เรื่องจริง

รอดภัยอย่างปาฏิหาริย์! เพราะบุญกตัญญู [ เรื่องจริง จากซีเคร็ต ]

เรื่องจริง
เรื่องจริง

รอดภัยอย่างปาฏิหาริย์! เพราะบุญกตัญญู [ เรื่องจริง จากซีเคร็ต ]

เรื่องจริง จากชีวิตของฉันเริ่มต้นเมื่อพ่อตัดสินใจขายที่ดินผืนที่เราอาศัยอยู่มาเนิ่นนาน เพื่อนำเงินไปใช้หนี้และตั้งต้นชีวิตใหม่

พ่อ ฉัน และน้องสาว เราสามคนย้ายมาปลูกบ้านหลังใหม่ในที่ดินของย่า (ย่าเสียชีวิตไปตั้งแต่พ่อของฉันยังเล็กๆ) พ่อปลูกบ้านหลังหนึ่งขึ้นมา ซึ่งก็มีขนาดกว้างขวางพอให้เราสามคนได้อยู่สบาย

ตอบแทนความกตัญญูผู้ให้กำเนิด จะรักพ่อกับแม่มากเท่าที่ลูกคนหนึ่งพึงทำได้ แม้จะตอบแทนไม่หมดก็ขอทำให้สุดกำลัง นี่คือความตั้งมั่นที่ฉันปฏิญาณไว้ในใจ

ฉันเลือกเรียนภาคค่ำตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมต้น (กศน.) จนกระทั้งเข้ามหาวิทยาลัย เพราะแม้ฐานะทางการเงินของครอบครัวจะดีขึ้นบ้าง จนได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ที่เลือกเรียนภาคค่ำ เพราะรู้ว่าขณะนั้นพ่อเริ่มอายุมากขึ้น ไม่สามารถทำนาทำไร่ได้ดังแต่ก่อน และที่ดินส่วนที่เป็นผืนนาก็ถูกขายใช้หนี้สินไปหมดแล้ว ฉันจึงต้องช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแบ่งเบาภาระในบ้าน ด้วยการเลือกเรียนภาคค่ำ

ช่วงกลางวันฉันมีหน้าที่รับผิดชอบ ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมาหุงหาข้าวปลาอาหาร จัดสำรับให้พ่อ และต้องทำงานบ้านให้เรียบร้อย มีเวลาก็ทำงานประดิษฐ์เล็กๆ น้อยๆ ไปขายให้กับเพื่อนๆ และในวันหยุดก็จะทำขนมไปขายที่ตลาดนัดในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

ฉันชอบทำงาน ชอบค้าขายมาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าเมื่อครั้งอยู่ชั้นประถม เดินทางไปตลาดกับแม่ก็เลือกซื้อมะไฟมาแบ่งเป็นมัดเล็กๆ แล้วไปเร่ขายมัดละสองบาท ห้าบาท ให้กับคนงานก่อสร้างซึ่งอยู่ไม่ไกลบ้าน

จากนั้นเมื่อเรียนชั้นมัธยม (กศน.) ก็ยังคงทำงานไปด้วย เป็นพนักงานในร้านสะดวกซื้อ ได้ค่าตอบแทนชั่วโมงละยี่สิบกว่าบาท โดยจะเข้างานตอนเที่ยงวันไปจนถึงสี่โมงเย็น จากนั้นก็เดินทางไปเรียนหนังสือ

การเรียนภาคค่ำ ทำให้ฉันรับผิดชอบทั้งงานในบ้าน และงานนอกบ้าน มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย

แม้ฉันจะเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่อาศัยความพยายามจึงไม่เป็นที่หนักใจของพ่อ

ความตั้งมั่นในความกตัญญูนั้น ฉันยังคงทำเต็มกำลัง อย่างเวลากลับมาถึงบ้านตอนค่ำ ก็จะต้องเข้าไปกอดพ่อ ถามโน่นนี่ชวนพูดคุยตลอด หากยังไม่ได้ทานข้าวก็จัดสำรับนำไปให้ กินเสร็จก็จะนำไปล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย

แทบทุกคืนก็ว่าได้ ฉันจะต้องนวดมือนวดเท้า นวดตัวให้พ่อจนกว่าพ่อจะหลับ ไม่ว่าจะเหนื่อยล้ากับการเรียนกับการทำงาน หรือการเดินทาง หน้าที่ลูกก็ไม่ควรบกพร่อง ซึ่งฉันเชื่อว่าพ่อรับรู้สิ่งที่ลูกทำได้ดี และก็สงสารฉัน เพราะหลายครั้งระหว่างที่นวดให้อยู่นั้น พ่อจะแกล้งหลับ ท่านคงอยากให้ฉันไปอาบน้ำพักผ่อน

ฉันทำความกตัญญูโดยคิดแค่ว่าเราต้องตอบแทนคุณตอบแทนความรักความห่วงใยที่ท่านมีให้ แต่หารู้ไม่ว่าความกตัญญูที่ทำมาโดยตลอดนั้น คือ “เกราะคุ้มภัย” ซึ่งฉันมารับรู้ได้ก็เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในค่ำวันหนึ่ง

โดยปกติแล้วฉันจะกลับบ้านตรงเวลา เลิกเรียนประมาณสองทุ่มกว่าๆ ราวสามทุ่มกว่า ก็ถึงบ้านแล้ว โดยพ่อจะเดินออกมารอรับที่หน้าปากซอยทุกวัน

แต่ในวันนั้นเมื่อฉันลงรถประจำทางที่หน้าปากซอย ไม่เห็นพ่อมารอรับเช่นเคย จึงโทรศัพท์เข้าไปที่บ้าน ปลายสายเสียงพ่อตอบกลับมา ทำให้รู้ว่าพ่อลืมดูนาฬิกา พ่อจึงบอกให้ฉันรออยู่ที่ปากซอยจะรีบเดินไปรับ ส่วนฉันไม่อยากให้พ่อเดินมาไกลมาก จึงบอกไปว่า “พ่อไม่ต้องรีบนะ เดินมาเรื่อยๆ ส่วนตัวหนูจะเดินไปพลางๆ เราคงได้เจอกันกลางทาง”

วางสายจากพ่อฉันก็มุ่งหน้าเดินเข้าซอย ฉันค่อนข้างเดินเร็ว เพราะใจเป็นห่วงไม่อยากให้พ่อเดินมาไกลมาก

ช่วงปากซอย บ้านเรือนปลูกไม่ไกลกันนัก มองเห็นแสงไฟเป็นระยะๆ บวกกับแสงไฟทางถนน ผู้คนยังผ่านไปมาบ้างเพราะมีหมู่บ้านจัดสรรผุดขึ้น บรรยากาศจึงไม่น่ากลัวนัก แต่พอล่วงเข้ากลางซอยซึ่งให้บรรยากาศของสวนสมัยก่อน บ้านเรือนมีระยะห่างกัน ผู้คนใช้ชีวิตแบบตื่นเช้าเข้านอนเร็ว

ฉันเดินเข้าเขตกลางซอยได้ไม่ไกลนัก ก็เห็นพ่อเดินอยู่ จึงรีบเร่งฝีเท้าให้ทันเพื่อพ่อเห็นจะได้ไม่ต้องรีบเดินมา

วันนั้นพ่อเดินโซเซเล็กน้อย ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์จากการสังสรรค์กับเพื่อน ในมือข้างหนึ่งถือมีดพร้าอาวุธที่ดูเหมือนจะพกติดตามแบบฉบับชาวสวนที่เดินไปไหนมาไหนก็มักจะพกมีดพร้าไปด้วยเสมอ

ฉันเดินมาถึงพ่อก็พอดีเป็นทางสามแยก ซึ่งจะต้องเดินตรงไปอีกไม่ไกลนักก็จะถึงบ้าน พื้นที่ตรงนั้นเป็นสวน มืดและเงียบ แสงไฟจากบ้านเรือนดับหมดแล้ว มีก็แต่แสงไฟถนนที่อยู่ในระยะห่างๆ

เราสองคนพ่อลูกเจอกัน ฉันยกมือไหว้ แล้วก็เตรียมมุ่งหน้ากลับบ้าน ทันใดนั้นก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับผ่านหน้าเราไป แต่สิ่งที่ฉันได้ยินชัดเจนคือคำพูดของชายหนึ่งในสองคนนั้น

“คนนี้แหละๆ”

ประโยคนี้ชัดเจนมาก ชัดจนรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย และก็น่าจะเป็นจริงดังนั้น เพราะเพียงสิ้นเสียงพูด ชายคนขับก็วนรถมุ่งตรงกลับมาทันที แม้แสงไฟจะไม่สว่างมากนัก แต่ก็พอทำให้รู้ว่า ชายสองคนนี้ไม่ใช่คนในพื้นที่

สัญชาติญาณหรืออะไรก็ไม่ทราบได้บอกฉันทันทีว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย ซึ่งคนที่ฉันเป็นห่วงมากก็คือพ่อ ฉันคิดว่าชายสองคนคงหวังจะทำร้ายฉันเป็นแน่ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น พ่อก็คงไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกได้ง่ายๆ นึกภาพการต่อสู้แล้วแทบไม่ต้องคาดเดาเลยว่า ชายที่อายุเลยวัยเกษียรกับหนุ่มวัยสามสิบกว่าสองคน ฝ่ายไหนจะพ่ายแพ้

กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะใช้เวลารวดเร็ว แต่ “สติ” เร็วกว่า

โชคดีมากที่ฉันมีสติ ฉันบอกกับพ่ออย่างเรียบเฉยว่า “พ่อหนูขอถือมีดเองนะ” พ่อก็ส่งให้ ซึ่งในตอนนั้นพ่อไม่รู้เลยว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

มีดอยู่ในมือฉัน แต่ใจนั้นระลึกถึงความกตัญญูที่มี ด้วยการหยุดยืนนิ่งแล้วตั้งจิตอธิษฐาน “ขอความกตัญญูที่ลูกมีและทำมาโดยตลอด จงช่วยปกปักรักษาคุ้มครองลูกกับพ่อให้ปลอดภัย ขอสิ่งศักดิ์สิทธ์ วิญญาณ ภูตผีทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นี่ จงปกป้องลูกและพ่อด้วยเถิด ลูกเป็นห่วงพ่อมาก”

สิ้นคำอธิษฐานก็พอดีกับที่รถมอเตอร์ไซค์คันดังกล่าวขับผ่านหน้าเราไปอีกครั้ง พร้อมกับประโยคที่ฉันได้ยินชัดเจนว่า

“เฮ้ย…ไปไหนแล้ววะ”

ฉันมองตามรถมอเตอร์ไซค์คันนั้น ก็เห็นชายสองคนหันกลับมองตรงมาที่ฉันยืนอยู่กับพ่อ เพียงแต่เขา “ไม่เห็นเราสองคน”

“ไปพ่อกลับบ้านกัน” ฉันพูดประโยคนี้ขึ้น และก็เดินตามหลังพ่อช้าๆ กลับบ้าน

กระทั่งเดินมาถึงสะพานเล็กๆ ที่ทอดข้ามไปสู่ประตูบ้าน พ่อเดินนำหน้าเข้าบ้าน ส่วนฉันยกมือขึ้นขอบคุณผู้ที่คุ้มครองฉันกับพ่อ ขอบคุณที่เขามาส่งจนรอดปลอดภัย

กระทั่งรุ่งเช้าตื่นขึ้นมา ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อฟัง พ่อสีหน้าตกใจ เพราะไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

เหตุการณ์ในวันนั้น ส่งผลให้ฉันเชื่อมั่นเรื่องการทำความกตัญญูตอบแทนคุณผู้ให้กำเนิด และตั้งแต่นั้นมา ฉันไม่เคยกลัวผีอีกเลย เพราะฉันเชื่อสนิทใจว่า “คนดี ผีคุ้ม”

เรื่อง อันติกา

ภาพ Arcaion on pixabay

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

true story : แรงกตัญญู

ข้าวสวย หนึ่งทัพพี นิทานสอนธรรมเรื่อง ความกตัญญูกตเวที – ท่านว. วชิรเมธี

keyboard_arrow_up