สุข

TRUE STORY: กว่าจะสุข เรื่องจริงของหญิงที่ต้องทนทุกข์กับแม่สามี

สุข
สุข

TRUE STORY: กว่าจะ สุข เรื่องจริงของหญิงที่ต้องทนทุกข์กับแม่สามี

ตั้งแต่จำความได้ เสียงที่ฉันได้ยินแทบทุกวันคือเสียงพ่อแม่ทะเลาะ ตะคอก และตะโกนใส่กันฉันเฝ้าโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน

ฉันพยายามคิดหาทางแก้ปัญหาแบบเด็ก ๆ ว่า ถ้าฉันเป็นเด็กดีกว่านี้ เรียนหนังสือเก่งกว่านี้ และทำงานบ้านได้เยอะกว่านี้ พ่อแม่คงไม่ทะเลาะกัน คงเป็นบ้านที่มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเช่นเดียวกับบ้านของเพื่อนคนอื่น ๆ ฉันจึงพยายามอย่างหนักที่จะเป็นเด็กดีของพ่อแม่

หลายปีผ่านไป ฉันเป็นเด็กดีและมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าพ่อกับแม่จะคืนดีกัน ตรงกันข้าม พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แม่เก็บข้าวของหนีออกจากบ้าน ส่วนพ่อทิ้งฉันออกไปขับรถสิบล้อรับจ้างนาน ๆ ครั้งจึงจะกลับบ้าน ตายายและน้าจึงมารับฉันและน้องชายไปอุปการะดูแล

ตาเลี้ยงดูฉันอย่างเข้มงวด ท่านมีข้อห้ามมากมาย เช่น ห้ามไม่ให้มีแฟนจนกว่าจะเรียนจบ ห้ามกลับบ้านดึกเกินสองทุ่ม ห้ามนอนค้างบ้านเพื่อน และห้ามอีกสารพัดเรื่อง ฉันทั้งกลัวและเกรงใจตามาก จึงทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต

ฉันตัดสินใจขอตาไปอยู่หอพักในตัวเมืองเพื่อทำงานและเรียนต่อชั้น ปวส. ตาเห็นในความตั้งใจจริงจึงอนุญาต แต่ไม่วายขู่ว่า

“ตั้งใจเรียนให้จบนะเว้ย อย่าเพิ่งมีแฟนถ้าเรียนไม่จบ มีผัวกลับมา กูจะเหยียบให้แบนเหมือนกระดานเลยคอยดู”

ฉันให้คำมั่นสัญญากับตา ทั้งที่ในใจคิดว่าต่อไปนี้ฉันกลับบ้านดึกได้ สังสรรค์กับเพื่อนได้ และมีแฟนได้ ในที่สุดจะได้มีอิสระเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ เสียที

หลังจากเรียนได้ไม่กี่เดือน ฉันก็คบหาดูใจกับเพื่อนชายคนหนึ่ง เขาดูแลเอาใจใส่และแสดงออกว่ารักฉันมาก ไม่นานนักฉันก็ตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ห้องเดียวกับเขาฉันสามีภรรยา

เวลาผ่านไปเกือบสองปี เหลือเทอมสุดท้ายฉันก็จะเรียนจบชั้น ปวส. วันหนึ่งขณะกำลังนั่งเรียนหนังสือ ฉันรู้สึกวิงเวียนคลื่นไส้คล้ายจะอาเจียน จึงขออนุญาตอาจารย์ไปนอนพักที่ห้องพยาบาล ระหว่างนั้นเริ่มคิดว่าไม่มีประจำเดือนมาสองเดือนแล้ว หรือว่าจะท้อง คิดได้แค่นั้นก็กลัวมาก ได้แต่บอกกับตัวเองว่าขอให้เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นจริง คงแค่คิดมากไปเอง

เย็นวันนั้นฉันซื้ออุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์จากร้านขายยากลับมาตรวจเองที่บ้าน ทันทีที่ทราบผลว่าตั้งท้องจริง ๆ ก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น ในหัวคิดซ้ำไปซ้ำมาว่า

“ตายแน่ ๆ ท้องทั้งที่ยังเรียนไม่จบแบบนี้ ถ้าตารู้คงโกรธมาก จะทำยังไงต่อไปดี”

ทันทีที่แฟนกลับมา ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดเขาตกใจมาก แต่ก็พยายามปลอบใจฉันว่าทุกปัญหาแก้ไขได้ เขาจะไปปรึกษาแม่ แม่ของเขาใจดี น่าจะมีทางออกให้เราสองคนได้

ทันทีที่แม่แฟนรู้ก็รีบมาหาฉัน แทนที่จะดุด่ากลับมาพร้อมอาหารและผลไม้มากมายแม่ทำกับข้าวให้กิน ทั้งยังดูแลเอาใจใส่อย่างดีพร้อมปลอบใจไม่ให้คิดมาก และบอกว่าจะไปสู่ขอแล้วจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี ฉันทั้งดีใจและซาบซึ้งใจมาก คิดว่าตัวเองช่างเป็นลูกสะใภ้ที่โชคดีที่สุดในโลกที่มีแม่สามีใจดีแบบนี้

วันต่อมาระหว่างที่แฟนออกไปเรียนหนังสือ แม่แฟนแวะมาหาฉันที่ห้องพัก ทำกับข้าวมาให้กินเหมือนเคย แต่คราวนี้แม่นำน้ำสมุนไพรมาด้วย บอกว่าฉันต้องดื่มน้ำสมุนไพรเยอะ ๆ จะได้บำรุงลูกในท้อง ฉันดื่มน้ำสมุนไพรจนเกือบหมดขวดตามที่แม่บอก ไม่นานแม่ก็ถามเสียงแข็งว่า

“เริ่มปวดท้องหรือยัง”

ฉันตอบว่า

“ไม่ปวดค่ะ ดื่มน้ำนี้แล้วจะทำให้ปวดท้องเหรอคะ”

เธอมองมาที่ฉันด้วยแววตายิ้มเยาะแล้วตอบว่า

“ก็ใช่น่ะสิ รีบปวด แล้วรีบขับเลือดออกมาเสีย”

ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่แฟนพูดจึงถามย้ำอีกครั้ง คราวนี้แม่แฟนตอบว่า

“ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ น้ำสมุนไพรที่ฉันให้เธอกินไม่ใช่ยาบำรุง แต่เป็นยาขับเลือดเข้าใจแล้วก็เลิกถามเสียที รีบ ๆ แท้งลูกออกมาเสีย เรื่องจะได้จบ ๆ”

สิ้นเสียงแม่ ฉันตกใจมาก รู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความกลัว ผู้หญิงคนนี้ดูภายนอกเหมือนจะใจดี แต่จิตใจโหดร้ายอำมหิต สามารถฆ่าหลานตัวเองได้ลงคอ ไม่นานฉันก็ปวดท้องอย่างรุนแรงนานหลายชั่วโมง แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมาเมื่อแฟนกลับมาจากโรงเรียน แม่สั่งให้เขาพาฉันไปทำแท้งที่คลินิกเถื่อน

หลังจากพักฟื้นได้ไม่นาน แม่และพ่อของแฟนก็มาสู่ขอฉันจากตายาย ท่านตกใจมาก แต่ก็ยินยอมเพราะเห็นว่าเรารักกันหลังจากเรียนจบชั้น ปวส. เราจัดงานแต่งงานแบบเงียบ ๆ เชิญเฉพาะญาติผู้ใหญ่ที่สนิทเท่านั้น

ฉันย้ายเข้าไปอยู่บ้านสามี แม้จะรู้ว่าแม่สามีไม่ค่อยชอบ แต่ก็พยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ทำงานบ้านทุกอย่าง ทำกับข้าว ซักผ้า ปรนนิบัติดูแลสามี แม่และพ่อของสามี รวมทั้งทำงานนอกบ้าน พร้อมดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนสามีที่ยังหางานทำไม่ได้ด้วย

ชีวิตครอบครัวของฉันดำเนินมาได้เกือบหนึ่งปี วันหนึ่งสามีของฉันประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้ม แม่สามีโทร.มาบอกว่ากำลังผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาล ฉันรีบไปรอหน้าห้องผ่าตัด จึงได้ทราบความจริงจากนางพยาบาลว่า สามีไม่ได้ประสบอุบัติเหตุคนเดียว แต่มีหญิงสาวอีกคนซ้อนท้ายรถไปด้วย แต่เธอบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ฉันโกรธสามีที่นอกใจ พร้อมบอกตัวเองว่า ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่จะเลิกกับเขาทันทีแต่รอแล้วรอเล่าเขาก็ยังไม่ฟื้น ผ่านไปหนึ่งเดือนสามีจึงฟื้นขึ้นมา นอกจากขาหักแล้วยังความจำเสื่อมและสติไม่ค่อยสมประกอบอีกด้วย ฉันโกรธเขาไม่ลง ตรงกันข้ามฉันสงสารเขาจับใจ

หลังสามีกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ภาระหน้าที่ของฉันก็หนักขึ้นเป็นทวีคูณ นอกจากต้องทำงานบ้านทั้งหมดไปพร้อมกับออกไปทำงานประจำแล้ว ยังต้องปรนนิบัติดูแลสามีที่ขาหัก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และสติไม่ค่อยสมประกอบ ด้วยความรักฉันปรนนิบัติดูแลเขาอย่างดี ไม่เคยบ่น และไม่เคยอิดออดเลย

หนึ่งปีต่อมาสามีเริ่มกลับมาเดินได้อีกครั้งและความจำดีขึ้น ตรงกันข้ามความรักที่ฉันมีให้เขากลับลดน้อยลง หลงเหลือไว้เพียงความเป็นเพื่อนเท่านั้น

วันหนึ่งขณะที่ฉันเดินทางกลับไปเยี่ยมตาและยาย แม่สามีก็โทร.มาด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า

“เธอกลับบ้านบ่อย ๆ แบบนี้ คงเบื่อลูกชายฉันมากใช่ไหม ถ้าอยากกลับไปอยู่บ้านของตัวเองก็เชิญ”

ความอดทนของฉันถึงขีดสุด พอกันทีกับแม่สามีที่คอยกลั่นแกล้ง พ่อสามีที่ไม่เคยสนใจ รวมทั้งสามีที่มีชู้และไม่เคยปกป้องฉันเลย หลังจากวางหูฉันเดินเข้าไปบอกตายายและน้าทั้งน้ำตาว่าฉันจะหย่า

วันต่อมาน้าพาฉันไปเก็บข้าวของออกจากบ้านสามี ฉันกลายเป็นแม่ม่ายในวัยเพียงยี่สิบต้น ๆ คนที่คอยรับฟังและให้กำลังใจฉันได้ดีที่สุดในขณะนั้นคือ พิม เพื่อนผู้หญิงในที่ทำงาน เธอเป็นเพียงเพื่อนคนเดียวที่ฉันวางใจ กล้าเล่าปัญหาให้ฟังอยู่เสมอ เราสองคนสนิทกันมาก เพราะพิมก็มาจากครอบครัวที่แตกแยกเช่นกัน

ฉันกลับมาอยู่บ้าน ใช้ชีวิตเฉยชาเหมือนคนไม่มีหัวใจ มีเพียงพิมที่คอยดูแลและปลอบใจ ไม่กี่เดือนต่อมาพิมก็ลาออกจากบริษัท แม้เราสองคนไม่ได้ทำงานที่เดียวกันแล้ว แต่ยังโทร.คุยกันแทบทุกวัน พิมเล่าว่าเธอได้งานใหม่เป็นพนักงานขายรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ถ้าฉันสนใจซื้อรถ เธอจะให้ส่วนลดพิเศษ พร้อมของแถมอีกหลายรายการ ฉันอยากช่วยเหลือเพื่อน จึงนำเงินเก็บจำนวนห้าหมื่นบาทซึ่งเป็นเงินเก็บเพียงก้อนเดียวที่มีนำไปดาวน์รถยนต์ โดยพิมเป็นคนรับเงินและดูแลเรื่องเอกสารทั้งหมด

ครบกำหนดวันรับรถ พิมบอกว่าฉันไม่ต้องเสียเวลาไปรับรถที่บริษัทหรอก เธออาสาขับมาส่งให้ที่บ้านเอง ฉันนั่งรอตลอดทั้งวัน จนพลบค่ำพิมก็ยังไม่มา ฉันร้อนใจและเป็นห่วงว่าเธออาจประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง จึงโทร.หา แต่โทร.เท่าไหร่ก็ไม่ติด จึงโทร.ไปที่บริษัทรถยนต์ พนักงานบอกว่าพิมลาออกจากบริษัทรถยนต์แห่งนี้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว และไม่มีรายการสั่งซื้อรถของฉันด้วย

ฉันเริ่มตาสว่าง เข้าใจแล้วว่าพิมหลอกฉันมาตลอด หลอกว่าเป็นเพื่อนที่แสนดีหลอกว่าจะขายรถยนต์ราคาถูกให้ และที่สำคัญหลอกเอาเงินเก็บเพียงก้อนเดียวของฉันไปด้วยวินาทีนั้นฉันรู้สึกหดหู่และสิ้นหวัง โลกใบนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน ฉันไม่เหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว ทั้งลูก ความรัก ความไว้ใจ เพื่อนและเงินทอง ในเมื่อทำดีแล้วไม่ได้ดี ก็ไม่รู้ว่าจะทำความดีไปเพื่ออะไร

ตั้งแต่วันนั้นฉันก็ติดเหล้า เที่ยวกลางคืนติดการพนัน และติดหนี้บัตรเครดิต ฉันใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างคนไม่มีอนาคต ผ่านไปหลายปีจนกระทั่งได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งชื่อ โจ

ความสัมพันธ์ระหว่างฉันและโจพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เขาเป็นทั้งผู้รับฟัง เป็นที่ปรึกษาและคอยให้กำลังใจ เราคุยโทรศัพท์และแชตไลน์กันทั้งวัน จนในที่สุดโจก็ขอฉันเป็นแฟนหลังจากคบกัน ชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โจแนะนำฉันทุกเรื่อง สอนให้รักตัวเอง ให้เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกดื่มเหล้าเลิกการพนัน และรู้จักอดออม จนในที่สุดฉันสามารถปลดหนี้บัตรเครดิตก้อนโตได้สำเร็จ

                ทุกวันนี้ฉันมีความสุขมาก พยายามลืมทุกความทุกข์ที่ผ่านมา แม้ไม่รู้ว่าชีวิตจากนี้จะหันเหไปเช่นไร แต่เชื่อว่าชีวิตฉันเริ่มต้นใหม่ขึ้นอีกครั้งแล้ว ภาพและบุคคลในภาพจำลองขึ้นตามเหตุการณ์จริง

ข้อคิดคำสอนจากพระภาสกร ภูริวฑ.ฒโน (ภาวิไล)

                ชีวิตประดุจนาวาแล่นไปในทะเลกว้าง บางครั้งคลื่นลมสงบ บางครั้งก็เป็นดังพายุคลั่ง เราทุกคนมีหน้าที่ประคองนาวาชีวิตนี้ไปให้ถึงฝั่งฝันอันไร้คลื่นลม เมื่อใดที่ปรับใบเรือให้สอดคล้องรับกับแรงลมได้ดี นาวาน้อยก็ทะยานไปเบื้องหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อใดที่ตั้งใบเรือผิดหรือหลงเพลินกับสิ่งอื่น ๆ จนลืมลดใบเรือยามเมื่อคลื่นลมกระหน่ำรุนแรงรวดเร็วไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว เรือก็อาจพลิกคว่ำได้

                ชีวิตก็เช่นกัน มีทั้งขาขึ้นและขาลงยามเมื่อขาขึ้นอย่าได้หลงระเริงเพลิดเพลินจนเกินไป ยามเมื่อขาลงก็ถือเสียว่าเป็นโอกาสที่จะได้ชดใช้กรรม ขณะเดียวกันจงพลิกวิกฤติเป็นโอกาส อย่าไปโทษหรือไปคาดหวังที่จะให้ใครเป็นไปตามใจเราอย่าเอาความสุขความทุกข์ของเราไปฝากไว้กับความคิด คำพูด และการกระทำของคนอื่น จงมองหาโอกาสในการศึกษาพัฒนาตนเพื่อตระเตรียมเอาไว้ให้เพียงพอต่อโอกาสที่จะผ่านเข้ามาในอนาคต ทั้งหมดที่กล่าวมานี้สรุปความลงที่คำว่า “อย่าประมาท”

 

เรื่อง ปุ๋ย เรียบเรียง ชลธิชา แสงใสแก้ว

ภาพ วรวุฒิ วิชาธร ผู้ช่วยช่างภาพ กำพล ยอดเมือง สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์

แบบ อรอุมา ศิลป์วัฒนานุกูล, อุรัชษฎา ขุนขำ (ภาพและบุคคลในภาพจำลองขึ้นตามเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง)

 


หากใครมีเรื่องราวชีวิตจริงที่อยากแบ่งปัน สามารถส่งเรื่องเข้ามาได้ที่อีเมล [email protected]

 

keyboard_arrow_up