True Story : วันที่ไม่เหลือใคร  [เรื่องจริงจาก Secret magazine]

วันที่ไม่เหลือใคร
วันที่ไม่เหลือใคร

 True Story : วันที่ไม่เหลือใคร  [เรื่องจริงจาก Secret magazine]

ท่ามกลางเรื่องราวที่คนอื่นคิดว่าเลวร้าย แต่ฉันไม่เคยคิดท้อใจสักครั้ง แม้กระทั่งวันที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว… วันที่ไม่เหลือใคร

ตั้งแต่จำความได้ ฉันอาศัยอยู่ในบ้านเก่าริมคลอง  ซึ่งเป็นบ้านที่ตายายและพี่น้องของแม่อยู่ด้วยกัน วัน ๆ ฉันก็อยู่กับแม่ ไม่เคยแม้แต่เห็นหน้าตาของพ่อ ฉันไม่รู้ว่าพ่ออยู่ที่ไหน เขาเป็นใคร เพราะแม่ไม่เคยบอกกล่าวเลยสักครั้ง

แม่ไม่ได้มีอาชีพอะไรเป็นหลักแหล่ง  อยู่แต่กับบ้าน สานโครงงอบได้วันละไม่กี่ชิ้น เมื่อแม่สานเสร็จฉันก็จะเอาไปขาย ได้เงินมานิดหน่อยพอซื้อหาข้าวสารกระป๋องเล็กมาหุงกิน ส่วนกับข้าว ฉันได้มาจากการไปช่วยงานแกะไส้ปลาทู แล้วขอแบ่งปันตัวไม่สวยเพื่อมาแกงกับเศษผักกาดดองที่เขาเฉือนทิ้ง ต้มกินไปได้หลายวัน

ฉันสู้ทำงานตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้เราสองคนมีกิน เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีใครยื่นมือมาช่วย แม่ซึ่งเป็นที่พึ่งเดียวในวัยนั้นก็ไม่ได้โอบอุ้มดูแลหรือสู้ตรากตรำทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น แต่ฉันก็ไม่เคยคิดน้อยเนื้อต่ำใจและสู้ทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัวด้วยตัวเอง

เมื่อโตขึ้นหน่อย แม่ก็มีแฟนใหม่  เป็นผู้รับเหมาติดตั้งเตาอบขนมปัง แม่และฉันจึงติดตามเขามากรุงเทพฯ เราสองคนต้องเร่ร่อนตามเสาหลักคนใหม่ของครอบครัว   ซึ่งไม่ได้อยู่เป็นหลักแหล่ง ฉันจึงไม่ได้เรียนหนังสือตามเกณฑ์เหมือนเด็กคนอื่น ทั้งที่ใจอยากเรียนมาก  ทำได้แค่ไปแอบดูคนอื่นเรียน จนวันหนึ่งเมื่อครอบครัวมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ฉันก็ได้เรียน ป.1 เมื่ออายุ 10 ขวบแล้ว

ฉันตั้งใจเรียนให้สมกับการรอคอย และเรียนเก่งมาก  ถึงกระนั้นก็ยังทำมาหากินไปด้วย ความที่โตกว่าเพื่อนในชั้นเรียน ฉันจึงเป็นเหมือนหัวโจก ทุกวันจะเอาลูกอมและขนมไปขายเพื่อนในห้อง เพื่อนที่อยากลอกการบ้านก็จะมาซื้ออุดหนุน บางคนไม่มีเงินก็เอาขนม เอาของที่พ่อแม่ขายมาแลก ฉันจึงพอมีกินมีใช้กว่าเดิม แต่สุดท้ายเรียนได้ถึง ป.4 ก็ต้องหยุดเรียน แต่ฉันก็ไม่ได้เสียใจอะไรมากนัก แค่อ่านออกเขียนได้ก็พอใจแล้ว

หลังเรียนจบ แม่ก็ยังไม่อยากให้ฉันออกไปทำงานที่ไหน เพราะกลัวว่าจะโดนหลอก แต่ตามนิสัยแล้วฉันเป็นชอบทำมาหากิน มีหรือจะอยู่กับบ้านเฉย ๆ   จึงหนีแม่ไปทำงานโรงงาน พ่อแม่รู้ก็ไปโวยวายจนต้องลาออก แต่ฉันก็ไปหางานใหม่อีกจนได้ สะสมประสบการณ์ทำงานมาเรื่อย  จนได้เป็นพนักงานขายในบริษัทที่มั่นคง มีเงินพอกินพอใช้ เมื่อทุกอย่างในชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องปากกัดตีนถีบเหมือนเดิม ฉันก็เริ่มมีความรัก

หนุ่มสาวในสมัยฉัน ไม่เหมือนกับสมัยนี้ เราไม่ได้แสดงความรักจี๋จ๋า ฉันกับแฟนชอบพอกัน ไปมาหาสู่เพื่อดูว่าเข้ากันได้ จากนั้นก็สู่ขอผูกข้อไม้ข้อมือแต่งงาน แล้วฉันก็ย้ายมาอยู่บ้านสามี  เนื่องจากฉันเป็นสะใภ้คนโตของครอบครัวคนจีน  จึงต้องทำงานบ้านทุกอย่างให้สมาชิกครอบครัวที่มีอยู่ 5 คน ทำทุกอย่างจริง ๆ แม้กระทั่งซักกางเกงในให้พี่น้องของสามีก็ต้องทำ

แรก ๆ ก็อดทนได้เพราะรัก  ต่อมาความรักเริ่มสุก ๆ ดิบ ๆ ความอดทนเริ่มถดถอย เพราะสามีไม่เคยแบ่งเบาภาระหรือช่วยเหลือปกป้องเลยสักครั้ง ฉันทนไม่ไหวจึงเก็บข้าวเก็บของหนีกลับอยู่กับแม่  ต่อมาก็รู้ตัวว่าท้องลูกคนแรก เมื่อสามีรู้ก็รีบมาง้อและพากลับไปอยู่บ้าน  แต่ก็อยู่ได้แค่ปีเดียว ทุกอย่างก็เป็นเหมือนเดิม ฉันก็หนีกลับมาอยู่กับแม่โดยมีลูกคนที่สองติดท้องมาด้วย สามีรู้ก็ตามมาง้อ เป็นอย่างนี้ซ้ำ ๆ จนมีลูกสาวด้วยกันสามคน

สุดท้ายในเมื่อต่างคนต่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ไปกันไม่ไหว ฉันจึงขอเลิกกับสามีอย่างเด็ดขาด โดยขอลูกคนเล็กซึ่งเพิ่งขวบเดียวมาเลี้ยง แต่สามียื่นคำขาดว่า “ถ้าจะขอไปเลี้ยง ก็ต้องเอาไปทั้งสามคน”ฉันเป็นเพียงพนักงานขายเงินเดือนไม่สูง คงไม่สามารถหาเงินมาเลี้ยงลูกทั้งสามให้มีการศึกษาดี ๆ อย่างที่ตั้งใจได้ จึงยอมตัดใจ ให้สามีดูแลลูกทั้งสาม เพราะเชื่อว่าเขาจะเลี้ยงลูกได้ดี

ในวันที่ฉันเดินจากมา สามีไม่รั้ง ไม่ขอร้องสักคำว่า อย่าไปไหน อย่าทิ้งลูกไปเลย เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ฉันก็ยิ่งอยากเอาชนะ ยอมเดินจากมาทั้งน้ำตา   ระยะแรกแม่ของฉันยอมเข้าไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นเพื่อดูแลหลานสาวทั้งสาม ฉันก็หาเงินส่งให้แม่ไปเลี้ยงลูก และเข้าไปหาลูกบ่อย ๆ แต่ภายหลังฝ่ายชายมีแฟนใหม่ ฉันจึงโดนกีดกัน และแม่ก็ต้องออกมาจากบ้านนั้นในที่สุด ทำให้ฉันไม่ได้ติดต่อลูกอีกเลย

ส่วนตัวฉัน หลังจากเลิกกับสามีก็ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง ออกจากงานมาขายของ มีอิสระ ได้กินเที่ยวให้สมใจอยาก เพื่อชดเชยชีวิตช่วงวัยสาวที่ต้องทำงานหนักมาตลอด ฉันกลายเป็นแม่ม่ายเนื้อหอม มีหนุ่มมาติดพันเยอะ แต่ยังไม่ยอมเลือกใคร สุดท้ายโชคชะตาพามาให้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง

เขาเป็นเพื่อนในกลุ่มที่เที่ยวด้วยกัน วันหนึ่งเขามาหาฉันที่หอพัก บอกว่ารถเสียอยู่แถวนี้ เขาซ่อมรถจนเหงื่อชุ่มจึงขอเข้ามาล้างเนื้อล้างตัว แต่สุดท้ายกลับถูกเขาขืนใจ จึงจำต้องตกล่องปล่องชิ้นกับเขาไปโดยปริยาย และมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน

ชีวิตคู่กับสามีคนนี้เลวร้ายมาก เขาเป็นผู้ชายที่ไม่เอาไหนเลยสักเรื่อง ทั้งกิน เที่ยว เล่นการพนัน แถมยังหาเรื่องหึงหวงฉัน เรียกว่าเขาหาเรื่องทะเลาะกันได้ทุกวัน ข้างบ้านคงเอือมระอาเสียงด่าทอจากครอบครัวของเรา แต่ฉันก็อดทน เพราะลูกยังเล็ก แม่ก็ต้องดูแล การหอบหิ้วกันหนีไปหาที่อยู่ใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

เมื่อคนที่ควรเป็นผู้นำครอบครัวไม่เอาไหน ฉันก็หาเลี้ยงลูกและแม่เอง ทำงานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นค้าขาย รับจ้าง ฉันทำหมด ฉัน แม่ และลูกชายลำบากแต่ก็สู้ด้วยกันมาตลอด โชคดีที่ลูกชายเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ทำให้ฉันชื่นใจ และเป็นพลังใจได้อย่างดี แต่ถึงแม้จะมีลูกชาย แต่ฉันยังคิดถึงลูกสาวทั้งสามคนเสมอ และรอคอยสักวันที่จะได้เจอลูก ๆ ซึ่งฉันไม่รู้เลยว่าจะเป็นเมื่อไหร่

วันหนึ่งขณะที่ปล่อยใจคิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างทางที่เดินจะไปขึ้นรถเมล์ แนได้ยินเสียงเด็กสาวทักขึ้นว่า

“ขอโทษนะคะ คุณป้าชื่อ ‘เตือน’ หรือเปล่า”

เมื่อหันไปตามเสียงนั้น ก็ได้เห็นใบหน้าที่ทำให้ฉันรู้ทันทีว่าเธอคือ ลูกสาวคนโตของฉัน

ในใจตอนนั้นทั้งตื้นตันและดีใจ สิบกว่าปีที่ไม่ได้เจอหน้าหรือรู้ข่าวคราวกัน ตอนนี้ลูกสาวของฉันเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เธอได้เรียนสูง ๆ เหมือนที่ฉันหวังไว้ เราคุยถามสารทุกข์สุกดิบกัน ก่อนจากกันลูกให้เบอร์โทรศัพท์มือถือไว้เพื่อติดต่อ หลังจากนั้นฉันจึงได้โทรคุยกับลูก ฉันอยากคุยกับลูกสาวอีกสองคน แต่ดูเหมือนทั้งสองจะไม่ยินดีนัก และพูดว่า

“หม่าม้าจะโทรมาทำไม”

ได้ยินแล้วเจ็บไปถึงขั้วหัวใจ แต่ฉันเข้าใจว่าลูกคงคิดว่าฉันใจร้าย ไม่รักพวกเขา และทิ้งพวกเขาไปไม่ใยดี แต่ใครจะรู้ว่าคนเป็นแม่เจ็บปวดแค่ไหน หากจะพูดอธิบายก็คงไม่เป็นผล ฉันติดต่อกับลูกสาวคนโตได้หนึ่งปี เมื่อพ่อของเขารู้เรื่อง ก็กีดกันไม่ให้เราติดต่อกันอีก

เมื่อโชคชะตาไม่เข้าข้าง ฉันก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ภายหลังสามีและแม่เสียชีวิต ฉันจึงเลี้ยงลูกชายเพียงลำพัง ถึงการศึกษาของฉันไม่สูง  แต่ก็เลี้ยงเขาอย่างดีที่สุด  ไม่เคยปล่อยให้ลูกต้องอดอยาก ซื้อข้าวมาก็ให้ลูกกินก่อน เหลือแค่ไหนแม่ก็กินแค่นั้น และฉันยังสอนเขาให้เป็นคนดี และลูกก็เป็นเด็กดีสมใจ

ฉันสู้อดทนจนส่งเสียลูกชายจนจบปริญญาตรีเพราะอยากให้ลูกได้เรียนสูง ๆ จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนแม่ในวันที่ลูกรับปริญญา ฉันดีใจและภูมิใจมาก หวังให้เขาได้ทำงานที่เขารัก และสุดท้ายเขาก็ได้เป็นครูสมใจ  ได้ทำงานมีเกียรติ มีความมั่นคงในชีวิต

หลังจากลูกชายเรียนจบ ฉันก็สบายใจ  ไม่เคยเรียกร้องหรือคาดหวังว่าเขาจะมาเลี้ยงดู ขอให้เขาเป็นคนดีเท่านี้ก็พอ ฉันยังคงสู้ทำงานไปตามที่แรงที่มี จากที่เคยเร่ขายของก็อยากทำงานอยู่เป็นหลักแหล่ง จึงไปเรียนฝึกอาชีพตัดเย็บ และเปิดร้านเย็บซ่อมเสื้อผ้าเล็ก ๆ อยู่แถวบ้านโดยกู้เงินก้อนหนึ่งมาลงทุนซื้อจักรและอุปกรณ์

การใช้ชีวิตในยุคนี้ไม่สบายนัก รายได้ที่หาได้ในแต่ละวันบางทีก็ไม่พอใช้ ทำให้ฉันต้องพึ่งพาการกู้นอกระบบมาใช้จ่าย และเป็นค่ารักษาตัวบ้าง ในจังหวะที่ชีวิตไม่เป็นใจ ลูกสาวคนโตก็ติดต่อมา ลูกทำงานมั่นคงแล้ว จึงอยากตอบแทนบุญคุณแม่ เธอจึงโอนเงินค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งมาให้ฉันทุกเดือน

ทุกอย่างกำลังดีขึ้น จากที่เหนื่อยตรากตรำมาตลอด ลูก ๆ มีงานทำมั่นคง ฉันคงได้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจได้ในช่วงบั้นปลายชีวิตถึงแม้ยังต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองอยู่ แต่ก็มีกำลังใจที่ได้เห็นลูกเติบโตได้ดี

แต่แล้วเรื่องราวไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

อยู่มาวันหนึ่งลูกชายของฉันก็เก็บข้าวเก็บของหายไปจากบ้านเช่าฉันโทร.หาเขาก็รับครั้งหนึ่ง แล้วก็ติดต่อเขาไม่ได้อีกเลย ลูกไม่บอกเหตุผลฉันสักคำว่าไปอยู่ที่ไหน ไปอยู่กับใคร ฉันเป็นห่วงเขามาก จึงพยายามติดต่อโดยใช้เบอร์ของคนอื่นโทรไป เขาจึงรับ พอรู้ว่าเป็นแม่ เขาก็รีบตัดบท และวางสายไป

ลูกคงไม่อยากอยู่กับเรา ความรู้สึกบอกได้ทันที ฉันเสียใจมาก ลูกที่เคยใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตัดขาดอย่างไม่เหลือเยื่อใยทั้งที่เขารู้ว่าฉันลำบากแค่ไหนกว่าจะเลี้ยงให้เขาเติบโตมาจนวันนี้จริง ๆ ฉันก็ไม่ได้เรียกร้องให้เขามาอยู่ด้วยหรอก เพียงแค่โทรมาไถ่ถาม โทรหากัน ได้ยินเสียงกันบ้างก็พอใจ แต่ลูกกลับไม่มีน้ำใจแม้แต่จะทำเช่นนี้

ต่อมาฉันก็ต้องมารับหนี้แทนลูก เพราะเคยไปดาวน์รถมอเตอร์ไซค์ให้เขา ทุกเดือนเขาจะเอาเงินมาให้ฉันไปผ่อน แต่เมื่อเขาหนีไป เขาก็ทิ้งภาระไว้ให้ฉัน คนหาเช้ากินค่ำที่ไม่มีรายได้พออยู่พอกินไปวัน ๆ ก็ต้องพยายามหาเงินก้อนหลายพันมาส่งรถให้เขาทุกเดือน

แรก ๆ ฉันก็คิดหาเหตุผลว่าทำไมลูกมาทิ้งฉันไปอย่างนี้ ฉันทำผิดอะไร ทำไมลูกไม่รัก มีแต่คำถามอย่างนี้วนเวียนไปอยู่ในหัว ฉันเก็บความทุกข์ไว้ในใจเพียงคนเดียว ไม่กล้าจะไปบอกใคร ฉันทุกข์มากจนวันหนึ่งก็ไม่อยากทุกข์ในเรื่องที่หาสาเหตุไม่ได้ จึงปลงและคิดว่า

คงเป็นเวรกรรมที่ฉันเคยทอดทิ้งลูกสาวสามคนมา ลูก ๆ ในวัยนั้นคงโหยหาความรักความห่วงใยจากแม่อย่างมาก บัดนี้เวรกรรมนั้นได้สนองกลับมาที่ตัวฉันแล้ว ฉันไม่มีใคร อยู่ตัวคนเดียว เพื่อชดเชยความผิดบาปที่เคยทำกับลูก

หากคิดในแง่ดี ๆ ลูกชายอาจมองว่า แม่แข็งแรง มีงานทำ ไม่ลำบาก เขาอาจไปตั้งตัวให้ได้ อีกสองสามปีที่เขามั่นคง เขาก็อาจกลับมารับเราก็ได้ เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็ไม่ทุกข์ ส่วนลูกสาวคนโตก็ช่วยเหลือด้านการเงินทุกเดือน เพราะให้เหตุผลว่า อย่างไรแม่ก็เป็นแม่ แต่เรื่องจะให้มาดูแล เขาก็คงลำบากใจ

ทุกวันนี้ฉันไม่รอลูกชายแล้ว และไม่รอรับความช่วยเหลือจากใครทั้งสิ้น ฉันมีชีวิตอยู่เพียงลำพังได้อาจมีเหงาบ้างแต่กำลังใจยังดีอย่างน้อยเราก็ยังดูแลตัวเองได้ทำงานเย็บผ้าหาเงินเองได้ ร่างกายก็ยังพอสู้งานไหว  เมื่อใช้หนี้ที่มีให้หมดก็คงจะได้สบายขึ้น คิดไปฉันก็ยังสบายกว่าหลายคนตั้งเยอะ

ทุกคืนฉันสวดมนต์ไหว้พระ เพื่อให้จิตใจสบาย  ขอแค่ว่าถ้าตายก็ขอให้มีคนมาเห็น เพราะร่างกายนี้ฉันได้แจ้งความจำนงบริจาคเพื่อให้นักษาแพทย์ศึกษาแล้ว เมื่อถึงวันที่ไร้ลมหายใจ ก็อยากให้กายได้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย

       แม้ในบั้นปลายชีวิตที่ไม่ได้เป็นดังหวัง แต่ฉันก็ยังคงดูแลกายใจตัวเองเป็นอย่างดี และไม่คิดรอใคร เพราะคงมีแต่ตัวฉันนี่แหละ ที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของตัวเองได้

ข้อคิดจาก ดร.พระณธีวิชญ์วรโภคินธนะโชค สวนป่าบุญชุ่มรมณียาราม จังหวัดเชียงราย

แม้เราไม่เหลือใคร แต่เราก็ยังเหลือตนเองอยู่ ตนเองสำคัญมากที่สุด สิ่งที่เราต้องสนใจให้มาก คือ ตนเอง พึ่งตนเอง อดทน เข้มแข็ง มองโลกในแง่ดี ดูแลตนเอง รักตนเอง ดั่งคำที่ว่า “นัตถิ อัตตะสะมัง เปมัง ความรักเสมอด้วยความรักตนไม่มี” ความรักอันใด แม้รักมากแค่ไหน ก็ไม่ยั่งยืนถาวร มั่นคงเหมือนความรักตัวของตัวเราเอง เราต้องไม่ทำจิตใจให้เป็นทุกข์ สลัดทุกข์ออกจากใจด้วยการปล่อยวาง ประคับประคองชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย มีความสุขด้วยสติปัญญา

ชีวิตครอบครัวไม่ประสบความสำเร็จสวยหรูงดงาม ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นคนเลือกตั้งแต่แรก เป็นเรื่องของกฎแห่งการกระทำ ไม่ใช่เทพเทวดาดลบันดาล คู่ชีวิต บุตรธิดา ไม่วันใดก็วันหนึ่งต้องจากกัน ไม่จากกันยามเป็น ก็ต้องจากกันยามตาย ไม่จากกันตอนนี้ ก็ต้องจากกันวันหน้า เขาไม่จากเรา เราก็ต้องจากเขา

บิดามารดา ต้องยึดหลักพรหมวิหารธรรม 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา โดยข้อสุดท้ายคืออุเบกขาสำคัญมากที่สุด ที่พ่อแม่ทุกข์ใจต่างๆนานานั้น เพราะไม่มีอุเบกขาธรรม เลี้ยงลูกมาลูกจะดี จะชั่ว ที่สุดของที่สุด ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องวางใจเป็นกลาง ปล่อยวางดีที่สุด  ไม่อย่างนั้นจะทุกข์ใจไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว

ถ้าใจไม่ปล่อยวาง ชีวิตจะไม่มีความสุข ชีวิตน้อยคนนักที่จะมีเวลาอยู่ถึง 100 ปี ไม่ควรเสียเวลามัวมาน้อยใจ ทุกข์ใจ ผิดหวัง อย่าแบ่งช่องว่างหัวใจให้กับความทุกข์เลย ไม่มีใครประสบความสำเร็จทุกๆด้าน สมบูรณ์แบบทุกอย่าง แท้จริงแล้ว สุดยอดแห่งบรมสุข คือสุขจากการที่จิตใจสงบ ฝึกเจริญสติ รู้เท่าทันสภาวะความเป็นจริง

ความสุขที่แท้จริงของชีวิตอยู่ที่ภายในตัวเรานี่เอง สุขอื่นใดๆยิ่งกว่าการทำจิตใจให้ความสงบใจไม่มีอีกแล้ว การรักตนเอง การมีตนเองเป็นที่พึ่งจึงดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด อุ่นใจที่สุด แม้กระทั่งเรื่องบุญกุศลในชีวิต หมั่นสั่งสมบุญ ศึกษาและปฏิบัติธรรมะ จะพบความสุขที่แท้จริง

 

บทเรียนชีวิต

–              อุเบกขา การปล่อยวาง คุณธรรมข้อสุดท้ายที่สำคัญของพรหมวิหาร ที่พ่อแม่ต้องปฏิบัติ หากไม่มีอุเบกขาธรรม ไม่มีความการวางเฉย ปล่อยวาง จะทุกข์ใจไปตลอดชีวิต

–              การรักตนเองสำคัญที่สุด

–              ความสุขชีวิตครอบครัว เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ล้มเหลวใช้ว่าชีวิตทั้งชีวิตจะไร้ความสุขโดยสิ้นเชิง มีด้านอื่นๆ มุมอื่นๆ ที่จะหาความสุขใส่ตนเองได้

–              การพึ่งพาใครๆในโลก ไม่ดีเท่าพึ่งตนเอง พึ่งธรรมะ

 

คอลัมน์ True Story ฉบับ 225 (10 พ.ย. 2560)

เรื่อง:เตือนใจ เรียบเรียง: เชิญพร คงมา ช่างภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี ผู้ช่วยช่างภาพ: ชลิตา รักธรรมนูญ

Secret Magazine (Thailand)

 

keyboard_arrow_up