เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ นางฟ้าของร่างที่ไร้วิญญาณ

เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ นางฟ้าของร่างที่ไร้วิญญาณ

อดีต…เธอคือนางเอกหมายเลขหนึ่ง

ปัจจุบัน…เธอคือนักแสดงวัยห้าสิบห้า ที่บ่อยครั้งรับบทตลกเรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้เสมอ

 

     หน้ากล้อง…เธอจัดเต็มทั้งเสื้อผ้าหน้าผมไม่เคยพร่อง

หลังกล้อง…เธอทำงานจิตอาสารับแต่งหน้าให้ศพ

 

     สื่อหลายแขนงต่างพากันลงภาพเธอในชุดสุดเซ็กซี่ แต่ภาพที่เธอล้างถ้วยชามอยู่ในวัดอย่างขะมักเขม้นกลับไม่เคยมีสื่อเล่มไหนลงภาพให้ใครเห็น

 

     แม้จะแตกต่างและดูขัดแย้งกันอยู่ในที แต่ทั้งหมดคือบางฉากบางตอนที่เกิดขึ้นในชีวิตของ เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ หรือ พี่จิ๊ก ของน้อง ๆ ในวงการบันเทิงและผู้ชมทั่วประเทศ ชีวิตหน้าม่านและหลังม่านของเธอมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายทั้งร้ายและดี ล่าสุดก่อนที่ Secret จะพบกับเธอ ก็เพิ่งมีภาพขณะเธอกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าหลุดออกมาตามสื่อต่าง ๆ แถมยังมีการส่งต่อกันในโลกออนไลน์ให้คนดูกันอย่างสนุกสนาน แต่เธอก็ยังคงยิ้มรับข่าวร้อนนี้ด้วยความเข้าใจ

 

     ประสบการณ์ 30 ปีในวงการบันเทิงสอนเธอเอาไว้เช่นนั้น

 

เวลามีข่าวไม่ค่อยดีหรือมีข่าวลบ ๆ ออกมา ดูเหมือนคุณจิ๊กจะตั้งรับปัญหาได้ดีมากทุกครั้งเลยนะครับ

 

     ดิฉันไม่ได้สะทกสะท้านกับเรื่องพวกนี้เลยค่ะ เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในแสงสีเสียง เรื่องแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นต้องทำใจ โดยส่วนตัว ดิฉันก็มองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องไร้สาระอยู่แล้ว และตอนนั้นภาพที่หลุดออกมาก็ไม่ได้อนาจารอะไร ถ้ากำลังแก้ผ้าอาบน้ำจะน่าตกใจมากกว่า

 

     อีกอย่างคือ ประสบการณ์หลายสิบปีในวงการสอนเอาไว้ค่ะ ไม่งั้นดิฉันก็คงไม่อยู่มาได้จนถึงตรงนี้ เราต้องแข็งแรง อะไรก็ตามที่เข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือเลวร้าย ทุกข์หรือสุข เราต้องเรียนรู้ให้ได้ เราต้องอยู่ในโลกใบนี้ให้เป็นแล้วเราจะมีความสุขอย่างล้นเหลือ กว่าจะถึงวันนี้ ดิฉันผ่านอะไรต่ออะไรมาเยอะ ใครเข้ามาด้วยจุดประสงค์อะไร เรามองออกหมด ประสบการณ์ทำให้เราเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง ไม่ล้มลุกคลุกคลานอีกต่อไป ดิฉันมองว่าทุกเรื่องที่เข้ามาใน ชีวิตเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือแม้แต่ความตายก็ตาม

 

ความตายก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในชีวิตหรือครับ

     การได้เรียนรู้เรื่องความตายทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้นนะคะ คนเราถ้าจะต้องตายไม่ว่าใครก็ช่วยอะไรไม่ได้ เราต้องช่วยตัวเอง ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองสบายใจกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น แม้บางคนจะมีเจตนาดีมาบอกให้หายใจลึก ๆ ให้คิดถึงพระไว้นะ แต่บางทีเรากลับรู้สึกรกหูวุ่นวายใจ ที่กล้าพูดแบบนี้ก็เพราะครั้งหนึ่งดิฉันเองก็เคยอยู่ในสภาวะใกล้ตาย

 

     ตอนนั้นรู้สึกอยากอยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ อยากปรับตัวปรับใจเอง พอรู้ตัวว่าเริ่มอึดอัด เราจะหายใจยังไงถึงจะสบาย เรารู้ว่านอนท่าไหนเมื่อย นอนท่าไหนสบาย ในวินาทีนั้นไม่มีใครจะมารู้สภาพจิตและสภาพกายเรานอกจากตัวของเราเอง ถูกไหมคะ

 

ตอนนั้นคุณจิ๊กป่วยหรือเป็นอะไรครับ

 

     ดิฉันป่วยเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบขั้นรุนแรง ต้องเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนานเป็นเดือน และตลอด 2 – 3 เดือนนั้นดิฉันได้เรียนรู้ถึงความตาย ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ถ้าไม่เข้าไปเห็น ไปสัมผัสเอง ก็จะไม่มีวันรู้เลยว่า สวรรค์ นรก หรือผลกรรมที่เราทำมานั้นล้วนมีจริงทั้งหมด

 

ทรมานจนถึงขั้นต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลยใช่ไหมครับ

     ถูกต้องค่ะ ช่วงสองสามทุ่มของคืนก่อนที่จะผ่าตัด ดิฉันนั่งรถเข็นแล้วขอให้รปภ.ช่วยพาไปไหว้ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ปกติตอนกลางวันโรงพยาบาลรามาธิบดีจะมีคนเดินกันขวักไขว่ แต่พอกลางคืนไม่มีใครสักคน เงียบมาก เหมือนเรากำลังอยู่อีกโลกหนึ่งเลย

 

     ดิฉันไหว้กรมหลวงชุมพรฯแล้วอธิษฐานปรับทุกข์กับท่านว่า “ไม่รู้ลูกทำกรรมเวรอะไรไว้ ถึงได้ต้องทรมานอย่างนี้ ขอให้ความทุกข์นี้จบสิ้นไปหลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดตอนหกโมงเช้าของวันพรุ่งนี้ ซึ่งลูกก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง จะดีขึ้นหรือจะตาย ขอให้ท่านคุ้มครองลูกด้วย ขอให้ลูกได้เกิดมาเป็นคนใหม่ แล้วจากนั้นลูกจะถวายตัวรับใช้ท่าน จะทำงานช่วยเหลือโรงพยาบาลไปจนกว่าลูกจะทำต่อไปไม่ไหว”

 

หลังจากที่หายแล้ว คุณจิ๊กเข้ามาช่วยเหลืองานในโรงพยาบาลอย่างไรบ้างครับ

 

     ด้วยความที่เคยป่วยมาก่อน ดิฉันจึงรู้ดีว่าคนไข้ต้องการอะไรจากหมอและพยาบาลบ้าง ฉะนั้น พอดิฉันหายและเข้ามาช่วยงานในโรงพยาบาล ดิฉันเลยมีโอกาสได้ให้ในสิ่งที่คนไข้ต้องการ ความจริงแล้วคนไข้ไม่ต้องการอะไรมากหรอกค่ะ แค่เรายิ้มให้เขา ปลอบขวัญ ให้กำลังใจเขาให้ลุกขึ้นมาสู้กับโรคจนหายและกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมก็พอแล้ว แม้บางทีเราจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นไปไม่ได้ คนป่วยบางคนจะไม่มีวันหาย แต่กำลังใจก็ช่วยลดทอนความเจ็บปวดของเขาลงได้

 

     ดิฉันคิดว่า โรคภัยไข้เจ็บเป็นเหมือนเงาที่จะติดตามตัวเราไปตลอดชีวิต ไม่อาจแยกจากเราได้ ดังนั้นแทนที่จะกลัว เราจึงควรหันมาดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ให้เงานั้นมาเบียดบังเรามากจะดีกว่า บางคนพอรู้ตัวว่าเป็นโรคร้ายก็หงายตึง กลัวตาย ดิฉันอยากบอกว่า อย่าไปกลัวเลย คนเราเกิดมาต้องตายทุกคน แต่จะทำยังไงให้ร่างกายได้รับผลกระทบน้อยที่สุดดีกว่า บางคนเป็นโรคเบาหวาน แต่ถ้ากินยาตามหมอสั่งก็อยู่ได้นานถึงยี่สิบปี บางคนเป็นมะเร็ง หมอวินิจฉัยว่าจะอยู่ได้อีกสามเดือนเท่านั้น แต่ถ้าเขาดูแลตัวเองดีและมีกำลังใจดีก็สามารถอยู่ได้อีกเป็นสิบปีก็มี ดังนั้นจำไว้นะคะ หมอไม่ใช่ผู้ลิขิตชีวิตเรา คนที่กำหนดชีวิตเราได้คือตัวของเราเอง ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องอยู่ให้มีความสุขค่ะ

 

     ทุกวันนี้ต่อให้เป็นโรคอะไร ดิฉันก็ไม่กลัวทั้งนั้น แต่จะมุ่งมั่นรักษาและดูแลตัวเองให้ดี สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าดีหรือร้าย ทุกอย่างเป็นอาจารย์เราได้ทั้งนั้น เพราะทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย ศพทุกศพที่ดิฉันแต่งหน้าให้ก็ถือเป็นอาจารย์ เพราะเขาสอนให้เรารู้ว่า ชีวิตคนก็เท่านี้เอง

หลายคนแปลกใจว่า อยู่ดี ๆ เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ คิดอะไรถึงไปแต่งหน้าศพ

     เริ่มจากมาช่วยคุณหมอดูแลคนไข้นี่ละค่ะ จากช่วยวัดความดัน พาผู้ป่วยไปเข้าห้องน้ำ ช่วยตรงนี้อยู่ 5 – 6 ปีก็เลื่อนขั้นขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่ง 2 – 3 ปีหลังเริ่มคลุกคลีอยู่กับหมอและพยาบาลมากขึ้น ก็ได้ไปเห็นการทำงานของอาจารย์หมอที่ทำการผ่าชันสูตร ซึ่งต้องแต่งหน้าให้ศพด้วย พอดีหมอเป็นผู้ชายก็จะแต่งหน้าศพไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ดิฉันเลยอยากช่วย บวกกับที่ ดิฉันไม่ได้แต่งหน้าให้ป้าจุ๊ (จุรี โอศิริ) ตอนที่แกจากไปทั้งที่เราสนิทกันมาก เรื่องนี้ติดอยู่ในใจมาตลอด พอมีโอกาสดิฉันเลยอาสาเข้าไปแต่งหน้าศพให้ ทั้ง ๆ ที่เป็นคนกลัวผีมากนะคะ สมัยก่อนนี่อยู่คนเดียวแทบไม่ได้เลย เวลาปิดไฟนอนมืด ๆ ก็มักจะจินตนาการไปว่าเห็นคนมาแอบมอง แต่ในเมื่ออาสาแล้วก็ต้องเต็มที่ แม้บางทีจะยังกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ต้องทำใจแข็ง ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

     ก่อนจะแต่งหน้าศพดิฉันจะขออนุญาตทุกครั้ง แล้วก็คุยกับเขาไปพลางแต่งหน้าไปพลาง พอเสร็จเรียบร้อยก็ขอขมาลาโทษเรียบร้อย แม้ศพจะบอกไม่ได้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบเรา แต่ดิฉันเชื่อมั่นอยู่ลึก ๆ ว่า ทุกศพที่ผ่านมือเราไปไม่มีศพไหนที่ไม่ชอบเรา อย่างศพแรกนี่หลังจากดิฉันแต่งหน้าให้เขาเสร็จ ปรากฏว่าหน้าของเขาอมยิ้ม พอญาติเขาเห็นก็บอกเลยว่า ไม่เคยเห็นพี่ชายยิ้มอย่างนี้มาก่อน ปกติจะเป็นไอ้เสือยิ้มยาก ทำงานเครียดตลอด เราได้ยินแค่นี้ก็รู้สึกดีใจมากแล้ว

     ถึงวันนี้ดิฉันคงแต่งหน้าให้ศพมาเป็นร้อยศพแล้ว อย่างหนึ่งที่รู้สึกภูมิใจมากคือ การได้พูดคุยกับศพระหว่างที่แต่งหน้าให้เขาสื่อสารให้เขารู้ว่า ไม่มีใครทิ้งเขาไปนะ แม้ในห้องเย็นจะให้ความรู้สึกที่เปลี่ยวเหงามาก ๆ แต่คนตายก็ไม่ได้นอนแน่นิ่งคลุมผ้าอยู่ตามลำพัง เขายังมีเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์อยู่เป็นเพื่อน

 

อย่างที่พูดในตอนต้นว่า คุณจิ๊กได้เรียนรู้จากความตายมามาก อยากถามว่า ได้มีการเตรียมตัวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ

     ดิฉันเตรียมตัวตายมาตลอด นับตั้งแต่ได้เข้ามาสัมผัสกับร่างของคนที่ไร้วิญญาณ ดิฉันรู้ดีว่าวันหนึ่งเราต้องเป็นเหมือนเขาแน่นอน ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่าจะต้องตายก็อย่าตกใจ ต้องพยายามคิดให้ได้ว่าคนเราเกิดมาต้องตายทุกคน แต่ใครจะไปก่อนเท่านั้น ฉะนั้น อย่ากลัว สำหรับตัวดิฉัน ตอนนี้ก็ได้เรียนรู้แล้วว่า การที่ชีวิตดับไปนั้นไม่ทรมาน จะมีก็แต่ช่วงก่อนตายเท่านั้นที่อาจจะเจ็บปวด แต่เราก็ต้องเรียนรู้และยอมรับความเจ็บปวดนั้นให้ได้

 

     ถ้าคนที่จะจากไปเป็นคนที่เรารัก ดิฉันก็จะสวดมนต์ให้เขา เพื่อให้เขาไปสู่ภพภูมิที่ดี ตอนที่สูญเสียคุณแม่ ดิฉันเสียใจมาก แต่ก็เสียใจแบบมีขอบเขตและตั้งสติได้ในเวลาไม่นาน ทุกวันนี้เวลาไปไหน ดิฉันจะเอากระเป๋าที่ใส่รองเท้าของคุณแม่ไปด้วยตลอด รองเท้าคู่นี้ดิฉันให้แม่ไว้ เป็นลายเสือที่ท่านชอบ ซึ่งแม่ก็ใส่จนกระทั่งเสียชีวิต พอท่านจากไปดิฉันก็ถอดมาเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงท่าน ด้วยวิธีนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าแม่ยังอยู่กับเราเสมอ

 

     ดิฉันอยากบอกว่า เวลาสูญเสียสิ่งที่รัก หรือคนที่เรารักตายจากไป เราต้องทำใจและยืนหยัดให้ได้ อย่าตายตามเขาไปด้วย เขาแค่ไปถึงตรงนั้นก่อน เดี๋ยววันหนึ่งเราก็ต้องตามเขาไป แทนที่จะจมอยู่กับความเศร้า คนที่ยังอยู่ต้องพยายามสร้างรอยยิ้มให้ตัวเอง อะไรที่เกิดไปแล้วไม่มีวันแก้ไขได้ แต่เราต้องแก้ไขตัวกับใจของเราเองและก้าวต่อไปให้ได้

 

     ถ้าถามว่าตอนนี้ดิฉันพร้อมตายหรือยัง ตอบได้เลยว่าพร้อมและไม่รู้สึกเสียดายอะไรเลย เพราะเราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าแล้ว สิ่งที่ดิฉันได้รับมาทั้งหมดจนถึงวันนี้ล้วนแต่เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดทั้งนั้น แม้ว่าอาจจะมีช่วงชีวิตที่แย่ หรือแม้กระทั่งมีเพื่อนเลว ๆ เข้ามาในชีวิต ดิฉันก็มองเป็นเรื่องดี เพราะถ้าไม่มีประสบการณ์เหล่านั้นดิฉันก็คงไม่อาจยืนหยัดอยู่อย่างนี้ได้

 

     ดิฉันไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิงเก่ง แต่เป็นผู้หญิงที่ต้องลองผิดลองถูกเอง สร้างตัวขึ้นมาเอง อาจจะไม่เพอร์เฟ็กต์เหมือนคนอื่น ไม่ใช่เศรษฐีมีเงินเป็นพันล้านหรือหมื่นล้าน ดิฉันแค่พยายามทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด

 

     แค่นี้ผู้หญิงคนนี้ก็แฮ็ปปี้กับชีวิตมาก ๆ แล้วค่ะ (ยิ้ม)

 

ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ Secret of Life :::

เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ “นางฟ้าของร่างที่ไร้วิญญาณ”

นิตยสาร Secret ฉบับวันที่ 26 กรกฎาคม 2556

เรื่อง พีรภัทร โพธิสารัตนะ www.facebook.com/peerapat.secret

ภาพ วรวุฒิ วิชาธร


บทความน่าสนใจ

มีธรรมครองจิต ชีวิตยืนยาว เรื่องราวการดูแลสุขภาพกาย-ใจดีๆ จาก ชรัส เฟื่องอารมย์

วิธีค้นหาความสุข ได้ง่ายๆ จากการนับถือตัวเอง

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : ปัญญา คืออะไร จะทำอย่างไรให้เกิดปัญญา

 

 

keyboard_arrow_up