สิวฮอร์โมน สิวประจำเดือน สิวอักเสบ

สิวฮอร์โมน สิวกวนใจที่มาพร้อมประจำเดือน และวิธีรักษาอย่างเห็นผล

Alternative Textaccount_circle
event
สิวฮอร์โมน สิวประจำเดือน สิวอักเสบ
สิวฮอร์โมน สิวประจำเดือน สิวอักเสบ

สาเหตุ สิวฮอร์โมน

สิวฮอร์โมน คือ สิวที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของร่างกาย  ส่วนมากจะเกิดขึ้นในผู้หญิง วัย 20 – 40ปี แต่มีประมาณ 5% ที่สิวฮอร์โมนยังคงเกิดขึ้นอยู่ ถึงแม้จะอายุมากกว่า40ปีไปแล้วก็ตาม

โดยสิวฮอร์โมนนี้จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อ เอสโตรเจน (Estrogen)  และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีส่วนควบคุมภาวะไข่ตกและการมีรอบเดือบ จะสังเกตได้ว่าช่วงเวลาที่มีรอบเดือนมักจะมีสิวเกิดขึ้น หรือหญิงสาวในบางรายมีสิวขึ้นเยอะในช่วงตั้งครรภ์ หรือบางคนอาจเป็นสิวตอนช่วงวัยทองได้เช่นกัน

นอกจากปัจจัยเรื่องฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติแล้วยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่เป็นไปตามสมดุล เช่น อาหารที่กิน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นผลิตภัณฑ์จากนม เพราะมีโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ของวัวสูงซึ่งมีผลต่อการเกิดสิว การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ความเครียด ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ส่งผลต่อสมดุลฮอร์โมนได้ รวมถึงโรคบางอย่างที่ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ เช่น มีฮอร์โมนเพศชายหรือแอนโดรเจน (Androgen) มากกว่าปกติ มีภาวะถุงน้ำในรังไข่ เป็นต้น

แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นสิวที่เกิดขึ้นคือสิวฮอร์โมน

จะสังเกตได้ว่าเมื่อเวลาเข้าสู่วัยสาว และเริ่มมีรอบเดือน มักจะมีสิวอักเสบขึ้นบริเวณ โซนล่างของใบหน้า โดยเฉพาะคางและแนวกราม บางคนอาจลามไปจนถึงใต้คาง แต่ในบางคนอาจขึ้นบริเวณทีโซน (T-Zone) คือ หน้าผากและจมูกด้วย ซึ่งสิวฮอร์โมนที่เกิดขึ้นส่วนมากมักขึ้นเป็นสิวอักเสบและสิวหัวช้าง ซึ่งจะปวด บวมแดง และเจ็บ

ในปัจจุบันการวินิจฉัยคนไข้ว่าเป็นสิวฮอร์โมนหรือไม่นั้นทำได้ค่อนข้างยาก เพราะสิวเกิดจากปัจจัยหลายๆ อย่างนอกจากฮอร์โมนก็ยังอาจเกิดจาก มลภาวะ อาหารที่กิน การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด ความมันบนใบหน้า แบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิว  โดยหากต้องการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แน่ชัด อาจต้องทำการเจาะเลือด หรือตรวจอัลตร้าซาวน์รังไข่ เป็นต้น

รักษาสิวฮอร์โมนอย่างได้ผล

สิวฮอร์โมนไม่มีวิธีป้องกันหรือรักษาให้หายขาด เพราะเป็นสภาวะปกติของร่างกายที่สร้างฮอร์โมนอยู่ตลอด แต่อย่าเพิ่งเครียดไป เพราะเราสามารถดูแลรักษาใบหน้าไม่ให้สิวลุกลามเป็นหนักได้ หรือหากสิวเกิดขึ้นแล้วแล้วก็ห้ามแกะเกาให้เกิดการอักเสบลุกลามไปอีก

  • ดูแลรักษาความสะอาดของผิวหน้าอย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับผิวหน้า
  • ทายารักษาสิว ประเภทRetinoid, AHA, Benzoyl peroxide
  • ใช้ครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญแดด
  • ลดการกินอาหารทอด ที่มีความมัน มีน้ำตาลสูง
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่น การแกะหรือบีบสิว
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ใช้ฮอร์โมนจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การกินยาคุมกำเนิดเพื่อปรับระดับของฮอร์โมนในร่างกายให้ตรงรอบ หรือการใช้ยาลดฮอร์โมนแอนโดรเจนในเคสที่มีการสร้างฮอร์โมนเพศชายมากกว่าปกติ โดยจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน

โดยในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จะทำให้สิวอักเสบจากฮอร์โมนยุบได้อย่างรวดเร็วและไม่ทำให้เกิดรอยดำหรือรอยหลุมสิว

  • การฉีดสิว

ทำให้สิวยุบไว วิธีนี้อาจเจ็บหน่อย มีโอกาสที่สิวจะกลับมาเป็นซ้ำ ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น คือ เป็นหลุมได้

  • การใช้ยาแต้มสิว

เป็นยากลุ่มที่ลดการอักเสบ วิธีนี้อาจใช้เวลานานกว่าสิวจะหาย แต่ไม่เจ็บ หลังสิวยุบแล้วอาจมีรอยแดงเกิดขึ้นได้เล็กน้อย

  • การใช้เลเซอร์เฉพาะยิงรักษา

วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะ ยุบเร็ว ไม่เจ็บ ไม่เกิดรอยดำหลังสิวยุบ ไม่เป็นหลุม สิวไม่เกิดขึ้นซ้ำในตำแหน่งเดิม

 

ทั้งนี้ถ้าหากสิวเกิดขึ้นเยอะและลองหลายวิธีแล้วไม่ดีขึ้น แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของการเกิดสิวที่แท้จริง เพื่อให้รู้แน่ชัดว่านี่แค่สิวฮอร์โมนธรรมดาหรือมีอย่างอื่นแทรกซ้อนหรือไม่และทำการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป

 

ข้อมูลโดย Ammata Clinic

keyboard_arrow_up