วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ

“ขายดีเพราะไม่ได้ดีแต่ขาย” แนวคิดสู่ความสำเร็จ พ่วงความสุข ของ วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ

วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ
วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ

“ขายดีเพราะไม่ได้ดีแต่ขาย” แนวคิดสู่ความสำเร็จ พ่วงความสุข ของ วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ

ใครจะเชื่อว่าเด็กต่างจังหวัดที่คุ้ยเขี่ยหาเศษเหรียญในกองขยะและเร่ขายไอศกรีม วันหนึ่งจะกลายมาเป็นเจ้าของอาณาจักรเบนซ์ทองหล่อ ดีลเลอร์เบนซ์เจ้าเดียวในประเทศไทย ที่ขายรถได้โดยไม่ต้องมีโชว์รูม หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “ วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ

อะไรทำให้เบนซ์ทองหล่อกลายเป็นโชว์รูมแถวหน้าที่ขายเบนซ์ได้ขายเบนซ์ดีอย่างหาตัวจับยาก และอะไรทำให้เขาเป็นนักขายที่ไม่ว่าจะขายอะไรก็มีแต่คนซื้อ Secret จะพาคุณไปคุยกับเขา

“เพราะเคยจน ผมจึงรวย”: ชีวิตวัยเยาว์ของ ด.ช.วสันต์

คุณวสันต์เล่าว่า เดิมทีเตี่ยกับแม่เขามีอาชีพค้าขาย ขายทุกอย่างที่มีคนซื้อ ทั้งใบยาสูบ ตุ่ม วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงข้าวสาร ทั้งคู่อยู่อาศัยบนเรือ กระทั่งเตี่ยมีลูก 8 จน จึงย้ายไปปลูกห้องแถวเองที่ตลาดท่าเรือ จังหวัดกาญจนบุรี

“ตอนอยู่ต่างจังหวัด ถึงผมจะไม่มีเงินแต่ก็ไม่ได้รู้สึกยากจน ไม่อด ไม่อยาก เพราะหลังบ้านเลี้ยงไก่ ออกไข่จนกินไม่ทัน มีบวบ มีมะละกอให้กิน มีป่า มีวัดให้เดินเล่น ทุกอย่างฟรีหมด มารู้สึกจนก็เมื่อตอนมาอยู่กรุงเทพฯ เพราะทุกอย่างต้องใช้เงินหมด เดือนหนึ่งได้เงินมาร้อยห้าสิบบาท ต้องหารเอาเองว่าวันหนึ่งควรใช้เท่าไหร่ สมัยนั้นไปอยู่ที่บ้านญาติ ข้าวเช้า ข้าวเย็นอาศัยญาติกิน ค่าใช้จ่ายที่เหลือผมก็พยามไม่ใช้ อาศัยเดินไปเรียน ตอนเที่ยงอยากกินโค้ก แต่ก็กินไม่ได้ ต้องกรอกน้ำก๊อกกินแทน

“ผมไม่เคยขอสตางค์พ่อแม่ไปซื้อของเล่นเพราะไม่เคยอยากได้ รู้ว่าอยากก็ไม่ได้ เลยไม่มีความอยาก ไปดูเขาเล่นแทน สงสารพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาหลายคน ทำงานตัวเป็นเกลียว ถ้าผมขอ แล้วลูกคนอื่นๆ ล่ะ ผมจึงพยายามหาเงินใช้เองตั้งแต่จำความได้ อย่างตอนเจ็ดแปดขวบสมัยอยู่ต่างจังหวัด ผมก็คุ้ยเขี่ยขยะ โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ พอเจอเศษสตางค์ก็ดีใจ ต่อมาไปทำว่าวขาย พอเริ่มแบกกระติกไหวก็เปลี่ยนไปขายไอศกรีม ผมตัวเล็ก กระติกก็ลากติดพื้น แต่ก็พยายามกระเตงไปขาย ได้เงินมาก็ไม่รู้หรอกว่าจะเอาไปทำอะไร ใช้ไม่เป็นเอาไปฝากออมสินไว้ ได้เกือบพันบาท”

นักขายในวัยหนุ่ม

เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปลาย เขาเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ติด จึงเลือกเรียนมหาวิทยาลัยหอการค้า ทำให้ครอบครัวต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกค่อนข้างมาก เขาจึงต้องเริ่มทำงานหาเงินใช้เองอย่างจริงจัง

“ช่วงปีสามผมเริ่มจากไปรับจ้างขายที่ดินจัดสรรแถวซอยโชคชัย 4 ได้ค่าจ้างเดือนละหนึ่งพันบาท ถ้าขายได้ก็จะได้ค่านายหน้าเล็กน้อย พอเรียนจบมหาวิทยาลัยผมไปทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทขายพื้นที่โฆษณาตามป้ายรถเมล์อยู่หนึ่งปี แต่ก็รู้สึกว่าไม่สนุกกับงานแบบนี้ จึงลาออกแล้วกลับไปบวชที่วัดแถวบ้านเกิด

“ผมบวชอยู่ได้ 8-9 เดือน โดยแทบไม่เคยคิดว่าอยากจะสึก จนวันหนึ่งเพื่อนเก่าที่อำนวยศิลป์ก็มาชวนผมไปหางานทำและเก็บเงินเรียนต่อที่อเมริกา ผมอยากไปอเมริกามาก เคยได้ยินแต่ในหนังคาวบอย จึงขอหลวงพ่อสึก หลวงพ่อนึกไม่ถึงว่าผมจะสึก เพราะท่านมองไว้แล้วว่าผมจะต้องเป็นเจ้าอาวาสรูปต่อไปแน่ๆ

“ผมบากหน้าไปขอเงินค่าเครื่องบินเตี่ยทั้งๆ ที่รู้ว่าเตี่ยเองก็ไม่มีเงิน ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมขอ เตี่ยพยายามรั้ง แต่ผมดึงดันจะไปให้ได้ เตี่ยจึงหาเงินมาให้ผมได้ในที่สุด ผมไปสมัครเรียนภาษา 3 เดือน ใช้เงินไปจนเกือบหมด เหลืออยู่ประมาณ 90 เหรียญ จึงหางานทำเป็นกรรมกรที่แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลแถวนิวออร์ลีนส์ ต้องนั่งเรือออกไปทำงานกลางทะเล และกินนอนอยู่ที่นั่นทั้งเดือน งานหนักมาก ทำไปร้องไห้ไป พอเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งก็เปลี่ยนไปทำงานที่ 7-11 แทน”

โอกาสทางการศึกษา ได้มาเพราะ “ขอ”

การที่คุณวสันต์ได้เรียนที่หอการค้าและต่อปริญญาโทที่อเมริกานั้น ไม่ใช่เพราะสอบติด เขาได้โอกาสนั้นมาเพราะความกล้าของตัวเอง

“ผมสอบตกสัมภาษณ์หอการค้า เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เลย เขาถามว่าเรียนจบแล้วจะไปทำอะไร “อยากเป็นนักเศรษฐกิจครับ” เขาก็เลยไม่รับ พอใกล้เปิดเทอมไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยตัดสินใจไปนั่งรอหน้าห้องอธิการบดี แล้วไปพูดกับท่านตรงๆ ว่า “ผมไม่มีที่เรียนแล้ว จะให้ผมไปอยู่ที่ไหน รับผมเถอะครับ” เขาถามว่าเกรดดีไหม ผมตอบไปว่า เพราะไม่ดีเลยอยากมาเรียน เพราะไม่รู้ ถึงอยากเรียนให้ฉลาดบ้าง ท่านก็ตัดสินใจรับผม

 “ตอนเรียนปริญญาโทเหมือนกัน เงินก็ไม่มี สอบโทเฟลก็ไม่ผ่าน จึงไปนั่งเฝ้าหน้าห้องคณบดีอีกครั้ง ผมบอกท่านว่าถึงภาษาผมจะอ่อน แต่ผมก็จะพยายาม ที่ดั้นด้นมาถึงอเมริกาเพราะว่าอยากเก่งภาษา อยากเรียนตำราฝรั่ง ขอโอกาสเถอะ ให้ผมได้เรียนภาษาจะได้ดีขึ้นสักที พอเราแสดงความตั้งใจที่จะทำ ในที่สุดท่านก็ให้โอกาส แล้วเราก็ต้องทำให้ดีด้วย”

จุดเริ่มของการขายเบนซ์

ช่วงที่คุณวสันต์กำลังตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก พี่ชายก็ตามให้กลับเมืองไทยไปช่วยธุรกิจขายรถเก่าที่กาญจนบุรี ครั้งนั้นเขาเริ่มได้ใช้ความรู้จากการเรียน MBA มาวางระบบงาน

เมื่อขายรถเก่าไปสักพักเขาก็เริ่มเห็นว่าการขายรถเก่านั้นมีขั้นตอนมากและยุ่งยาก  จึงเริ่มติดต่อขอซื้อรถกระบะและรถบรรทุกจากเอเย่นต์อีซุซุมาขาย กระทั่งประสบความสำเร็จ จากนั้นก็ไปติดต่อขอเป็นดีลเลอร์รถโตโยต้า แม้จะมีสภาพหน้าร้านเป็นเพิงหมาแหงนเล็กๆ แต่เดือนหนึ่งๆ กลับขายรถได้เกือบ 20 คัน ในที่สุดเขาจึงได้เป็นดีลเลอร์รถโตโยต้าเพียงเจ้าเดียวในประเทศที่ไม่มีโชว์รูมและไม่มีช่าง แต่ขายดีไม่แพ้สาขาอื่นๆ ที่มีโชว์รูม ก่อนจะมาเริ่มจับเบนซ์ในที่สุด

“ผมเคยเห็นเบนซ์มาตั้งแต่เด็ก และคิดว่าเบนซ์เป็นรถสวย คลาสสิค แต่ไม่เคยได้สัมผัส วันนั้นเพื่อนเอาเบนซ์มาจำนำ พอได้สัมผัสครั้งแรก โอ้โห นี่คือรถยนต์ ไม่ใช่แค่วิ่งได้ มันเกาะถนน ปลอดภัย ก็ฝังใจว่าวันหนึ่ง ถ้ามีโอกาสอยากจะมีรถเบนซ์ใช้หรือค้าขายรถเบนซ์ กระทั่งมันก็เป็นจริงขึ้นมา ทำอยู่ตั้งหลายปี มีเท่าไหร่ขายหมด แล้วขายล่วงหน้าหมดเป็นปี ผมก็ไม่รู้จะมีโชว์รูมไว้ทำไม เพราะไม่มีรถจะโชว์”

ขายดีเพราะไม่ได้ดีแต่ขาย

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้คุณวสันต์ขายเบนซ์มาเป็นเวลา 40 ปีแล้ว และ 40 ปีนี้ ก็เป็นช่วงเวลาที่เขาพิสูจน์ได้ดีว่า ไม่ว่าเขาจะขายอะไรก็มีแต่คนซื้อทั้งนั้น

“การขายง่ายจะตาย ถ้าเราขายรถแบบชาวบ้านทั่วไป ยาก คือเขาจะซื้อบีเอ็ม แต่ไปจูงให้เขามาซื้อเบนซ์ ผมจะขายเฉพาะคนซื้อเบนซ์แน่นอน เพียงแต่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อรุ่นไหน ที่ไหน กำลังเทียบราคา มันจึงต้องมีกลยุทธ์ว่าทำอย่างไรให้ลูกค้าเลือกมาหาเรา มีโปรโมชั่นดีๆ มีบริการดีๆ มันมีหลายกระบวนการ

“ผมว่าการขายมันฝึกได้ ไม่ต้องมีพรสวรรค์ แต่ก่อนผมก็ขายไม่เป็นเลย ถึงจะขายไอศกรีมเก่งตอนเด็กๆ แต่มันคนละเรื่องกัน ไอศกรีมนั้นแค่เอากระดิ่งเรียก ไม่ต้องพูดอะไร ลูกค้าก็มา พอจะมาขายจริงๆ ผมก็ต้องเอาสิ่งที่เรียนมาและประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาฝึกฝน และเพราะผมเชื่อว่าการขายฝึกกันได้ ผมจึงรับเฉพาะลูกน้องที่ซื่อๆ มาฝึก จะได้เป็นไปในแนวทางที่ผมชี้ อย่างคนเก่งๆ เขาก็คิดแต่จะเอาเปรียบลูกค้า คิดเอาเงินเป็นหลัก มีเป้าหมายเป็นกำไร แต่เบนซ์ทองหล่อไม่ใช่ เป้าหมายคือขายรถ ขายให้ได้ก่อน เงินนั่นเป็นเรื่องรอง แม้ขายแล้วจะขาดทุน แต่อย่างน้อยก็ได้ขาย เขาซื้อไปก็อาจไปชวนเพื่อนมาอีกสิบคน พอคิดรวมๆ แล้วมันมีแต่ได้

“โอกาส” ต้องคว้าเอาเอง เคล็ดลับสำคัญของความสำเร็จ

คุณวสันต์ แนะนำไว้ว่า การจะก้าวขึ้นเป็นคนประสบความสำเร็จได้ต้องไขว่คว้าหาโอกาสมาด้วยตัวเอง

“ทุกอย่างมันไม่ได้ลอยมาเองหรอก ต้องคว้ามันมา คุณต้องรู้จักแสวงหา ขวนขวาย ดิ้นรน ค้นหา อย่าไปหยิ่งผยอง ลองถ่อมตน ไปเป็นคนใช้เขาก็ยังดี เป็นแม่บ้าน เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยก็ยังดี เข้าไปในรั้วเขาก่อน เดี๋ยวค่อยไปแสดงความสามารถทีหลัง มันมีทาง อยากทำอะไรก็เดินเข้าไปหาโอกาสสิ แล้วแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาว่าคุณมีความสามารถขนาดไหน มีความตั้งใจเรียนรู้ สิ่งสำคัญคุณต้องรู้ว่าไม่รู้ บางคนเอาแต่บอกว่า ผมรู้แล้วๆ” คุณกำลังไม่รู้ว่าคุณไม่รู้ นี่สำคัญมาก และคุณต้องแสดงให้เขารู้ว่าเราให้ประโยชน์เขาได้มากขนาดไหน ไม่ใช่ว่าเขาจะให้ประโยชน์อะไรเรา”

แง่มุมธรรมะ

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่านอกจากคุณวสันต์จะมีมุมชีวิตด้านธุรกิจแล้ว เขายังมีมุมด้านธรรมะอีกด้วย

“วันหนึ่งภรรยาผมมีโอกาสได้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมของคุณแม่สิริ กรินชัย และกลับมาบอกสั้นๆ ว่า “พ่อๆ ทางนี้น่ะ ใช่” แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ผมบอกเธอไปว่า ไปนอนรวมกับคนเยอะๆ กินอาหารก้นบาตร ลำบากแย่เลย ผมสบายดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมายุ่งกับผม เธอก็เอาเทปมาเปิดให้ฟัง คิดว่าฟังแล้วจะเข้า แต่ผมยิ่งฟังยิ่งรำคาญใหญ่ ก็คนมันไม่สนใจ ตอนหลังเลยบอกเธอว่า เอาอย่างนี้ ถ้าอยากให้ผมไปปฏิบัติธรรม เราคงต้องเป็นเจ้าภาพจัดปฏิบัติเอง ปรากฏว่าเธอกลับเห็นด้วยและตกลงรับเป็นเจ้าภาพจัด

“พอได้ลองปฏิบัติ ผมก็รู้สึกเลยว่ามันใช่ ไม่ได้ถึงขนาดหลุดพ้น เพียงแต่ทำแล้วความโกรธ ฉุนเฉียว การพูดจาโผงผางมันลดลงไปครึ่งหนึ่ง มีสติยั้งตัวเองมากขึ้น ความไม่ดีมันก็หยุดไป ความดี เมตตา กรุณาเพิ่มขึ้น สงสารเห็นอกเห็นใจลูกน้อง รวมถึงลูกค้า คิดหาทางทำอย่างไรให้เขามีความสุข ไม่ใช่เอาสตางค์เขาอย่างเดียว ต่างกันเลยกับตอนที่เคยบวช ตอนนั้นศรัทธาพระพุทธเจ้าอย่างเดียว สวดมนต์ ห่มผ้าเหลือง ไม่กินมื้อเย็น ตื่นเช้าบิณฑบาตร เชื่อว่าทำแล้วได้บุญ ส่งบุญให้พ่อแม่ มีแต่ศรัทธา มันก็ได้แค่นั้น ไม่ได้มาชำระจิตใจให้ผ่องใส เพียงแต่ละความชั่วอย่างเดียว”

รักษาสมดุลระหว่างธุรกิจและธรรมะ

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า พุทธศาสนาสอนให้เราไม่ยึดติดวัตถุสิ่งของนอกกาย ไม่ให้ยึดติดความร่ำรวยเงินทองเพราะนั่นไม่ใช่สุขแท้ แต่ให้หาความสุขจากข้างใน คุณวสันต์บอกว่า ในเมื่อเรายังต้องทำธุรกิจ ต้องใช้ชีวิตในโลกใบนี้ เราจึงต้องรักษาสมดุลของทั้งสองอย่างให้ดี

“ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้หยุดทำเงินหรือทำมาหากิน แต่สอนให้ตระหนักว่าเงินทองเหล่านี้มันมีวันหมดไป ท่านสอนให้เตรียมพร้อม อย่าประมาท ทำไปเถอะอาชีพที่สุจริต เป็นสัมมาอาชีพ เหมือนในมรรค 8 ที่พระพุทธองค์สอน เพียงแต่อย่าไปคาดหวังว่าต้องได้เท่านั้นเท่านี้ ไม่ได้คือไม่ได้ ถ้าทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ยังไม่สำเร็จก็ถือว่าเหตุ ปัจจัยมันยังไม่เอื้อ”

หากมองโลกได้อย่างนี้ เชื่อเหลือเกินกว่าเราคงมีชีวิตที่สำเร็จได้ ด้วยใจที่เป็นสุข

หากใครอยากรู้เรื่องราวชีวิต แนวคิด และทีเด็ดเกร็ดการค้าของคุณวสันต์ฉบับเต็ม ติดตามได้ในหนังสือ “ขายดีเพราะไม่ได้ดีแต่ขาย” โดย วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ สำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู มีจำหน่ายแล้วที่ร้านหนังสือนายอินทร์และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

เรื่อง รำไพพรรณ บุญพงษ์ ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี


บทความน่าสนใจ

ความรักรสบาร์บีคิว ของ “ครูอารี” ฝรั่งคนเก่งขับซาเล้งขายบาร์บีคิว

น้องโอ เด็กดี ผู้มีมานะ ขายข้าวไข่เจียวเลี้ยงตนและน้อง สานฝันเรียนให้จบดั่งใจหวัง

จากเด็กขายไม้ขีดไฟกลายเป็นมหาเศรษฐี “อิงวาร์ คัมพรัด” ผู้ก่อตั้ง IKEA

เรื่องเล่าของคุณลุงขายไข่ไก่ ข้อคิดสำหรับคนชอบต่อราคาพ่อค้าแม่ค้า

เอาตัวรอดอย่างไร เมื่อพนักงานขายครีม ลากเข้าบูธ ?

“ความสุข” ตัวชี้วัดความสำเร็จของ ฌอห์ณ จินดาโชติ

เส้นทางสู่ความสำเร็จของ สตาร์ตอัพยุคใหม่ กั๊ก - สุพิชญา สูรพันธุ์

ยืดหยุ่นให้กับนิยามความสำเร็จของตัวเอง แล้วจะประสบความสำเร็จ

กัปตันตูน “รณชย” หางเสือแห่งชีวิต พิชิตความสำเร็จ

10 เทคนิคพิชิตความสำเร็จ ฉบับโอปราห์ วินฟรีย์

“กระดาษโพสต์อิท” สิ่งประดิษฐ์สุดห่วย เปลี่ยนความล้มเหลว ให้เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

30 ข้อคิดด้านความมั่งคั่ง ความสำเร็จ และความสุข จากขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

ครูคือเพื่อน สมการแห่งความสำเร็จ

 

keyboard_arrow_up