โนโมโฟเบีย

อาการของ โนโมโฟเบีย : โรคติดมือถือ และวิธีแก้อาการเบื้องต้น

โนโมโฟเบีย
โนโมโฟเบีย

สมัยนี้เราทำอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น บนมือถือ  ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า ไปถึงก่อนเข้านอน มองไปตามที่ต่างๆ จะเห็นหลายคน จดๆ จ้องๆ อยู่แต่กับหน้าจอมือถือ ถ้าเเค่พอดี ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามากเกินไป อาการหมกหมุ่นกับมือถือ แบบนี้ จะเข้าข่าย โนโมโฟเบีย หรือ โรคติดมือถือ มาสังเกตตัวเองกันเถอะ ว่าเราเข้าข่ายหรือเปล่า

 

คุณเข้าข่าย โรคติดมือถือ หรือเปล่า?

 

คำว่า โนโมโฟเบีย (Nomophobia) หรือ โรคติดมือถือ มีชื่อเต็มคือ no moblie phone phobia แปลว่า โรคกลัวไม่มีโทรศัพท์มือถือ บัญญัติขึ้นโดย ยูกอฟ (YouGov) บริษัทวิจัยด้านการตลาดนานาชาติ ของสหราชอาณาจักร ถือเป็นโรคที่ถูกบัญญัติไว้ใน โรคจิตเวชชนิดหนึ่ง อยู่ในหัวข้อ ความวิตกกังวล

 

อาการของคนที่เข้าข่าย Nomophobia

 

1.) กังวลมาก ถ้าเเบตอรี่มือถือของตัวเองใกล้จะหมด ต้องรีบหาที่ชาร์ต หรือพาวเวอร์แบงค์ทันที ถ้าไม่เจอ จะกระวนกระวายมาก

2.) กังวลใจเมื่อไม่มี สมาร์ทโฟน อยู่ใกล้ตัว หรือถึงจะเก็บเอาไว้ในที่ปลอดภัย ก็ยังกังวว่ามันจะหายไปหรือเปล่า

3.) หากมีข้อความแจ้งเตือน จากแอปพลิเคชั่น ที่ใช้เป็นประจำ ไม่ว่าจะกำลังทำอะไร ต้องหยุดอ่านและตอบ บางคน เดินๆ อยู่ก็หยุดข้างทาง เพื่ออ่าน ในบางประเทศ เช่น เบลเยี่ยม มีการทำทางเดินพิเศษ สำหรับคนที่อ่านสมาร์ทโฟน แยกไว้ต่างหาก เพราะเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อน รำคาญให้คนอื่น

4.) เมื่อตื่นมาตอนเช้า จะเลือกหยิบ สมาร์ทโฟน ขึ้นมาดูก่อนเป็นอันดับแรก แทนการทำกิจกรรมอื่นๆ กินข้าว เข้าห้องน้ำ หรือแม้แต่ตอนลุกมาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน ก็ต้องหยิบสมาร์ทโฟน มาเปิดเช็คด้วยตลอด

5.) หากอยู่ในที่ๆ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ หรือ wifi จะรู้สึกกังวลมาก

 

อาการลักษณะนี้ ถือเป็น โรคจิตชนิดหนึ่ง ในบางคนที่จำเป็นต้องใช้สมาร์ทโฟนบ่อยๆ เพราะ เรื่องงาน อาจยังไม่เกี่ยวข้องกับอาการนี้ เพราะการติดตามงานส่วนใหญ่ ต้องอาศัยโซเชียลมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นส่วนมาก แต่อย่างไรก็ตาม เราควรใช้งานสมาร์ทโฟนแต่พอดี คือทำงานในช่วง operation time หรือ day time คือตั้งแต่ 8.00 – 16.00 น. เวลาหลังจากนั้น ควรงดใช้มือถือในเรื่องงานอีก เพื่อคุณภาพชีวิตของตัวเอง

 

วิธีแก้อาการเบื้องต้น

ควรปิดแจ้งเตือน หรือเก็บมือถือไว้ให้ห่างตัว ในช่วงเวลาเลิกงานหรือก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายและสายตาได้พักผ่อน วางแผนกิจกรรมในแต่ละวัน แบ่งเวลาใช้สมาร์ทโฟน โดยกำหนดให้น้อยลง เพื่อกำหนดตัวเองไม่ให้เพลิดเพลิน จนเสียสุขภาพ หากิจกรรมสร้างความบันเทิงอย่างอื่นทำ เช่น อ่านหนังสือ หรือ ออกกำลังกาย จะช่วยให้ได้ทั้งสมาธิ และสุขภาพที่แข็งแรงคืนมาค่ะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โรคของคนวัยทำงาน ที่หนุ่มสาววัยทำงานควรระวัง ป้องกันได้ ถ้าใส่ใจดูแลตัวเอง

9 สิ่งจรรโลงใจ ที่อยากให้ลองทำอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง

6 วิธีดูแลสมอง ปกป้องสมองวันนี้ก่อนสมองเสื่อม

ภาวะตาแห้ง ผลกระทบจากพฤติกรรมยุคดิจิตอล ‘จ้องแต่จอ’

 

 

 

 

 

keyboard_arrow_up