True story : “คำพิพากษา” เมื่อเธอต้องมีชีวิตตกต่ำเพียงเพราะคำพิพากษาจากผู้เป็นพ่อ

คำพิพากษา
คำพิพากษา

คำพิพากษา

                 เสียงกลองดังลอยมาจากวัดในหมู่บ้าน เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าที่วัดกำลังมีงานก่อพระเจดีย์ทรายคนเฒ่าคนแก่แต่งตัวพิเศษกว่าทุกวันเพื่อไปสรงน้ำพระ ส่วนบรรดาหนุ่มสาวก็นัดแนะกันออกไปเล่นน้ำในตัวเมือง…ฉันได้แต่มอง แล้วก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านต่อไป

แม้เช้าวันนั้นจะล่วงเลยมา 40 กว่าปีแล้ว แต่ฉันก็จดจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม…

ฉันชื่อ จ๋า เด็กบ้านนอกวัยแรกสาว แม้จะเป็นวันสงกรานต์แต่ฉันก็หมดสิทธิ์ออกไปเที่ยวเล่นสาดน้ำเหมือนกับเพื่อนคนอื่น ๆ นั่นก็เพราะฉันมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย ทั้งงานบ้าน เลี้ยงน้อง ช่วยแม่ขายของ ช่วยพ่อทำนา…จนแทบไม่มีเวลาให้กับเรื่องสนุกสนาน

ครอบครัวของเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร ฉะนั้นทุกคนในบ้านจึงต้องช่วยกันทำมาหากิน โดยมีพ่อเป็นผู้คุมกฎระเบียบประจำบ้านในขณะที่ลูก ๆ ทุกคนจะต้องเชื่อฟังและห้ามทำตัวแหกคอกอย่างเด็ดขาด

ฉันมั่นใจว่าความดุของพ่อคงเกินกว่าใครจะคาดเดาได้ ครั้งหนึ่งฉันทะเลาะกับพี่สาวเพราะแย่งตะเกียงกันใช้  พ่อคว้าเชือกไนลอนได้ก็ฟาดฉันไม่ยั้งมือ หรืออีกครั้งน้องชายคนเล็กเล่นซน พ่อจับมือน้องมัดติดกันแล้วแขวนตัวน้องไว้บนคานในยุ้งข้าว เมื่อสาแก่ใจแล้ว พ่อก็จับน้องลงมาโยนใส่กองขยะที่เต็มไปด้วยฝูงมดแดง ไม่ต้องสงสัยว่าแม่ทำอะไรอยู่  เพราะเพียงแค่แม่พยายามเข้ามาช่วยก็โดนพ่อเตะเข้าอย่างจัง!

วันนั้นขณะที่กำลังง่วนอยู่กับงานบ้าน พ่อใช้ให้ฉันไปซื้อสีย้อมผ้าจีวรให้หลวงน้าซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่วัดใกล้บ้าน  ฉันต้องเดินเท้าออกจากบ้านไปไกลกว่า 6 กิโลเมตรเพื่อต่อรถเมล์ไปยังร้านขายของในตัวเมือง

ระหว่างทาง ฉันเจอเพื่อนที่โรงเรียนโดยบังเอิญ เมื่อเพื่อนเห็นว่าเรากำลังจะไปทางเดียวกัน จึงชวนฉันแวะไปเที่ยวงานสรงน้ำพระที่จัดอยู่ไม่ไกลจากร้านขายของ พร้อมกับอาสาไปส่งฉันที่บ้านตอนนั้นฉันคิดเพียงว่าแวะไปประเดี๋ยวเดียวคงไม่เป็นไร เพราะตอนนั้นเพิ่ง 9 โมงเช้า จึงตัดสินใจติดรถไปกับเพื่อน

ตะวันคล้อยแล้ว แต่เพื่อนก็ยังเล่นน้ำไม่ยอมเลิก ฉันเริ่มใจคอไม่ดี แม้เพื่อนจะรับปากว่าจะช่วยอธิบายให้พ่อฟังถึงสาเหตุที่กลับบ้านช้า แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ฉันรู้สึกอุ่นใจขึ้นแม้แต่น้อยเพียงแค่นึกถึงความเจ็บแสบจากเชือกไนลอน  หรือรอยแผลของน้องชายในวันนั้น…ฉันก็ขยาดเสียแล้ว!

ฉันมองไปรอบ ๆ เผื่อว่าโชคดีอาจเจอคนรู้จัก จะได้ขอติดรถกลับบ้าน และแล้วโชคก็เข้าข้าง พี่เหน่งคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างในหมู่บ้านที่อายุห่างจากฉันเกือบ 20 ปี แวะมาทำธุระแถวนั้นพอดิบพอดี ฉันจึงรีบเดินตรงดิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือ แม้จะจำได้ว่าพ่อเกลียดพี่เหน่งเข้าไส้ เพราะพ่อคิดไปเองว่าพี่เหน่งเป็นสมาชิกแก๊งยากูซ่าที่คอยตามทวงหนี้และค้าผู้หญิง แต่ครั้งนี้ฉันจำเป็นจริง ๆ

พี่เหน่งขับรถไปส่งฉันที่วัด แม้ฟ้ายังไม่มืด แต่การกลับมาเวลานี้ก็นับว่าผิดวิสัย หลวงน้าโกรธมากจนไม่ยอมพูดอะไรกับฉัน นอกจากคำเตือนสั้น ๆ ว่า

“ระวังพ่อจะเอาตาย”  

และแล้วก็เป็นจริงอย่างที่ท่านเตือน เพราะเมื่อกลับถึงบ้านพ่อมีสีหน้าแววตาโกรธเกรี้ยวยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ที่ฉันเคยเจอมาเนื่องจากมีผู้หวังดีคาบข่าวมาบอกพ่อว่าเห็นฉันกลับมาบ้านพร้อมกับพี่เหน่ง “ไปถึงไหน ๆ กันมาก็ไม่รู้” ผู้หวังดีวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา

“ไปมัวสะดีดสะดิ้งที่ไหนมา จะเอาดีทางไหนกันแน่!” พ่อ ตะโกนถามด้วยท่าทางราวกับกำลังจะฆ่าฉันให้ตาย

ฉันรู้ดีว่าคำถามของพ่อไม่ได้ต้องการคำตอบ พ่อคิดเหมือนอย่างที่ชาวบ้านคิดโดยไม่รอฟังคำอธิบายใด ๆ จากฉัน ฉันร้องไห้อย่างหนักด้วยความเสียใจ และที่เสียใจยิ่งกว่าคือ เมื่อได้ยินว่าพ่อจะไม่ให้เรียนหนังสืออีกแล้ว โทษฐานที่ฉันทำตัวเหลวแหลก พ่อด่าโวยวายลั่นบ้านโดยไม่มีท่าทีว่าจะสงบลงง่าย ๆ เมื่อฉันเดินเข้าห้องนอน พ่อก็รีบเอากุญแจมาล็อกประตูห้อง ขังฉันไว้จากด้านนอกพร้อมกับตะโกนซ้ำ ๆ ว่า

“จะเอามันให้ตายวันนี้แหละ!”

แม้ความเป็นจริงจะไม่มีพ่อคนไหนกล้าฆ่าลูก แต่นาทีนั้นฉันก็หวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ คิดอยู่อย่างเดียวว่าฉันคงอยู่บ้านนี้ไม่ได้แล้ว ฉันพยายามมองหาทางหนี แต่ก็จนปัญญา เพราะหน้าต่างทุกบานติดลูกกรงไว้หมด คืนนั้นจึงทำได้เพียงข่มตาหลับไปทั้งน้ำตา

รุ่งเช้าทันทีที่พ่อปลดล็อกประตูห้อง ฉันรีบเข็นรถขนน้ำออกมาจากบ้าน เพื่อไปตักน้ำจากบ่อน้ำในชุมชนตามหน้าที่ พร้อมกับหยิบกางเกงและเสื้ออย่างละตัวซ่อนมาในรถขนน้ำด้วยเพื่อเตรียมหนีออกจากบ้าน เมื่อถึงริมบ่อน้ำ  ฉันทรุดตัวลงแล้วร้องไห้จนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น ไม่นานนักพี่เหน่งก็ผ่านมาตรงนั้นพอดิบพอดี ฉันจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง พร้อมกับขอให้เขาพาฉันหนีแต่ครั้งนี้พี่เหน่งกลับปฏิเสธคำ

แต่เมื่อโดนรบเร้าหนักเข้า พี่เหน่งจึงพาฉันไปสงบสติอารมณ์ที่ร้านกาแฟในหมู่บ้าน ระหว่างอยู่ที่ร้าน เขาตัดสินใจว่าจะต้องไปคุยกับพ่อให้ได้ เพราะทั้งฉันและเขาต่างก็ไม่มีใครผิด ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกลัวที่จะพูดความจริง

ระหว่างที่พี่เหน่งกำลังไปที่บ้านของฉัน จู่ ๆ ชาวบ้านก็วิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่าญาติของฉันเพิ่งแจ้งความให้ตำรวจมาจับพี่เหน่งในข้อหาพรากผู้เยาว์ พร้อมกับกำชับให้เขารีบหนีไปให้ไกล

พี่เหน่งให้ฉันรีบกลับบ้านส่วนตัวเขาจะหนีไปอยู่ที่อื่น ฉันทั้งตกใจและหวาดกลัว แต่ก็ยังยืนกรานว่าจะไม่มีทางทิ้งพี่เหน่งให้รับโทษที่เขาไม่ได้มีส่วนผิดแม้แต่น้อย พี่เหน่งเลยตัดสินใจพาฉันไปตั้งหลักที่บ้านแม่ของเขาซึ่งอยู่อีกจังหวัด โดยหวังว่าแม่จะช่วยพูดความจริงให้พ่อฉันฟัง

แต่แล้วเมื่อไปถึงที่นั่นทุกอย่างกลับตาลปัตร แม่ของพี่เหน่งมีท่าทีร้อนอกร้อนใจเพราะกลัวลูกชายจะต้องติดคุก  จึงขอให้ฉันสัญญาว่าจะบอกกับทุกคนว่าฉันสมัครใจหนีออกจากบ้านเอง ไม่ใช่เพราะพี่เหน่งบังคับขู่เข็ญฉันรับปากท่านโดยไม่ลังเล เพราะนาทีนั้นฉันไม่เหลือทางเลือกอีกแล้ว

ส่วนพี่เหน่งที่ (ดูเหมือน) แสนดีกับฉันมาตลอดกลับบอกว่าฉันต้องยอมเป็นเมียเขา เพื่อจะได้เป็นข้อผูกมัดว่าฉันสมัครใจตามเขามาจริง ๆ แม้จะรู้ดีว่าวิธีนี้ช่างบ้าบอสิ้นดีและไม่สามารถลบล้างข้อหาพรากผู้เยาว์ของพี่เหน่งได้ แต่ด้วยความที่ตอนนั้นฉันยังเด็กและอับจนหนทาง เมื่อเขาบอกว่าวิธีนี้น่าจะช่วยให้เจรจากับพ่อของฉันได้ง่ายที่สุด ฉันก็เชื่อและยอมตกเป็นเมียเขาในคืนนั้นเอง

สองวันให้หลัง เราทั้งคู่ตัดสินใจกลับไปหาพ่อเพื่อบอกความจริงให้รับรู้ โดยพี่เหน่งรวบรวมเงินที่มีอยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว 13,000 บาท เพื่อเป็นค่าสินสอด คงไม่ต้องบรรยายว่าพ่อจะโกรธจัดขนาดไหน ทั้งโกรธที่ลูกสาวต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน โกรธที่เข้าใจว่าฉันเป็นเด็กใจแตกหนีตามผู้ชาย โกรธที่เราได้เสียกันจริงเหมือนที่ท่านคิด และโกรธที่ถูกหักหน้าด้วยการนำเงินจำนวนน้อยนิดมาเป็นค่าสินสอด ทั้งพ่อและบรรดาญาติ ๆ ต่างรุมด่าพี่เหน่งสาดเสียเทเสียพร้อมกับขับไล่ฉันออกจากบ้าน

ฉันแบกความเสียใจและความอับอายออกมาจากบ้าน หมดแล้วศักดิ์ศรี หมดแล้วความหวัง หมดแล้วกำลังใจ… ตั้งแต่วันนั้นฉันต้องใช้ชีวิตอย่างระหกระเหินไปกับพี่เหน่ง ต้องหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง ฉันเริ่มขายน้ำตาลสดซึ่งทำเงินได้ไม่เกินวันละ 20 บาท ส่วนพี่เหน่งก็รับจ้างขับรถสามล้อซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน ทุก ๆ วันฉันต้องกินข้าวเพียงมื้อเดียว โดยซื้อข้าวเหนียวมา 1 บาท กินแกล้มกับน้ำปลาร้าราคา 50 สตางค์

ครั้งหนึ่งฉันขายของไม่ได้ ขัดสนจนไม่มีอะไรจะยาไส้ พี่เหน่งจึงบอกให้ฉันกลับไปขอเงินพ่อ แต่พอฉันบากหน้ากลับไป พ่อกลับไล่ตะเพิดฉันด้วยความเจ็บแค้น

“ออกไปเลยนะ ไม่ต้องมาให้เห็นหน้าอีก เป็นตายยังไงก็ไม่ต้องกลับมา!”

ได้ยินเท่านั้นก็เหมือนหัวใจจะสลาย ได้แต่คิดว่าทำไมเรื่องราว จึงลุกลามบานปลายได้ถึงขนาดนี้ คำพูดพ่อแจ่มชัดเหมือนฉายวิดีโอซ้ำไปซ้ำมาในหัว ย้ำเตือนให้ฉันรู้ตัวว่าฉันไร้ที่พึ่งแล้วจริง ๆ

ฉันกับพี่เหน่งต้องหอบข้าวหอบของออกเดินทางไปดิ้นรนใช้ชีวิตในกรุงเทพฯตามสูตรของเด็กต่างจังหวัดตกอับ  ฉันไปทำงานเป็นคนรับใช้ ส่วนพี่เหน่งไปทำงานก่อสร้าง แม้ว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก ทำงานหนักแลกเงิน ที่หลับที่นอนเล็กเท่ารูหนู ฉันก็ไม่เคยบ่นสักคำ แต่เพราะความเป็นเด็กบ้านนอก ทำให้ฉันซักผ้าไหมราคาแพงระยับไม่เป็น รีดผ้าไม่เรียบและทำอาหารไม่ถูกปากเจ้านายในที่สุดเจ้านายก็หมดความอดทนและไล่ฉันออก

จากนั้นฉันไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟตามร้านอาหาร ทุกวันฉันต้องอดทนต่อสายตาท่าทางและคำพูดของเหล่าจิ้งจอกเมืองกรุงที่คอยแสวงหากำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเรือนร่างของฉัน เสี่ยบางคนชวนฉันไปดื่มไปเที่ยวเพื่อแลกกับค่าตอบแทนอย่างงาม ดารารุ่นใหญ่บางคนออกปากชวนฉันไปเป็นดาราหนัง แต่ฉันไม่สนใจ ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินด้วยความอดทน

สองสามปีหลังจากนั้น เมื่อเศรษฐกิจเฟื่องฟู โรงงานขนาดกลางในกรุงเทพฯทยอยเปิด ฉันจึงเข้าไปสมัครเป็นพนักงานในโรงงานทำนอต ที่นั่นรับเฉพาะผู้ชาย แต่เพราะความสงสาร เจ้าของโรงงานจึงยอมรับฉันเข้าทำงาน โดยให้ค่าตอบแทนเพียงวันละ 6 บาท (ค่าแรงเมื่อ 40 ปีที่แล้ว) แม้ต้องใช้แรงยกเหล็กเหมือนกับผู้ชายแต่ฉันก็สู้ไม่ถอย ไม่นานนักเมื่อมีประสบการณ์การทำงานมากขึ้นฉันก็ได้งานที่โรงงานใหญ่อีกแห่งหนึ่งซึ่งให้ค่าตอบแทนมากกว่าถึงวันละ 120 บาท ฉันยังเพียรทำงานหนักเช่นเดิม โดยหมั่นทำงานล่วงเวลาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ร่างกายจะทนไหว

เวลาผ่านไปร่วม 10 ปี ในที่สุดความเหน็ดเหนื่อยของฉันก็สัมฤทธิ์ผล ฉันกับพี่เหน่งสามารถลงหลักปักฐานและมีเงินเก็บมากพอที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วยกัน แต่แล้วความเชื่อมั่นในรักแท้ของฉันก็สูญสิ้นลงจนไม่เหลือ เมื่อฉันบังเอิญไปพบจดหมายที่พี่เหน่งเขียนถึงคนรักเก่าว่าจะกลับไปสร้างอนาคตร่วมกันหลังจากเขี่ยฉันทิ้งได้แล้ว

นาทีนั้นความหวังและความฝันทั้งหมดของฉันพังทลายลงทันที ฉันเสียใจจนแทบเสียศูนย์…แต่โชคยังดีที่อย่างน้อยหลังจากตรากตรำทำงานหนักมาหลายปีจนสร้างเนื้อสร้างตัวได้พ่อก็ให้อภัยและยอมรับในตัวฉัน ซึ่งนั่นเป็นความสุขสูงสุดในชีวิต ที่ความผิดหวังใด ๆ ไม่สามารถทำร้ายฉันได้อีก

จากความเข้าใจผิดและคำพิพากษาของพ่อร่วมกับคนอื่น ๆ บวกกับความอ่อนต่อโลกของฉัน ทำให้เรื่องราวเล็กน้อยกลับบานปลายใหญ่โต จนนำพาชีวิตฉันให้ต้องระหกระเหินเดินไปสู่หนทางตกต่ำ โชคดีที่สุดท้ายแล้วฉันได้เจอธรรมะ จึงหวนคิดได้ว่า ที่แล้วมาฉันหลงเดินทางผิดอย่างไร…และใครกันแน่ที่รักฉันจริง


แง่คิดจากพระมหาวีระพันธ์  ชุติปัญโญ (นามปากกาชุติปัญโญ)  วัดป่าอกาลิโก  จังหวัดกาฬสินธุ์

สิ่งหนึ่งที่เราต้องพึงระวังทุกครั้งเมื่อมีเรื่องราวเข้ามากระทบที่จิตก็คือ “ความเข้าใจผิดที่เราหลงคิดไปเอง” โดยสิ่งที่เราต้องใส่ใจมิใช่เพียงแค่ตัวปัญหาที่เรามองเห็นด้วยดวงตาภายนอกเท่านั้นแต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือ “ปัญหาที่คุกรุ่นขึ้นภายในใจของเรา”

เมื่อไหร่ที่อารมณ์ร้ายก่อขึ้นในใจแล้ว แม้ขณะมองก็จะไม่เห็นสิ่งที่ควรเห็น แม้ฟังก็จะไม่ได้ยินสิ่งที่ควรรับรู้ เพราะเราจะมองเห็นเพียงความต้องการของตัวเองฝ่ายเดียว โดยมีอารมณ์ร้าย ๆ มาคอยกระตุ้นให้เราต้องรีบตัดสินบางอย่างในทันที สุดท้ายเราจึงเป็นผู้พิพากษาที่มักตัดสินคดีด้วยความลำเอียงเสมอ พร้อมก่อบาปเพิ่มโดยที่เราเองไม่อาจรู้ตัวว่านั่นคือโทษทัณฑ์ที่เริ่มจองจำตัวเราให้ทุกข์ตาม

ด้วยเหตุนี้เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับปัญหา การรู้จักมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งโดยมีสติคอยกำกับจึงเป็นสิ่งที่เราพึงใส่ใจให้จงหนัก เพื่อให้คุณค่าของผู้อื่นได้มีโอกาสผลิบานอย่างที่ควรจะเป็นและเพื่อให้ตัวเราได้เรียนรู้ที่จะแก้ไขใจของตัวเองให้ดีขึ้น พร้อมกับให้อภัยในความพลั้งพลาดของคนที่เรารักด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยกรุณาแล้วเราก็จะยิ้มได้อย่างเป็นสุขในทุกโอกาส แม้บางคราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลากหลายปัญหาที่เราเองก็ไม่คุ้นชิน


เรื่อง : แม่จ๋า  เรียบเรียง: น.รำไพพรรณ

 

keyboard_arrow_up