ภูธเนศ หงษ์มานพ

ตราบใดที่ยังมีลมหายใจนั่นคือ กำไรของชีวิต – ภูธเนศ หงษ์มานพ

account_circle
event
ภูธเนศ หงษ์มานพ
ภูธเนศ หงษ์มานพ

ตราบใดที่ยังมีลมหายใจนั่นคือ กำไรของชีวิต – ภูธเนศ หงษ์มานพ

คำว่า “กำไร” มักจะใช้ในเรื่องเงินๆ ทองๆและมักจะมาคู่กับคำว่า “ขาดทุน”ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน…มีทั้งกำไรและขาดทุนควบคู่กันไป

กัปตัน – ภูธเนศ หงษ์มานพ อดีตนักร้องบอยแบนด์ชื่อดัง(UHT) ที่ผันตัวเองสู่อาชีพนักแสดงและพิธีกรจนประสบความสำเร็จอยู่ในอันดับต้นๆ ของวงการบันเทิง เผยมุมมองการใช้ชีวิตทุกวันนี้อย่างน่าสนใจว่า

วินาทีแรกที่คุณเกิดมา คุณไม่มีอะไรติดตัวมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ถึงจะโชคร้ายต้องตายไปในวันนั้นด้วยเหตุอะไรก็ตามแต่อย่างน้อยๆ คุณก็ยังมี “ผ้าห่อศพ 1 ผืน” ติดตัวไปด้วย นั่นหมายความว่า “คุณมีกำไรแล้ว”

คราวนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า เราจะทำอย่างไรให้ได้กำไรมากขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดจะทำอย่างไรไม่ให้เราขาดทุนกำไรนี้ไป

สำหรับผม ผมเลือกที่จะทำความดีครับ เริ่มจากทำดีให้ตัวเองพยายามรักษาศีล 5 ไม่เบียดเบียนใคร แล้วค่อยๆ ขยายไปสู่คนรอบข้าง รวมทั้งเริ่ม “คืนกำไร” สู่สังคมบ้าง เท่าที่เราจะทำได้

กำไรจะมีคุณค่าจริงๆ ก็เมื่อคุณรู้จัก “คืนกำไร” ให้สังคมด้วย

เปลี่ยนชีวิตเพราะมี “เข็มทิศชีวิต”               

ช่วง พ.ศ. 2548 เป็นปีที่ผมต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่คาดฝันมาก่อน ปัญหานั้นใหญ่มากๆ ใหญ่เสียจนผมถึงกับจิตตก ชีวิตแย่และทุกข์สุดๆ …เพราะปัญหานี้ผมเป็นได้แค่ผู้รับรู้ รับผลกระทบจากปัญหาเท่านั้น ไม่สามารถแก้เองได้ ยิ่งพอมาเจอข่าวสึนามิเข้าไป ผมก็ยิ่งแย่ลงไปอีกและเริ่มเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิต

“คนเราถึงคราวจะตายก็ไปอย่างง่ายๆ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า แม้แต่คิดจะตายเอง (ฆ่าตัวตาย) มันก็ง่าย ยิ่งถ้าตายเพื่อหนีปัญหา ก็ไม่ต่างจากคนขี้แพ้ แต่ถ้ามีชีวิตอยู่แล้ว “สู้” ต่อ อันนี้แหละถึงจะน่าชื่นชม”

คิดได้อย่างนี้ ผมก็เริ่มนึกถึงครอบครัว จากที่แต่ก่อนเป็นคนชิลๆ เฮฮาตามประสาผู้ชายทั่วไป ถึงตอนนี้คงมีแต่ผมแล้วที่จะเป็น“หลัก” ให้ครอบครัวได้ จึงเริ่มจากต้องเข้มแข็ง หาหลักให้ตัวเองให้ได้ก่อน แรกๆ ผมก็สู้ไปแบบเป๋ๆ เหมือนคนหลงทาง จนวันหนึ่งเมื่อผมไปเจอหนังสือเรื่อง “เข็มทิศชีวิต” เข้า…ชีวิตก็เปลี่ยน จากที่ไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะมาก่อน พอได้อ่านผมก็รู้สึกว่า“มาถูกทางแล้ว” ยิ่งอ่านก็ยิ่งโดน โดยเฉพาะข้อคิดที่ว่า

“ทำไมเรามัวแต่เพ่งโทษว่าตัวเองทุกข์เหลือเกิน เราไม่เคยมองรอบๆ ตัวว่า คนที่ทุกข์ยิ่งกว่าเราก็มี ทำไมเขายังอยู่ได้” แสดงให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องของวิธีคิด เรื่องของใจล้วนๆ ถ้าใจสู้ ปัญหาแค่ไหนก็เรื่องเล็ก

คราวนี้เข็มทิศชีวิตก็เลยกลายเป็นเข็มทิศชีวิตผมไปจริงๆผมเริ่มสนใจธรรมะและกลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือ หาวิธีแก้ปัญหาให้ตัวเอง จนในที่สุดความทุกข์ในใจ…ก็เริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ

เมื่อคำว่า “หน้าที่” สำคัญยิ่งกว่า “ชีวิต” 

ผมรู้จักกับร้อยเอก กฤช คัมภีรญาณ โดยบังเอิญเมื่อราวพ.ศ. 2551 ที่ร้านอาหารในหัวหิน ความที่กฤชเป็นคนคุยง่ายอัธยาศัยดี เราจึงเป็นเพื่อนกันอย่างรวดเร็ว

นอกจากกฤชจะประจำการที่หัวหินแล้ว กฤชยังขอลงไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบ สร้างมวลชนสัมพันธ์ที่จังหวัดนราธิวาสด้วย กฤชเล่าว่า เขามีโครงการพัฒนาชุมชนหลายอย่างที่กำลังเริ่มทยอยทำ และอยากจะขอความร่วมมือจากผมด้วยในฐานะนักแสดง กฤชจึงชวนผมลงไปฐานฯที่นราธิวาส เพื่อไปเป็นกำลังใจให้ทหาร ไปสร้างความมั่นใจให้ชาวบ้าน หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง ผมและเพื่อนนักแสดงอีก 4 คนก็ตัดสินใจลงไปช่วยกฤชที่นราธิวาส

ที่ฐานฯของกฤช ผมได้พูดคุยกับทหารหลายคน ทำให้รู้ว่าถึงพวกเขาจะมาต่างที่ต่างถิ่น แต่ทุกคนก็มารวมกันด้วย “ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความรักที่มีต่อประเทศชาติ” ซึ่งทำให้ผมประทับใจมากๆ และเข้าใจคำว่า “หน้าที่” มากยิ่งขึ้น

งานที่นราธิวาสผ่านพ้นไปด้วยดี ผมยังมีโอกาสได้พูดคุยกับกฤชอีกหลายครั้ง จนกระทั่งผมบวชและขึ้นไปจำวัดที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ (ราวต้นเดือนมกราคม 2554) สามทุ่มของคืนหนึ่ง อยู่ดีๆ โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้นมาทั้งๆ ที่ปกติแล้วในกุฏิผมไม่มีสัญญาณโทรศัพท์! ปรากฏว่าปลายสายเป็นพี่โบ๊ท – วิบูลย์นันท์โทร. มาแจ้งข่าวว่า“ฐานฯกฤชถูกยิงถล่มทั้งหมด กฤชเสียชีวิตแล้วนะ”

ผมตกใจมาก จิตนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่ผมไปนราธิวาสทันที นึกถึงความไม่แน่นอนของชีวิต นึกถึงอนาคตของกฤชที่น่าจะไปได้อีกไกล แต่กฤชก็เลือกที่จะทำหน้าที่นี้ด้วยความสมัครใจเต็มใจ ซึ่งถ้าคนในประเทศคิดแบบกฤช รักในหน้าที่ มีความรับผิดชอบก็คงจะดีไม่น้อย

นับจากคืนนั้นมา ผมตั้งใจว่าจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ขณะเป็นพระ ผมก็ได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยความเคร่งครัด เมื่อสึกออกไปเป็นฆราวาส ผมก็ตั้งใจว่าจะทำหน้าที่นักแสดงที่ดี เป็นพลเมืองที่ดีของชาติเช่นเดียวกับเพื่อนผมคนนี้

รู้จักธรรมะ เข้าใจธรรมชาติ 

หลังจากผมเริ่มรู้จักธรรมะจากการอ่านหนังสือ ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากจะ “บวช” อยากลองปฏิบัติดูบ้าง แต่ก็ตั้งเงื่อนไขให้ตัวเองว่าจะบวชเมื่อใจสงบแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ว่าบวชเพราะมีปัญหา

ผมใช้เวลาหลังจากนั้นอีกเกือบ 5 ปี เคลียร์ปัญหา เคลียร์งานให้เรียบร้อย จึงมีโอกาสได้บวชเรียนจริงๆ ที่วัดบวรฯ หลังจากนั้นก็ขอขึ้นไปจำวัดที่วัดป่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวิถีปฏิบัติเช่นเดียวกับพระป่าทุกประการ

ช่วงนั้นเป็นฤดูหนาวพอดี ขณะบวชผมมีแค่ผ้าครอง 3 ผืน สบง อังสะ และจีวร อย่างมากก็เอาผ้ามาห่มทับอีกผืน ครีมก็ไม่มีทา ผิวจึงแตก ลอกเป็นขุยๆ เดินบิณฑบาตเท้าเปล่า ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีทีวีดู ไม่มีช่องทางรับข่าวสารใดๆ เลย ต้องอยู่กับตัวเอง อยู่กับการปฏิบัติเท่านั้น แต่ที่สุดผมก็ผ่านมาได้

เรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวที่ทำให้ผมคิดได้ว่า ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลย แค่ “ปัจจัย 4” ก็พอแล้ว แต่เราเองต่างหากที่ “ปรุงแต่งความต้องการมากจนเกินไป” ทำให้เกิดทุกข์ตามมาเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ

หลังจากสึกออกมา ผมพยายามใช้ชีวิตให้เรียบง่ายขึ้นเน้นใช้เท่าที่มี ไม่ไขว่คว้ามากมาย ขณะเดียวกันก็ตั้งใจว่า หากมีโอกาสก็อยากบวชอีก เพื่อจะศึกษาธรรมะให้มากขึ้น


บทความที่น่าสนใจ

รัชเขต วีสเพ็ญ-จากนักเลงหัวไม้สู่ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

ท้อแท้ แต่อย่าท้อถอย กับ 7 ข้อคิด และ คำคมสร้างแรงบันดาลใจ จุดไฟให้ชีวิต

รัชเขต วีสเพ็ญ-จากนักเลงหัวไม้สู่ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

keyboard_arrow_up