หมาจรจัด

True Story :  คน (ไม่บ้า) กับ หมาจรจัด

หมาจรจัด
หมาจรจัด

คน (ไม่บ้า) กับ หมาจรจัด – ฉันแบกเป้ใบน้อยออกจากประจวบคีรีขันธ์มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ พร้อมหอบความหวังมาเต็มดวงใจว่า ฉันจะต้องรวย จะได้เอาเงินไปช่วยน้องหมาทุกตัวบนโลกใบนี้ให้จงได้!

ด้วยความที่ฉันไม่รู้จักใครและไม่มีญาติที่ไหนในกรุงเทพฯเลย อีกทั้งวุฒิการศึกษาก็เพียงชั้นประถม งานที่ทำได้จึงมีไม่มากฉันหาอยู่หลายวัน สุดท้ายก็ได้งานเป็นมาร์กกี้เงินเดือนไม่กี่พันบาทที่ไนต์คลับแห่งหนึ่งใจกลางเมือง

สัปดาห์แรกที่ทำงาน ฉันเจอแต่พวกเฒ่าหัวงูที่คอยมาแต๊ะอั๋ง ฉันรู้สึกขยะแขยงและทรมานใจมากจนแทบจะทนอยู่ไม่ได้แต่โชคยังดีที่มีแขกคนหนึ่งสอนให้ฉันเล่นสนุ้กเกอร์ ฉันรู้สึกว่าเป็นกีฬาที่สนุกและตื่นเต้นมาก เวลาผ่านไปไม่กี่วัน ฉันก็สามารถเล่นสนุ้กชนะคนที่สอนฉันได้จากนั้นก็ไม่มีแขกคนไหนกล้ามาลวนลามฉันอีก ต่อมาไม่นานชีวิตของมาร์กกี้สาวบ้านนอกก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ฉันมีรายได้จากการแข่งสนุ้กอย่างต่ำวันละหมื่นกว่าบาท บางวันโชคดีได้แข่งกับแขกใจป้ำที่ไม่กล้ายอมรับว่ากำลังจะแพ้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ถ้าเจออย่างนี้ฉันก็จะได้เงินเหนาะ ๆ ประมาณแสนกว่าบาทต่อคืนฉันเล่นสนุ้กอย่างมีความสุขทุกวัน และตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ฉันก็แทบไม่แพ้ใครเลย ช่วงเวลานั้นฉันคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก เพราะฝันของฉันได้กลายเป็นจริง ฉันมีเงินใช้จ่ายอย่างสบายและมีเงินเลี้ยงอาหารน้องหมาจรจัดที่น่าสงสารทุกวัน

เช้าวันหนึ่งหลังเลิกงาน ฉันเดินกลับบ้านตามปกติ ขณะกำลังเดินข้ามถนนอยู่บนสะพานลอยใกล้ห้องพัก ฉันได้ยินเสียงผู้ชายกระซิบเบา ๆ เสียงเหมือนดังอยู่ในหัวว่า “ระวังจะโดนตีหัว”ฉันตกใจมากรีบหันกลับไป ก็เห็นไม้หน้าสามลอยละล่องตรงเข้ามาที่หน้า เสียงดังปัง! ใจฉันหล่นลงไปที่ตาตุ่ม ภายในหัวสั่นสะท้าน เจ็บปวดที่สุดในชีวิต ได้แต่ร้องครวญคราง พูดไม่ออกแม้แต่คำว่า ช่วยด้วย! ฉันได้แต่นอนคุดคู้ใช้มือป้องหัว ดิ้นทุรนทุรายกลิ้งไปกลิ้งมาด้วยความเจ็บปวด ขณะเดียวกันชายสวมหน้ากากไหมพรมสีดำก็ยังใช้ไม้หน้าสามทุบหัวและลำตัวของฉันแบบไม่ยั้ง!

พอเห็นฉันหมดแรง เขาก็ยื่นมือเข้ามาล้วงเงินในกระเป๋า เดชะบุญที่มีคนเดินขึ้นมาบนสะพานลอยและเห็นเหตุการณ์เข้าพอดีชายคนนั้นจึงวิ่งหนีไป แล้วฉันก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที…

หลังได้รับการรักษา คุณหมอบอกว่าฉันโชคดีมากที่ไม่มีอวัยวะใดแตกหัก มีเพียงอาการปวดบวมอักเสบเท่านั้น ฉันพักอยู่โรงพยาบาลเพียงคืนเดียวก็รีบขอคุณหมอกลับบ้าน แต่ในใจยังคิดอยู่ตลอดว่า เสียงผู้ชายนิรนามที่มาเตือนคือใคร

หลายเดือนผ่านไป แผลของฉันหายเป็นปกติ แน่นอนว่าฉันยังคงมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการเล่นสนุ้กเกอร์ และด้วยความที่ชอบใส่ทองมาก แทบทุกครั้งที่ได้เงินก้อนใหญ่ ฉันก็จะเอาไปซื้อสร้อยทองห้าบาทบ้าง สิบบาทบ้างมาใส่รวมแล้วบนตัวฉันมีทองคิดเป็นเงินราวสามสิบบาทเห็นจะได้ ฉันอดภูมิใจไม่ได้ว่าผู้หญิงบ้านนอกอย่างฉันมีทองใส่มากมายขนาดนี้ โดยที่ไม่ได้เอะใจเลยว่า ทองเหล่านี้จะนำความทุกข์มหันต์มาให้!

วันหนึ่งหลังกลับจากทำงาน ฉันรู้สึกเหนื่อยล้ามาก ปกติฉันจะนอนหลับทั้งที่มีทองเต็มคอ แต่วันนี้ฉันรู้สึกมีลางสังหรณ์บางอย่าง เลยเอาทองทั้งหมดใส่ไว้ในเสื้อสูทที่ถอดวางอยู่บนพื้นห้อง แล้วผล็อยหลับไปสักครู่เสียงผู้ชายคนเดิมก็ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง

“ตื่น ๆ มีคนบุกเข้ามาขโมยของในห้อง”

ฉันลืมตาขึ้นทันที ภาพที่เห็นตรงหน้าคือ ผู้ชายเปลือยเหลือเพียงกางเกงในตัวเดียวกำลังโน้มตัวลงมาจะถอดเสื้อฉันฉันร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ ชายคนนั้นจึงกระแทกเข่าเข้าที่ท้อง แล้วเอามีดปอกผลไม้จ่อที่คอของฉัน บอกให้ฉันเงียบแล้วนอนคว่ำลง เสียงผู้ชายในหัว ซึ่งบัดนี้ฉันคิดว่าคงเป็นเทวดาประจำตัวบอกให้ฉันพูดดี ๆ กับโจร ฉันจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนว่า

“ฉันปวดฉี่เหลือเกิน ขอไปฉี่หน่อยนะ”

โจรตะคอกกลับมาว่า “ฉี่ที่พื้นนี่แหละ”

ฉันยิ้มสู้แล้วบอกว่า

“โธ่! พี่ จะทำอย่างนั้นได้ยังไง ฉันอาย”

โจรคงใจอ่อนเลยลดมีดลง ระหว่างนั้นฉันสบโอกาสวิ่งหนีไปปลดกลอนประตู แต่ไม่ทัน โจรขัดขาไว้ แล้วลากฉันไปมัดไว้ในห้องน้ำ แถมขู่จะฆ่าถ้าฉันคิดจะหนีอีก จากนั้นมันก็ค้นข้าวของกระจุยกระจาย คว้าพระเลี่ยมทองและเงินสดไปหลายพันบาท โดยไม่ทันสังเกตว่ามีทองและเงินสดอีกร่วมสองแสนบาทอยู่ในเสื้อสูทที่กองอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปไม่นาน เพื่อนข้างห้องตื่นแล้วคุยกันเสียงดังโจรคงกลัวโดนจับได้ เลยรีบปีนหน้าต่างหนีไป ฉันได้แต่นั่งสวดมนต์ภาวนาที่พ้นเคราะห์หนักนี้มาได้

พอหายตกใจ ฉันก็รีบไปแจ้งความที่โรงพัก และเก็บข้าวของย้ายไปหาที่พักใหม่ เพราะกลัวว่าโจรคนเดิมจะกลับมาทำร้ายอีก ไม่นานความกลัวของฉันก็กลายเป็นจริง เย็นวันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังให้อาหารหมาอยู่ผู้ชายสองคนก็วิ่งตรงเข้ามาหมายจะทำร้าย หมาหลายตัวในบริเวณนั้นละสายตาจากอาหารแล้วกระโจนเข้าใส่โจรทั้งสองคนนั้นทันที เสียงขู่คำรามดังก้องพอ ๆ กับเสียงร้องของโจรที่ถูกหมาหลายตัวรุมกัด แขนขาของพวกมันเต็มไปด้วยเลือด มันตกใจวิ่งหนีไปไม่คิดชีวิต ฉันเองก็ได้แต่ยืนนิ่ง อึ้งด้วยความประทับใจ

ตั้งแต่เกิดเรื่องร้าย ๆ ฉันกลายเป็นคนขี้ระแวงมาตลอด แล้ววันหนึ่งก็ไม่วายเกิดเรื่องขึ้นอีก เพื่อนสนิทซึ่งทำงานที่เดียวกันชวนฉันไปร่วมงานวันเกิดที่บ้านพักของเธอ ทุกคนดื่มเหล้าอย่างสนุกกันเต็มที่ยกเว้นฉันที่ไม่ชอบดื่ม เพื่อนจึงชงน้ำหวานให้ พอฉันยกแก้วดื่มเพียงอึกแรก ก็รู้สึกมึนหัวและง่วงนอน เพื่อนคนเดิมจึงพาฉันขึ้นไปบนห้องนอนของเธอ แล้วพูดว่า

“หมิวแกถอดสร้อยทองมาให้ฉันหน่อยสิ ฉันอยากได้มานานแล้วว่ะ”

ฉันค่อย ๆ ถอดสร้อยทองออกจากคอแล้วส่งให้เพื่อน ก่อนจะผล็อยหลับไป

วันต่อมาฉันตื่นขึ้นในห้องนอนของตัวเองด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ทุกอย่างรอบตัวดูปกติดี ยกเว้นสร้อยคอหนักกว่าสามสิบบาทหายไป ฉันตกใจมากตั้งสติคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนจำได้ว่า เมื่อคืนฉันถอดสร้อยให้เพื่อนในงานวันเกิด ฉันรีบไปหาเพื่อน บอกว่า

“อีแดงมึงเอาสร้อยทองของกูคืนมาเลยนะ”

เพื่อนหัวเราะ บอกว่า

“สร้อยของแกก็อยู่กับแกสิวะ สร้อยของฉันก็อยู่กับฉัน จะมาขอกันง่าย ๆ อย่างนี้ได้ไงวะ”

ฉันโมโหมาก แต่ก็เถียงอะไรไม่ออก เพราะจำได้ว่าตัวเองเป็นคนส่งสร้อยให้เพื่อนเองกับมือหลังจากที่ดื่มน้ำหวานซึ่งคงจะผสมยาแก้วนั้น ฉันเจ็บใจมาก วินาทีนั้นฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันอยู่กับคนเลว ๆ พวกนี้ไม่ได้แล้วคบไปก็มีแต่ฉิบหาย สู้คบหมายังไม่ได้เลย

หลังลาออกจากอาชีพมาร์กกี้ ฉันก็เปลี่ยนไปขายหมูปิ้งที่ตลาดแทน เจ้าของตลาดรักและเอ็นดูที่ฉันช่วยเขาจับสุนัขทำหมันจนหมดทั้งตลาด แต่แม่ค้าด้วยกันกลับหมั่นไส้ ฉันถูกนินทาไม่เว้นแต่ละวันทำนองว่า

“อย่าไปกินหมูปิ้งของอีหมิวเลยอีนี่เลี้ยงหมาจรจัด สกปรกทั้งคนทั้งหมานั่นแหละ”

สุดท้ายเลยไม่มีใครกล้าซื้อหมูปิ้งฉัน ฉันต้องประทังชีวิตด้วยเงินเก็บ  ซึ่งร่อยหรอลงทุกวัน  พร้อมกับทำงานรับจ้างทั่วไปเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 54 หมาจรจัดใกล้ห้องพักของฉันซึ่งมีจำนวนมากกว่าแปดสิบชีวิตกำลังจะถูกน้ำท่วมตาย ฉันจึงตัดสินใจยุติชีวิตในเมืองหลวง แล้วพาหมาทุกตัวกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

หมาจรจัด

 

ทุกวันนี้ฉันอายุเกือบห้าสิบปีแล้วแต่ยังต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองและลูก ๆ อีกนับร้อยตัว เพราะทนเห็นพวกมันหิวโซไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็มีความสุข เพราะได้อยู่ท่ามกลางลูก ๆ ซึ่งรักและซื่อสัตย์ต่อฉัน ต่างจากคนที่ฉันเคยเจอมาอย่างเทียบกันไม่ได้…

พระครูสังฆรักษ์สงบ  ธมฺมสนฺติโก  เจ้าอาวาสวัดบางปลากด จังหวัดนครนายก

ความมีเมตตาเป็นสิ่งดีที่มนุษย์ควรปลูกฝังไว้ให้เกิดขึ้นในจิตใจ  แต่หากใช้เมตตาไม่ถูกต้อง  ก็อาจก่อให้เกิดทุกข์ได้ บุญจากการเลี้ยงสัตว์นั้นจัดได้ว่าเป็นการให้ทาน  ซึ่งได้รับอานิสงส์ผลบุญน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการให้ทานต่อบุคคลหรือผู้ที่มีศีลสูงกว่า

กรณีป้าหมิวซึ่งได้ประสบทุกข์จากบุคคลอื่นจนไม่กล้าไว้วางใจใคร  หรือไม่มีกัลยาณมิตรดี ๆ เลย  จึงหันไปทุ่มเททุกสิ่งให้กับสุนัขที่เลี้ยงนั้น  อาจช่วยบั่นทอนความทุกข์ได้ในขั้นต้น  แต่ที่สุดแล้ว  จำนวนสุนัขที่มีมากจะทำให้อดอยากลำบากทั้งคนและสุนัข  ผลบุญจะได้แค่ไหนก็ต้องลองพิจารณาดู

 

ที่มา : นิตยสาร Secret

เรื่อง ป้าหมิว เรียบเรียง ชลธิชา แสงใสแก้ว 

ภาพ วรวุฒิ วิชาธร

Secret Magazine (Thailand)

keyboard_arrow_up