ความผิด

True Story : ความผิด ที่ไม่คิดโทษใคร

ความผิด
ความผิด

ความผิด ที่ไม่คิดโทษใคร

ฉันฟังคำนี้จนชิน แต่ก็ไม่รู้ซึ้งถึงความหมาย จนกระทั่งวันที่ทำฉันทำ ความผิด และถูกตราหน้าว่าเป็น “เด็กไม่ดี”

ตอนเด็ก ๆ พ่อสอนฉันเสมอว่า “เป็นเด็กดีนะลูก”

ฉันเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ ท่านทั้งสองเลี้ยงดูด้วยความรักเสมอมา ถึงแม้พ่อเป็นคนดุ แต่ฉันก็มีแม่เป็นที่พึ่งพาเสมอ เรื่องราวเป็นเช่นนี้จนกระทั่งฉันอายุ 13 ปี แม่มีน้องอีกคน เวลาส่วนใหญ่ของแม่จึงทุ่มเทไปกับการดูแลน้องสาวตัวน้อย ประกอบกับในเวลานั้นพ่อต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัด ชีวิตวัยรุ่นที่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ จึงเริ่มห่างเหินไปจากครอบครัว

เวลานั้น “เพื่อน” คือที่พึ่งทางใจแห่งใหม่ของฉัน ฉันเริ่มติดเพื่อนมาก เพื่อนส่วนใหญ่ในกลุ่มเป็นผู้ชาย ฉันเริ่มเกเร โดดเรียน ที่แย่กว่านั้นคือ ก่อนขึ้น ม.ปลาย ฉันขอพ่อย้ายไปเรียนสายอาชีพ เพราะชอบมากกว่า แต่พ่อไม่อนุญาต พ่อคงไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้ฉันถลำลึกไปในทางที่ไม่ควร

เมื่อถูกบังคับให้เรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ฉันก็ต่อต้านด้วยการไม่สนใจการเรียน ฉันออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อมาถึงโรงเรียนตั้งแต่หกโมงครึ่งทุกวัน แต่ฉันไม่ได้เข้าโรงเรียน เพราะมาถึงตั้งวงกินเบียร์กับเพื่อนที่ร้านค้าแถวนั้น กินกันแบบนี้ทุกเช้า ถึงเวลาก็เข้าโรงเรียนไปตามปกติ

พอคบเพื่อนเกเร ฉันก็กล้าทำในสิ่งที่ไม่ดี ทั้งสูบบุหรี่ สูบกัญชา ขายบุหรี่ เล่นไพ่ และโดดเรียนทุกวัน จนโดนเรียกผู้ปกครองมาพบ แม่จึงได้รู้พฤติกรรมที่ไม่ดีของฉัน ครั้งแรกที่โดนเรียกผู้ปกครอง ฉันกลัวไปหมด แต่พอโดนเรียกบ่อยเข้า ก็ชาชินและไม่กลัวเลยสักนิด เพราะตอนนี้ลูกสาวที่น่ารักของครอบครัวคนเดิม ได้กลายเป็นเด็กสาวที่ในใจเต็มไปด้วยการต่อต้านไปแล้ว

ความสัมพันธ์ของฉันกับพ่อแม่แย่ลงมาก เพราะต่อมาฉันเริ่มไม่กลับบ้าน กลับมาแต่ละครั้ง พ่อกับแม่ก็จะไม่พูดด้วย และทำเป็นมองไม่เห็น เหมือนฉันเป็นอากาศที่ล่องลอยไร้ตัวตน แรก ๆ ฉันพยายามเข้าไปคุยกับแม่ แต่แม่ก็ไม่คุยด้วย เหมือนรังเกียจที่ฉันทำตัวไม่ดี ทั้งแม่ก็ไม่เคยใส่ใจถามไถ่เหตุผล ได้แต่ลงโทษด้วยการทำเฉยเมยใส่ ซึ่งมันเจ็บปวดกว่าการดุด่าหรือตีให้ตายไปเสียอีก

ถึงฉันจะทำตัวแข็งกร้าวใส่แม่ แต่ในใจมีแต่ความเจ็บปวด เสียใจ น้อยใจ จริงอยู่ เวลาอยู่กับเพื่อนฉันสนุกเฮฮา แต่ลึก ๆ ในใจแล้วใครจะมีความสุขได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เคยอบอุ่นไม่เหมือนเดิมแล้ว

การเรียนของฉันก็มีปัญหา เกรดเทอมแรกต่ำที่สุดในระดับชั้น อาจารย์ในโรงเรียนก็ตราหน้าไปแล้วว่า ฉันคือเด็กเกเรความคิดต่อต้านในใจ ทำให้ฉันมีปัญหากับอาจารย์หลายครั้งและหลายคน ในที่สุดความคิดชั่ววูบก็ทำให้ฉันขอให้แม่พาไปลาออกจากโรงเรียน ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าออกมาแล้วจะทำอะไรต่อ แม้ว่าแม่ไม่เห็นด้วย แต่คงเอือมระอาเกินกว่าจะคัดค้าน จึงยอมไปเซ็นลาออกให้ พอพ่อรู้เรื่องก็ไม่พอใจมาก และพูดกับฉันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะไม่ได้พูดกันอีกเป็นปีว่า

“ถ้าไม่รักตัวเอง ก็ตามใจ”

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

แม้ต่อมาย่าส่งเสียให้เรียนสายอาชีพตามที่ชอบ แต่พอได้เรียนจริง ๆ ฉันก็เหลวไหลไม่ตั้งใจเรียน ทั้งโรงเรียนอยู่ไกลบ้านอีก เรียนได้เทอมเดียวก็ไม่ไปแล้ว คิดว่ารอเรียน กศน. ที่จะเปิดเทอมอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าดีกว่า ชีวิตก็หันกลับมาสู่วงจรเก่า กินเหล้ากับเพื่อนทั้งวัน จนวันหนึ่งก็ได้เจอกับเพื่อนสนิทที่หายกันไปนานตั้งแต่แยกย้ายกันลาออกจากโรงเรียน

ฉันสังเกตว่าเพื่อนคนนี้ดูแปลกตาไป เธอแต่งตัวดี มีเงินใช้ ดูร่ำรวยกว่าแต่ก่อน วันนั้นเธอชวนฉันไปต่างจังหวัดด้วยกัน โดยบอกว่าจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ฉันตกลงไปด้วย โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะไปที่ไหน

เย็นวันต่อมา ฉันก็ไปเจอกับเพื่อนตามที่นัดไว้ เพื่อนของฉันนัดคนอื่นมาด้วยอีกสามคน วันนั้นเราไปซื้อตั๋วรถทัวร์ไม่ทัน แต่เพื่อนดูรีบมาก จึงพาไปที่สนามบิน เพื่อหาตั๋วเดินทางไปให้ได้ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรีบกันขนาดนั้น แต่ก็ยอมตามไปโดยดี โดยที่ไม่ถามอะไร สุดท้ายเราก็ได้เดินทางโดยเครื่องบินในเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันมัวแต่ตื่นเต้นที่ได้นั่งเครื่องครั้งแรก จึงไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าจุดหมายปลายทางที่จะไปคือที่ไหน พอลงเครื่องถึงรู้ว่าตัวอยู่ที่สนามบินเชียงราย

เราทั้งห้าคนเดินทางข้ามไปยังชายแดนพม่า ที่นั่นมีผู้ชายคนหนึ่งมารับพวกเราไปที่บ้านเช่าของเขา ตกกลางคืนเพื่อนของฉันพาออกมาไปเที่ยวผับและคาสิโนแถว ๆ นั้น พอกลับมาตอนเช้าก็เห็นพี่ผู้ชายเจ้าของบ้านนั่งแกะมัดกระดาษขนาดใหญ่อยู่ สิ่งที่อยู่ในนั้นคือ เม็ดยาจำนวนมหาศาล ฉันรู้ทันทีว่านั่นคือยาเสพติด แต่ไม่ได้ตกใจกลัวอะไร เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่แล้ว

แต่เรื่องราวต่อมาไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เช้ารุ่งขึ้นเมื่อถึงเวลากลับ เขาแบ่งยานั้นเป็นสี่มัด และนำยามัดไว้ที่เอวของฉันสองมัด ด้านหน้ามัดหนึ่ง ด้านหลังอีกมัดหนึ่ง ตัวของฉันผอมบาง เมื่อชุดกระโปรงยาวคลุมลงมา จึงเหมือนกับคนท้องอ่อน ๆ ส่วนพี่ผู้หญิงอีกคนที่มาด้วยก็ต้องซ่อนยาอีกสองมัดไว้ที่ตัวเช่นกัน ฉันไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยอมทำไป เพราะไม่มีทางเลือก

คลิกเลข 3 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ขากลับฉันและพี่ผู้หญิงคนนั้นไม่สามารถออกมาทาง ตม.ได้ จึงต้องแอบไปทางข้ามชายแดนอีกทางที่ผิดกฎหมาย พอข้ามมาฝั่งไทยได้ เพื่อนและคนที่เหลือก็มารับ จากนั้นก็ขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางเพื่อนสอนให้ฉันนำมัดยาไปซ่อนที่ชั้นล่างของรถ เพราะเส้นทางกลับมีด่านตรวจอยู่หลายด่าน พอถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ฉันก็ต้องรีบไปดึงมัดยามาผูกไว้ที่ตัวเหมือนเดิม ก่อนที่พวกเราทั้งห้าคนจะลงกลางทาง จากนั้นก็มีคนมารับยาไปหนึ่งมัด แล้วพาเราไปส่งเราขึ้นรถตู้กลับกรุงเทพฯ เพื่อนำยาเสพติดที่เหลือทั้งหมดไปส่งให้นายใหญ่

ระหว่างทาง ฉันไม่ได้ปริปากพูดอะไรกับเพื่อนเลยสักนิด จนทำงานนี้เสร็จฉันก็พูดกับเพื่อนว่า

“รู้ตัวไหมว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นเรื่องไม่ดี ถ้ารู้แบบนี้ฉันไม่มีทางไปกับแกแน่ ๆ ”

เพื่อนไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับมา แต่นำเงินค่าทำงานมาให้จำนวนหลายหมื่นบาท ฉันรู้ว่า เงินที่ได้มันน้อยมากถ้าเทียบกับความผิดที่ทำลงไป แต่ก็นำเงินนี้ไปใช้กินเหล้าจนหมดภายในไม่กี่วัน เพื่อนของฉันหายไปสามสี่วันก็ติดต่อมาว่า อยากให้ไปทำงานเดิมอีก ฉันเห็นว่าครั้งแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร จึงยอมไป พอกลับมาจากการไปครั้งที่สองสักสองวัน เพื่อนก็โทรมาอีกว่า

“ตอนนี้ว่างไหม ออกมาเลยได้หรือเปล่า ไปค้างแค่คืนเดียวเหมือนเดิม”

“จะรีบอะไรกันนักหนา ของก็เพิ่งเอามา” ฉันคิดในใจ แต่ก็ยอมไป ครั้งนี้ไปกันสองคนกับพี่ผู้ชายคนหนึ่ง การไปครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนสองครั้งที่ผ่านมา ฉันรอของอยู่ที่ชายแดนนานถึงสิบวัน ระหว่างนั้นแม่คงมีลางสังหรณ์บางอย่าง จึงโทรมาหาหลายครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม่ไม่เคยตามฉันกลับบ้านเลย ฉันได้แต่บอกผลัดไปว่า อีกสองวันกลับ

เวลานั้นใจหนึ่งคิดว่า เราจะได้กลับบ้านไหม แต่พยายามปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไร อีกแปบเดียวคงได้กลับ จนกระทั่งวันท้าย ๆ แม่โทรมาบอกว่า “กลับบ้านคราวนี้ แม่จะพาไปกินหมูกระทะกันนะ” ฉันได้แต่ตอบกลับไปว่า “ได้แม่ รอหนูก่อนนะ”

ฉันไม่รู้เลยว่า การได้คุยกับแม่ครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายจนเกินกว่าได้กลับไปพบแม่อีก

คลิกเลข 4 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ในที่สุดฉันก็ได้ข้ามกลับมาชายแดนไทย พร้อมด้วยยาสองมัด อยู่ที่ตัวฉันหนึ่งมัด และอีกหนึ่งมัดอยู่ที่พี่ผู้ชาย เรารีบไปซื้อตั๋วรถทัวร์กลับ แต่กลายเป็นว่ารถเต็ม จึงจำต้องค้างที่ชายแดนอีกหนึ่งคืน รุ่งเช้าเรารีบเก็บของออกมาจองตั๋วรถ แต่กลายเป็นว่า รถที่เรากลับไม่ใช่รถสองชั้นที่สามารถซ่อนมัดยาได้ ที่น่าแปลกคือคนขายตั๋วขอดูบัตรประชาชนของเราสองคนด้วย

เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ อีกทั้งในใจอยากกลับบ้านเต็มทนแล้ว จึงโทรบอกเพื่อนและยื่นคำขาดว่า ถ้าไม่ขึ้นมาเอาของเอง ก็จะทิ้งของไว้ที่นี่ วันนั้นเพื่อนของฉันรีบเดินทางมาหาที่โรงแรม ตอนเช้าเราสามคนรีบไปจองตั๋วรถ ก่อนกลับมากินข้าวที่โรงแรม และนั่งพักอยู่ในห้องรอเวลา

“ปัง ปัง”

อยู่ดี ๆ ก็มีเสียงทุบประตูห้อง พอเปิดประตูมาก็เห็นตำรวจและชายอีกสองคน พวกเขาโชว์บัตรประจำตัวให้ดู พร้อมขอค้นห้อง เราทำใจดีสู้เสือให้เขาค้นไป เขารื้อตู้เตียงทั้งหมด แต่ก็หาของไม่เจอ พวกเขาทำท่าจะกลับไปอยู่แล้ว แต่มีชายคนหนึ่ง ที่คงเป็นสายสืบ เขาดูมั่นใจว่าเราต้องเป็นพวกขนยา เดินกลับไปค้นที่เตียงอีกครั้ง แล้วก็พบมัดยาที่ซ่อนไว้ในช่องหัวเตียง

ในขณะที่เราสามคนกำลังตะลึงงันกับเหตุการณ์ตรงหน้า ตำรวจใส่กุญแจมือและพาเราไปยังเซฟเฮ้าส์ ที่นั่นมีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบหลายสิบคน เราโดนแยกกันสอบปากคำ ฉันยืนยันว่า แค่มาเที่ยว ไม่มีส่วนรู้เห็น จนกระทั่งหัวค่ำ เขาก็พาเราไปส่งที่สถานีตำรวจ คืนนั้นฉันต้องนอนค้างในห้องขัง ในชีวิตไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเองจะทำผิดแล้วมาอยู่ในที่เช่นนี้ ฉันเคยคิดเสมอว่า “ถึงเราไม่ใช่เด็กดี แต่ก็ไม่เคยคิดอยากทำให้พ่อแม่เดือดร้อน แต่สุดท้ายฉันกลับทำให้ท่าน

รุ่งเช้ามีทนายมาพูดคุยและขอเบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อผู้ปกครอง เขาพาฉันและเพื่อนส่งไปยังสถานพินิจหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เพื่อรอดำเนินคดีต่อไป กว่าแม่จะรู้เรื่องและเดินทางมาหาก็เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์

ความเป็นอยู่ในสถานพินิจลำบากกว่าชีวิตข้างนอกมากนัก อีกทั้งยังต้องอาศัยอยู่ร่วมกับคนที่มาจากพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกัน เรียกว่ามาจากร้อยพ่อพันแม่ หลายครั้งที่เด็กหัวรั้นอย่างฉันมีเรื่องกระทบกระทั่งกับคนอื่น ตั้งแต่เพื่อนร่วมบ้านไปจนถึงหัวหน้าแม่บ้าน

ฉันต้องทนอยู่ในสถานพินิจเกือบปี เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ระหว่างนั้นก็ขึ้นศาลตามกระบวนการ จนสุดท้ายศาลตัดสินยกฟ้อง จึงได้กลับมาอยู่บ้าน อีกสามเดือนต่อมาก็ต้องกลับไปขึ้นศาลอุธรณ์อีกครั้ง แต่ก็ได้กลับบ้านเหมือนเดิม การกลับมาครั้งนี้ ฉันตั้งใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ กลับมาเรียน กศน. และมีครอบครัว มีลูกสาวหนึ่งคน ส่วนเรื่องคดีดูเหมือนจะเงียบหายไป แต่แล้วไม่กี่ปีต่อมา กลับได้รับหมายศาลให้ไปฟังคำตัดสินศาลฎีกาที่เชียงรายอีกครั้ง

ครั้งนี้ทนายขอให้ฉันพาแม่ไปด้วย สุดท้ายวันนั้นศาลพิพากษาว่าฉันผิด และต้องกลับมาอยู่ในสถานพินิจนถึงอายุ 25 ปี นั่นคืออีก 5 ปี ส่วนเพื่อนได้รับการยกฟ้อง เพราะมีหลักฐานไม่เพียงพอว่ากระทำผิด

วันนั้นแม่ร้องไห้จนตัวสั่น ฉันเองก็เสียใจไม่แพ้กัน วินาทีนั้นมันเหมือนอนาคตที่เริ่มสร้างไว้พังทลายต่อหน้า

คลิกเลข 5 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ทุกสิ่งที่ฉันตั้งใจทำไว้ให้ดี กลายเป็นศูนย์ไปเสียแล้ว ที่เคยคิดว่าจะเรียนต่อให้จบแล้วหางานดี ๆ ทำ ก็คงทำไม่ได้ดังใจหวัง อีกทั้งห่วงลูกแทบจะขาดใจว่าใครจะเลี้ยงใครจะคอยดูแล

แม้ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นความจริง แต่ก็ต้องทำใจยอมรับ ฉันถูกส่งไปอยู่ในสถานพินิจในเชียงใหม่ การกลับมาอยู่ครั้งนี้ ฉันตั้งใจทำตัวดี จนขึ้นชั้นเป็นเด็กเกรดดีเพื่อจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านให้ได้ แต่เมื่อใกล้จะได้กลับบ้าน แม่กลับขอให้ย้ายไปอยู่สถานพินิจในจังหวัดที่ไม่ไกลจากบ้าน เพื่อที่จะไปเยี่ยมได้ง่าย แม้ไม่อยากไป แต่ก็ยอมทำตามใจแม่

เมื่อย้ายมาอยู่ที่แห่งใหม่ ฉันก็เริ่มมีปัญหากับคนอื่นอยู่หลายครั้ง ถึงขั้นถูกส่งตัวไปคุยกับนักจิตวิทยา จนวันหนึ่งฉันก็เริ่มปลงและคิดว่า ไม่อยากมีปัญหากับใครอีกแล้ว ทำดีได้ก็ทำ เพราะอย่างน้อยการทำตัวดีก็ทำให้ฉันได้รับอนุญาตกลับบ้านไปหาพ่อแม่ ชีวิตที่เริ่มจะไปด้วยดีกลับมาปัญหาอีกครั้ง จากการที่แฟนจะขอเลิกรา และกีดกันไม่ให้ฉันพบลูก

เวลานั้นฉันทั้งเศร้า ท้อแท้ สิ้นหวัง จนเกือบจะละทิ้งเป้าหมายที่คิดว่าจะเริ่มชีวิตใหม่ไปทั้งหมด กระทั่งวันหนึ่งมีพี่ ๆ จาก “ชมรมปั้นเด็กดี” เข้าทำกิจกรรมให้กำลังใจในสถานพินิจ ฉันได้ร่วมกิจกรรมการสร้างกำลังใจ ครั้งนั้นมีคำพูดหนึ่งของพี่ผู้หญิงที่ชื่อ “พี่เฟิร์น” สะกิดใจฉันเข้าพอดี เธอพูดว่า

“ถ้าวันไหนที่เราท้อแท้ เราต้องสร้างกำลังใจขึ้นมาเอง ต้องเข้มแข็ง และอย่ามัวรอหรือคอยรับแต่กำลังใจจากคนอื่น เพราะคนที่จะให้กำลังใจเราได้ดีที่สุด ก็คือ ตัวของเราเอง”

ฉันรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง จากคนที่คิดไม่ตก หาทางออกให้ชีวิตตัวเองไม่ได้ ก็เริ่มเข้าใจว่า คนเรามีเรื่องให้ทุกข์เหมือนกันทั้งนั้น แต่เราเลือกที่จะไม่ทุกข์ไปกับมันได้ วันไหนเครียดก็ร้องเพลง ใครเกลียดหรือไม่ชอบฉัน ฉันก็ไม่สนใจ ฉันจะทำงานทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ที่สำคัญคือ ชมรมปั้นเด็กดีเข้ามาทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ฉันจึงได้กำลังใจ ได้รับรู้เรื่องราวดี ๆ จากพี่ ๆ เสมอ ฉันรู้ว่าพี่ทุกคนหวังดีอย่างจริงใจ ไม่ใช่แค่มาให้ความหวังแล้วก็จากไปโดยที่ไม่เหลียวแลเด็ก ๆ ที่เคยทำผิดมาอย่างพวกเรา

เมื่อกำลังใจดี ฉันก็ทำสิ่งดี ๆ เพื่อตัวเอง ฉันสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน เพราะทำให้จิตใจที่คิดฟุ้งซ่านกลับมาสงบสบาย ชีวิตแต่ละวันเริ่มมีเป้าหมาย ฉันรอวันที่จะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านไปหาครอบครัว และเป้าหมายสูงสุดคือ รอให้ถึงวันได้ออกไปใช้ชีวิตภายนอกอีกครั้งอย่างเข้มแข็ง

ระหว่างนี้ฉันได้กลับมาคุยกับรุ่นพี่ที่เคยรู้จักกันอีกครั้ง เราพูดคุยกันถึงเรื่องราวชีวิตของกันและกัน เขายอมรับชีวิตที่ผ่านมาของฉันได้ และเป็นกำลังใจสำคัญให้กับฉัน เราคบกันโดยที่ผู้ใหญ่ทั้งสองครอบครัวรับรู้ ต่อมาเขาได้ทำงานในบริษัทที่มั่นคง จึงคิดวางแผนให้ฉันเข้าไปทำงานด้วย เพราะฉันมีความรู้มีคุณสมบัติตรงกับตำแหน่งที่ว่างอยู่

เขาช่วยทำเรื่องขอให้ฉันได้ออกไปทำงานที่บริษัทก่อนพ้นกำหนดโทษ แม้ต้องรอพิจารณาเป็นเดือน ๆ แต่สุดท้ายฉันก็ได้ออกมาทำงานได้ดังหวัง ฉันตั้งใจทำงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมาย งานอื่น ๆ ที่ทำได้ก็รับอาสาทำให้ เพราะตั้งใจเรียนรู้งานทุกอย่างให้มากที่สุด เพื่อหวังว่าวันหนึ่งเราสองคนจะสร้างกิจการของตัวเอง และหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่สุขสบาย

เมื่อถึงวันที่ฉันพ้นโทษจริง ๆ ฉันได้รู้ซึ้งถึงความดีใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะสิ่งที่ได้รับคือ อิสระ ต่อไปนี้ ฉันจะไม่มีพันธะ ไม่มีคดีติดตัวอีกแล้ว

ทุกวันนี้ฉันมีความสุข มีความภูมิใจในตัวเอง เพราะมีงาน หาเลี้ยงตัวเองได้ มีคนที่รักฉันอย่างจริงใจ และที่สำคัญคือ ได้ครอบครัวที่แสนอบอุ่นกลับคืนมา ฉันได้กลับมาดูแลพ่อแม่ ได้พูดคุยกับท่านเหมือนครั้งที่ยังเป็นเด็ก เราทุกคนเข้าใจกันและกัน และยอมรับความผิดพลาดที่เราต่างได้ทำลงไป อาจมีทุกข์ใจบ้าง ก็เรื่องลูกสาวที่ยังไม่ได้พบกันเลยสักครั้ง แต่ถึงอย่างไรฉันก็มีความหวังว่าสักวันจะได้รับลูกมาอยู่ด้วยกัน

ส่วนความผิดพลาดที่ผ่านมานั้น ฉันไม่เคยคิดโทษใครทั้งสิ้น เพราะรู้ซึ้งแก่ใจว่าตัวเองได้เลือกก้าวไปสู่ทางที่ผิด แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นบทเรียนชีวิตที่ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของตัวเอง และกลับมาเป็น “ลูกที่ดี” ของครอบครัว ได้เช่นในวันนี้


แง่คิดจากพระพรพล ปสันโน วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

ต้นคดปลายงอ นับได้ว่าเสียเวลาชีวิต แม้ทุกคนเคยทำผิด แต่คนที่มีปัญญาจะรู้วิธีจัดการกับสิ่งที่ผิดพลาดไม่ให้เกิดขึ้นอีก การทำผิดแล้วผิดอีกเป็นการไม่เรียนรู้ และความผิดมักเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน และไม่เกรงกลัวต่อบาปในที่สุด

ความรักและความอบอุ่นที่ครอบครัวมีให้ต่อบุตร ธิดานั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเด็กวัยรุ่น โชคดีที่เธอคนนี้ได้รับความรักความอบอุ่นในช่วงที่สำคัญของชีวิต รักบริสุทธิ์ ที่เต็มไปด้วยความเมตตาสามารถนำพาชีวิตไปสู่ทางสว่างได้ รักบริสุทธิ์ทำให้สามารถชนะความไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงได้

เมื่อความรักความเมตตาเข้ามาจะทำให้ความโลภบรรเทาเบาลง คนขาดความมั่นคงภายในใจมักแสวงหาความสุขจากภายนอกแทน แต่คนที่มีความสุขจากภายในใจจะลดการพื่งพาความสุขจากวัตถุภายนอก การเดินเข้าหาทางธรรมด้วยการสวดมนต์นั่งสมาธิในยามที่ใจขาดพลังเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นการขัดเกลาจิตใจและเพิ่มพลังชีวิต

ต้นคดแต่ปลายตรง นับได้ว่าเกิดมาแล้วไม่ขาดทุน

เรื่อง: เหมียว เรียบเรียง: เชิญพร คงมา

ช่างภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี สไตลิสต์: ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ แบบ: แนน

Secret คือแรงบันดาลใจ
สั่งซื้อนิตยสารหรือสมัครสมาชิก Secret ได้ที่ 0-2423-9889
ทาง Naiin.com : https://www.naiin.com/magazines/title/SC/

keyboard_arrow_up