ความรักที่สมบูรณ์

True Story : ความรักที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องแลกด้วย “ทุกข์” ทั้งชีวิต

ความรักที่สมบูรณ์
ความรักที่สมบูรณ์

True Story : ความรักที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องแลกด้วย “ทุกข์” ทั้งชีวิต

ความรักที่สมบูรณ์แบบ เกิดขึ้นเมื่อ สามีของฉันเป็นหนุ่มตี๋หน้าตาดี จบปริญญาโทด้านบริหารวิศวกรรมศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาครอบครัวทำธุรกิจร้านทอง เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ไม่เล่นการพนัน ไม่เจ้าชู้แถมยังตามใจฉันอีกต่างหาก…ฟังดูเหมือนฉันน่าจะเป็นภรรยาที่มีความสุขที่สุดในโลกเลยใช่ไหม

เรื่องของฉันเริ่มต้นในวัย 27 ปีผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งแนะนำว่า อยากให้ฉันรู้จักลูกชายเจ้าของร้านทอง เขานิสัยดีมาก และจบปริญญาโทจากเมืองนอกด้วยความเกรงใจฉันจึงยอมไปดูตัว

ครอบครัวของเขาเดินทางจากหาดใหญ่ เพื่อมาพบฉันและครอบครัวที่กรุงเทพฯ อาจเป็นเพราะบรรยากาศหรูหราของร้านอาหารใจกลางเมือง หรืออาจเป็นเพราะเวรกรรมที่เคยทำร่วมกันมา ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจเขาตั้งแต่แรกพบ ในขณะที่ครอบครัวของเราทั้งคู่ก็ดูจะยินดีที่ได้พบกันด้วย เราใช้เวลาสองปีคบหาดูใจกัน เขาตามใจฉันทุกเรื่อง ซื้อของทุกสิ่งที่ฉันแค่เปรยว่าอยากได้ แม้กระทั่งโคมไฟธรรมดา ๆ ที่ราคาตั้งหลายหมื่นบาท

 

เราชอบอะไรหลายอย่างคล้ายกันทั้งดูหนังและเดินป่า ในที่สุดเราก็ตัดสินใจแต่งงานกัน 

 

พ่อเห็นว่าฉันรักเขามาก จึงไม่ได้เรียกร้องค่าสินสอดอะไรในวันแต่งงาน เขามอบสินสอดจำนวนสองแสนสองหมื่นบาทพร้อมทองคำหนักสิบบาทและแหวนแต่งงาน ซึ่งญาติฝ่ายฉันหลายคนกระซิบกันว่า ค่าสินสอดดูจะน้อยไปหน่อยสำหรับลูกสาวร้านขายเพชรอย่างฉัน แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้ใส่ใจ แค่เรารักกันก็พอ

หลังแต่งงาน ฉันย้ายเข้าไปอยู่เรือนหอที่เขาซื้อไว้ในกรุงเทพฯ เขาขอให้ฉันเป็นแม่บ้าน ไม่ต้องทำงานให้เหนื่อย ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุด เพราะนอกจากสามีจะเป็นห่วงแล้ว พ่อฉันก็ยังรักและยกเงินค่าสินสอดทั้งหมดกว่าสามแสนห้าหมื่นบาทให้ฉันเป็นของขวัญอีกด้วย

สองเดือนผ่านไป ชีวิตแต่งงานดูเหมือนจะราบรื่นดี เขากลับบ้านตรงเวลาทุกวัน แถมไม่มีเรื่องชู้สาวให้ระคายใจยกเว้นแต่เพียงเขาไม่พูดเล่นหยอกล้อเหมือนข้าวใหม่ปลามันคู่อื่น เขาให้เงินฉันไว้ใช้จ่ายเพียงเดือนละสามพันบาทและมักโทร.หาแม่ทุกครั้งที่มีปัญหาก็เท่านั้น ฉันพยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก

 

ไม่นานเขาบอกว่างานที่ทำได้เงินเดือนน้อย ตอนที่เขายื่นธนาคารเพื่อกู้เงินซื้อเรือนหอหลังนี้ก็ได้แค่ 1.5 ล้านบาท  ในขณะที่ราคาจริงคือ 2.6 ล้านบาท  ตอนนีขาดอีกเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น

 

เขาอยากให้ฉันช่วยหาเงินจำนวนนี้ให้ เพราะรู้ว่าพ่อคงมอบเงินค่าสินสอดให้ ด้วยความรักและคิดว่าปัญหาของสามีก็คือปัญหาของฉันฉันจึงตกลงยกเงินแต่งงานทั้งหมดให้กับเขา

ไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็บอกว่าช่วงนี้ไม่มีเงินให้ เพราะต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านหนักเดือนก่อนเงินก็ไม่พอต้องโทร.ไปขอยืมแม่ และขอให้ฉันเอาเงินส่วนตัวมาใช้จ่ายในบ้านไปก่อนฉันรับปากเขาด้วยรอยยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า ฉันแทบไม่เหลือเงินติดตัวเลยแม้จะพยายามออกไปช่วยงานพ่อเพื่อเพิ่มรายได้แล้ว แต่ก็ยังไม่พอ เพราะค่าใช้จ่ายในบ้านสูงมาก ไหนยังจะต้องผ่อนรถยนต์และผ่อนบ้านหลังน้อยที่ซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานด้วย

 

ตอนนั้นฉันไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่เก็บความทุกข์ไว้ในใจคนเดียว

 

หนึ่งปีผ่านไปฉันเริ่มมองเห็นความจริงว่า ชีวิตแต่งงานของฉันไม่ได้เพอร์เฟ็กต์เหมือนที่คิด เรามักทะเลาะเพราะมีความเห็นไม่ตรงกัน สามีชอบพูดจาเหน็บแนม ไม่พูดหยอกล้อ ไม่แสดงความรัก ไม่สวมกอดไม่แม้แต่จะพาฉันออกไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าเลยสักครั้ง สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคือต้นไม้ใบหญ้า เขาสามารถตัดแต่งกิ่งต้นมะม่วงได้ทั้งวัน โดยไม่สนใจว่าฉันกำลังนั่งร้องไห้เพราะเครียดเรื่องปัญหาการเงินอยู่ เขาจะพูดคำว่ารักก็ต่อเมื่อต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น แม้แต่เรื่องสำคัญฉันสามีภรรยาอย่างเรื่องบนเตียงเขาก็ไม่สนใจ ฉันนอนร้องไห้เสียใจทุกวันแต่ลึก ๆ ก็ยังหวังให้เขากลับใจ

 

จนวันหนึ่ง ฉันก็คิดขึ้นมาว่า ถ้าเรามีลูกด้วยกันอาจช่วยขจัดปัญหาทั้งหมดได้

 

ฉันจึงตัดสินใจบอกเขาว่าอยากมีลูก เขาเห็นด้วย และยอมมีอะไรกับฉัน จนไม่กี่เดือนต่อมาฉันก็ตั้งท้องและคลอดลูกชายคนแรกสมใจ เขากลับมาเฉยชากับฉันเหมือนเดิม แต่แสดงออกว่ารักลูก และเพิ่มเงินให้เป็นเดือนละห้าพันบาท ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของแม่ลูกอ่อนที่มีอาการเบบี้บลู หรือเป็นโรคซึมเศร้าอย่างฉัน ทุกครั้งที่เงินเพิ่ม เราก็จะทะเลาะกันและจบลงด้วยการที่เขาเดินหนีไป ฉันตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการขายบ้านที่ซื้อเองกับมือ เพื่อนำเงินมาใช้ยามฉุกเฉินและจ่ายค่าจ้างพี่เลี้ยงช่วยดูแลลูก ผ่านไปเกือบสองปีฉันสังเกตว่าลูกไม่สบตาและมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กอื่น จึงตัดสินใจพาลูกไปหาหมอและได้รู้ว่า ลูกรักของฉันเป็นออทิสติก

ฉันยอมรับความจริงแต่โดยดี พร้อมตั้งใจจะทำทุกทางให้ลูกดีขึ้น เราเข้าออกโรงพยาบาลเอกชนกันเป็นว่าเล่น โชคดีที่สามียินดีจ่ายทุกบาททุกสตางค์เพื่อลูกโดยไม่อิดออด ฉันอ่านหนังสือทุกเล่ม เข้ารับการอบรมแทบทุกคอร์ส เพื่อช่วยให้เข้าใจและสอนลูกได้ดีขึ้น เราสองแม่ลูกตัวติดกันแทบตลอดเวลา ฉันสอนลูกทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องง่าย ๆ อย่างการกอด เพราะลูกของฉันไม่ชอบกอด และจะร้องไห้เสียงดังทุกครั้งที่มีใครถูกเนื้อต้องตัว ในช่วงที่ลูกนอนกลางวันฉันจะออกไปสวนสาธารณะใกล้บ้านเพื่อสังเกตพัฒนาการของเด็กปกติคนอื่น แล้วก็เอากลับมาสอนและฝึกลูกของตัวเอง ตกเย็นก็เปิดบ้านชวนเด็ก ๆมากินขนมและเล่นกับลูก เพราะเชื่อว่าเด็กปกติเหล่านี้คือครูชั้นเยี่ยมที่จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

 

ฉันตัดสินใจบอกสามีอีกครั้งว่าอยากมีลูกอีกคนจะได้ดูแลกัน ซึ่งสามีก็เห็นด้วย 

 

ไม่นานฉันก็ตั้งท้องและคลอดลูกสาว ฉันอุทิศเวลาทุกวินาทีให้ลูก ผลของความพยายามทำให้พัฒนาการของลูกชายดีขึ้น ดูแลตัวเองได้ และเข้าโรงเรียนในวัย 4 ขวบ  ลูกช่วยสอนให้ฉันรู้ว่า ถ้าตั้งใจจริงจะพิชิตได้ทุกสิ่ง  ไม่เว้นแม้แต่อาการออทิสติกที่ใคร ๆ ก็บอกว่าไม่มีทางรักษาหาย

หลังจากที่มั่นใจว่าลูกทั้งสองคนดูแลกันและกันได้แล้ว ฉันก็เบาใจ แต่ก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า การมีลูกไม่ได้ช่วยให้ความสัมพันธ์ของฉันและสามีดีขึ้น เขายังคงเฉยชาและเห็นแก่ตัวเหมือนเดิมวันหนึ่งเขาบอกให้ฉันรีบเก็บข้าวของ เพราะเขาตัดสินใจว่าจะพาครอบครัวย้ายกลับไปอยู่กับแม่ที่หาดใหญ่ โดยไม่สนใจคำคัดค้านของฉันเลย ความอดกลั้นที่สะสมมาเกือบสิบปีจึงถึงขีดสุด ฉันตัดสินใจในวินาทีนั้นว่า

 

“พอกันที…ฉันจะขอหย่า!”

 

หลังหย่ากัน ฉันจำเป็นต้องยกลูกให้เขา พร้อมเซ็นข้อตกลงว่า เขาจะได้รับสิทธิ์เลี้ยงลูกเพียงผู้เดียว เพราะตามกฎหมายฉันไม่มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้ ไม่มีรายได้และไม่มีสมบัติเหลือเลย ได้แต่โทษตัวเองว่า ฉันมันโง่! ขายสมบัติตัวเองทุกอย่าง เพราะคิดว่าถ้าทุ่มเทให้เขามาก ๆอาจเปลี่ยนใจเขาได้ กว่าจะรู้สึกตัวก็ไม่เหลืออะไรแล้ว…แม้แต่ลูก! ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับ จมกองทุกข์เพียงลำพัง สองสัปดาห์ต่อมาก็มีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง เมื่อพบแพทย์จึงได้รู้ว่า ฉันป่วยเป็นมะเร็งเต้านมขั้นที่ 3 แล้ว แต่น่าแปลกที่ฉันไม่รู้สึกกลัวตายเลย การรักษาด้วยเคมีบำบัดทำให้ฉันเพลียและผมร่วง แต่ขณะเดียวกัน ฉันกลับมีความสุขอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเพราะโรงพยาบาลทำให้ฉันได้พบและสนิทกับหนังสือธรรมะ…ทางพ้นทุกข์ที่ฉันเพิ่งได้รู้จัก

ฉันมีกำลังใจดีขึ้น เริ่มดูแลตัวเองโดยการใส่วิกผมและแต่งตัวสวยทุกวันทั้งที่ตลอดชีวิตการแต่งงาน ฉันไม่เคยคิดอยากสวยเลยสักครั้ง กัลยาณมิตรหลายคนให้กำลังใจว่าฉันคงหายในเร็ววัน เพราะถูกกับเคมีบำบัด หลังรับการรักษาแล้วผิวพรรณของฉันกลับขาวผ่อง มีน้ำมีนวลในขณะที่คนส่วนใหญ่จะโทรมและผิวดำเกรียม  หลังพักฟื้นจากการผ่าตัดแล้ว ฉันรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า  อยากออกไปขี่จักรยานทุกวัน ภายหลังเข้ารับการรักษาเพียงหนึ่งปีฉันก็หายจากโรคมะเร็งเต้านม

 

ตลอดเวลาที่ป่วย อดีตสามีก็ยังโทร.มาตามไปช่วยเลี้ยงลูก เพราะกลัวว่าลูกจะเป็นเด็กมีปัญหา ฉันปฏิเสธ บอกว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เขาไม่เชื่อ และคิดว่าฉันสร้างเรื่องเพื่อเรียกร้องเงินชดเชย กระทั่งวันที่หมอลงความเห็นว่าฉันหายแล้วด้วยความที่คิดถึงลูกเหลือเกิน ฉันจึงหอบเสื้อผ้าไปอยู่กับอดีตสามีอีกครั้ง

เมื่ออยู่ด้วยกันฉันพบว่า  อดีตสามียังคงใจแคบ  เฉยชา แถมยังพูดกรอกหูฉันทุกวันว่า มีลูกน่ารัก มีบ้านให้อยู่ มีเงินให้ใช้แล้วเธอยังต้องการอะไรอีก! นอกจากนี้เขาก็ยังเผลอพูดว่า เรือนหอที่ฉันเคยให้เงินสินสอดไปช่วยจ่ายนั้น เขานำไปขายได้เงินมาก้อนโต ทันทีที่ได้ยิน ฉันรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง เจ็บปวดจนไร้เรี่ยวแรง ทรุดลงไปกองบนพื้นโดยไม่รู้ตัว ชีวิตแต่งงานพรากทุกสิ่งไปจากฉัน ทั้งลูก เงิน  บ้าน เวลากว่าค่อนชีวิต และความรักบริสุทธิ์ วินาทีนั้นฉันเครียดจนเริ่มมีอาการทางประสาท แต่ทันทีที่ได้สติ ฉันก็รีบหนีออกมา อาการเจ็บปวดรุนแรงที่หน้าอกกลับคืนมาด้วยแพทย์ระบุว่าฉันกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมอีกครั้ง ฉันตัดสินใจสู้ด้วยการเข้ารับการรักษามะเร็งอีกครั้ง และลงทุนเปิดร้านขายเสื้อผ้าเล็ก ๆ เพื่อหารายได้ดูแลตัวเอง

กิจการร้านเสื้อผ้าดีขึ้นเรื่อย ๆ ฉันพยายามหาเงินมาลงทุนเพิ่ม แต่ไม่อยากรบกวนพ่อ เพราะท่านเองก็มีครอบครัวใหม่ ฉันตัดสินใจบากหน้ากลับไปพบอดีตสามี เพื่อขอรับเงินส่วนแบ่งสินสมรสจำนวนสองล้านบาท แต่เขายื่นให้เพียงสองแสนบาทบอกว่ามีให้แค่นี้ ฉันรับเงินมาโดยไม่ติดใจเอาความ พร้อมกับกอดลาลูกทั้งสองคนแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มเมื่อได้ยินลูกพูดว่า หนูรักแม่ที่สุดในโลก ฉันเดินจากมาพลางบอกตัวเองว่า ต่อจากนี้ฉันจะเข้มแข็งและไม่ยอมให้ทุกข์มาครอบงำได้อีกแล้ว

ปัจจุบันฉันมีรายได้จากการขายเสื้อผ้าไม่ต่ำกว่าเดือนละหนึ่งแสนบาท มีคอนโด-มิเนียมเป็นของตัวเองหนึ่งห้อง และหายจากโรคมะเร็งเต้านมอีกครั้ง

 

ฉันตั้งปณิธานไว้ว่า ต่อจากนี้จะใช้ชีวิตที่เหลือโดยมีพระธรรมนำทาง และจะคอยแบ่งปันกำลังใจให้คนที่จมทุกข์ เพราะรู้ดีว่าในวันที่อ่อนแอที่สุด ถ้ามีใครสักคนยื่นความช่วยเหลือให้แม้เพียงน้อยนิด ก็สามารถเปลี่ยนวันอันมืดมนให้กลับมาสดใสได้อีกครั้ง 

 

ข้อคิดจากพระ ดร.นิตินัย ธีรวังโส วัดถ้ำปากเปียง จังหวัดเชียงใหม่

ทุกชีวิตบนโลกย่อมต้องพบเจอทั้งสุขและทุกข์เป็นปกติ ไม่มีใครหนีพ้นทางแก้เดียวคือ เราต้องอยู่ท่ามกลางทุกข์ให้ได้อย่างมีความสุข ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องความรัก ยิ่งหากแต่งงานเป็นคู่สามีภรรยากันด้วยแล้ว ก็ย่อมต้องเผชิญกับทุกข์มหาศาลที่พร้อมจะถาโถมทำลายทุกเมื่อ พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า มนุษย์ควรมีความรักความเมตตาต่อกัน แต่ความรักนั้นต้องรักกันให้เป็น นั่นคือรักแบบมีเหตุผลไม่งมงาย ไม่หวังสิ่งตอบแทน และหมั่นให้กำลังใจกันเสมอ…ถ้าสุดท้ายรักมีอันต้องจบลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะความผิดของฝ่ายใด สิ่งที่เราควรทำให้ได้คือให้อภัย เพราะผลของการอภัยนั้น ไม่ได้ทำให้ใครมีความสุขมากไปกว่าจิตใจของผู้อภัยเอง

 

ฉันมันโง่! ขายสมบัติตัวเองทุกอย่างเพราะคิดว่าถ้าทุ่มเทให้เขามากๆ อาจเปลี่ยนใจเขาได้ กว่าจะรู้สึกตัวก็ไม่เหลืออะไรแล้ว…แม้แต่ลูก!

 

 

เรื่อง เนี้ยว เรียบเรียง ชลธิชา แสงใสแก้ว 

สนใจส่ง True story เรื่องจริงให้ข้อคิดและสัจธรรมแก่โลก inbox มาได้ที่ Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

รักแท้ ไม่แพ้อะไรทั้งนั้น ถึงแม้หย่ากันแล้วก็กลับมาแต่งกันใหม่ได้

ความรัก ความทุกข์   ต้นเหตุของความสุขในปัจจุบัน – ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี

รักใดจะเสมอเหมือน รักของแม่ ยอมพิการเพื่อช่วยชีวิตลูก

ไม่มีรักไหนยิ่งใหญ่กว่ารักแท้ของ ครอบครัว คุณช่า – ธัชปชา และ แม่นิด- สุมน เศรฐไชย

ครั้งหนึ่งซึ่งเคยผิดหวังและรักปัจจุบันที่ฝ่าฟันด้วยความทรหด DJ อ้อย – นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล

keyboard_arrow_up