โรคสะเก็ดเงิน

True Story : ความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเข้าใจ ความทุกข์ของผู้ป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน

Alternative Textaccount_circle
event
โรคสะเก็ดเงิน
โรคสะเก็ดเงิน

เมื่ออายุได้ 15 ปี ฉันรู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ เริ่มจากมีสะเก็ดขาว ๆ คล้ายรังแคเต็มศีรษะไปหมด ไปหาหมอในชุมชน เขาก็บอกว่าเกิดจากเชื้อรา ต้องทายาและกินยาเพื่อบรรเทาอาการ แต่หลัง ๆ อาการที่ว่านี้เริ่มลุกลาม ผิวรอบใบหน้าของฉันลอกและแดง เวลาไปเรียนคนก็เริ่มมอง และเริ่มถามกันว่า

“หน้าไปโดนอะไรมา”

“แพ้เครื่องสำอางเหรอ”

ฉันรู้ว่าบางคนก็ถามด้วยความเป็นห่วง แต่คำถามเหล่านี้ทำให้เด็กที่เริ่มโตเป็นสาวหมดความมั่นใจ ไปไหนก็ไม่กล้าสบตาผู้คน ฉันไม่มีคำตอบให้พวกเขา ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร ตอนนั้นคิดว่าคงแพ้น้ำยาฆ่าแมลงที่ฉีดในสวนเงาะ ต่อมาเวลาไปทำงานฉันจึงแต่งตัวมิดชิด ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใช้ผ้าโพกหัวและปิดใบหน้าให้มิดชิด กลับบ้านก็รีบล้างตัวให้สะอาด แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น เพราะต่อมาเริ่มมีผดเม็ดเล็ก ๆ ตามตัว ถ้าโดนแดดหรือเหงื่อออกก็จะคันยิบ ๆ ทรมานมาก จนครูที่โรงเรียนสงสาร พาฉันไปหาหมอผิวหนังในตัวเมือง คราวนี้หมอบอกว่า

 

โรคสะเก็ดเงิน

 

“น้องเป็น โรคสะเก็ดเงิน โรคนี้รักษาไม่หายขาดนะ”

ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่า “โรคสะเก็ดเงิน” คืออะไร แต่คำว่า “รักษาไม่หาย” จากปากของหมอ ทำให้ฉันร้องไห้โฮในหัวมีแต่คำถามว่าทำไมฉันต้องเป็นโรคนี้ด้วย แล้วต่อไปจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

อนาคตที่เคยวางไว้เริ่มละลายหายไปกับน้ำตา ฉันเคยเห็นภาพคนป่วยเป็นโรคนี้จากข่าว เนื้อตัวพวกเขาเต็มไปด้วยผื่นเป็นปื้นแดง หากในอนาคตฉันเป็นอย่างนั้นล่ะ ฉันคงไม่สามารถออกไปเรียนหรือหางานทำได้อย่างที่หวังไว้

แม้พยายามกินยาและทายาที่หมอให้อย่างเคร่งครัด แต่รอยแผลบนใบหน้ากลับไม่จางหายไป ทั้งยังแดงขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉันจึงเริ่มหวาดระแวงสายตาผู้คนมากขึ้น คิดไปต่าง ๆ นานาว่า คนจะมองหน้าเราไหมเขาจะถามหรือเปล่าว่าเราเป็นอะไรความเจ็บปวดทางกายฉันยังพอทนได้ แต่ความกลัว อาย และหวาดระแวง ทำให้ฉันไม่กล้าเข้าสังคม เลิกเรียนก็รีบกลับบ้าน วันหยุดนอกจากทำงานก็ไม่ออกไปไหน เพราะไม่อยากให้ใครเห็น ไม่อยากให้ใครถาม และไม่อยากได้ยินเสียงซุบซิบจากใคร

ในที่สุดฉันก็ต้องหยุดเรียนตอน ปวส.ปี 3 เพราะเริ่มมีแผลลุกลามตามเนื้อตัว จนไม่สามารถออกไปนอกบ้านได้ เพราะแผลทำให้เนื้อตัวคัน เหงื่อออกนิดหน่อยก็แสบทรมาน ต้องเก็บตัวอยู่ในบ้าน อยู่กับรอยแผลบนเนื้อตัวที่ไม่มีวันหายสนิทและความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาชีวิต

คนที่รถล้มเป็นแผลฉกรรจ์ยังมีวันที่แผลหาย แต่แผลของฉันต้องติดตัวไปจนตายเชียวหรือ

ฉันจมอยู่กับความทุกข์ อยู่กับความเบื่อหน่ายตัวเองอยู่ได้ไม่นาน เพราะคนเคยทำงานแต่เล็กอย่างฉันไม่อยากอยู่นิ่งเฉยอย่างไร้ประโยชน์ได้

อยู่แต่ในบ้าน ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สู้เราใช้ชีวิตให้มีค่าดีกว่า

พอคิดได้อย่างนี้ฉันก็ลุกมาทำตัวให้เป็นประโยชน์ ทำงานบ้าน ออกไปจ่ายตลาด นั่งรถไปหาแม่บ้าง ใช้ชีวิตทุกอย่างให้เป็นปกติโดยพยายามไม่สนใจสายตาของใคร จนวันหนึ่งก็ได้รู้จักกับผู้ชายวัยไล่เลี่ยกัน ที่เขาไม่รังเกียจและพูดปลอบใจฉันอยู่เสมอเมื่อคบหาดูใจกันสักพักจึงตกลงปลงใจอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา เขาดูแลฉันเป็นอย่างดี ทั้ง ๆ ที่โรคที่ฉันเป็นไม่มีที่ท่าว่าจะหายขาด

 

คลิกเลข 3 เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>>

keyboard_arrow_up