมกับกาแฤ หรือชาระหว่างวันจะช่วยสร้างอารมณ์ดีๆ เป็นสิ่งที่สมองโปรดปราน

สิ่งที่เราชอบเปรียบเสมือนของขวัญและรางวัลชิ้นเล็กๆ ช่วยให้อารมณ์เย็นลงจากการงาน  แม้สุขภาพเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ แต่นาทีนี้นาทีที่สมองล้า เราควรมอบรางวัลให้สมองเสียก่อน สร้างอารมณ์ให้ดีขึ้น ให้รางวัลบ่อยๆ ครั้งละน้อยๆ ก็ดีนะ

 

ทำให้รางกายอบอุ่น

เมื่อเราใช้หัวนานๆ หัวจะร้อน อุณหภูมิในสมองจะสูงขึ้น ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลในระบบประสาทสมองดำเนินได้ไม่สมบูรณ์ ต้องให้มันเย็นลง หัวจะได้โล่งปลอดโปร่ง

คนที่ใช้สมองมาก ประสาทซิมพาเทติกจะตื่นตัว ส่งผลให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึง้ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น เมื่อเลือดไหลเวียนดี สารอาหารกับออกซิเจนจะถูกส่งไปยังเซลล์ได้สะดวก สิ่งที่ทำใ้ห้เหนื่อยล้าจะก็จะถูกกำจัด กายและใจจึงผ่อนคลาย

ร่างกายมนุษย์ที่แข็งแรงจะมีอุณภูมิภายในอยู่ที่ 36.5 – 37.1 องศาเซลเซียส แต่ 80% ของคนทำงานใช้สมองหนักๆ มักมึอุณหภูมิในตัวต่ำกว่านี้ คำแนะนำคือ อาจใส่เสื้อผ้าหนาหน่อย ปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม ดื่มน้ำขิงให้ร่างกายอุ่น  หรือระหว่างการทำงานอาจบริหารร่างกายไปด้วย เช่น สควอข กางแขนหุบแขน แกว่งแขน เดินยืดเส้นยืดสาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโต และยังช่วยให้รูปร่างดี คลายความอ่อนล้า ช่วยบำบัดอาการสมองล้าได้ดีด้วย

สิ่งกระตุ้นต่างๆ บุหรี่ กาเฟอีน ยาแก้ปวด  มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดสมองหดตัวหัวจึงรู้สึกเย็นลงจนรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยให้หัวเย็นลงชั่วคราว แต่หากปล่อยให้ร่างกายติดจนเป็นนิสัยจาดไม่ได้ในระยะยาวก็อาจส่งผลอันครายต่อสมองและร่างกายได้

 

ข้อมูลประกอบจากหนังสือ สมองหายล้า ชีวิตก็หายเหนื่อย

เขียนโดยแพทย์จิตเวช อีชีฮยอง

keyboard_arrow_up