นิพา เดชมา

นิพา เดชมา เศรษฐินีร้อยล้าน “ฉันมีความจนเป็นแรงบันดาลใจ”

นิพา เดชมา
นิพา เดชมา

นิพา เดชมา เศรษฐินีร้อยล้าน “ฉันมีความจนเป็นแรงบันดาลใจ”

เรื่องราวต่อไปนี้ถ่ายทอดจากชีวิตจริงของหญิงแกร่งร่างเล็กที่ชื่อ นิพา เดชมา หรือ คุณปุ๋ย อดีตลูกชาวนาผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต ปัจจุบันเราสามารถเรียกเธอได้อย่างเต็มปากว่าเป็นเศรษฐินีร้อยล้านจากการทำธุรกิจครีมกันแดดแบรนด์พี.โอ.แคร์ซึ่งมียอดขายกว่า 300 ล้านบาท

ตอนเป็นเด็กเคยฝันว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้บ้างไหมคะ

ต้องบอกว่าเรื่องการพลิกฟื้นให้มีชีวิตที่ดีขึ้นอยู่ในความคิดของปุ๋ยมาตลอดตั้งแต่ปุ๋ยเป็นเด็ก แม้วันนี้จะมีพร้อมทุกอย่างแต่เส้นทางชีวิตก็ไม่ได้สวยงามเลย เพราะเหนื่อยมาก แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ปุ๋ยต้องขอบคุณความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตที่ผลักดันให้เรามีวันนี้

ปุ๋ยเกิดในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร พ่อแม่มีอาชีพทำนาอยู่ที่จังหวัดชัยนาท ปุ๋ยเป็นลูกคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นว่า แม้ว่าบ้านเราทำนา มีที่นาเยอะก็จริง แต่กลับไม่มีข้าวกิน เพราะมีหนี้สินเยอะ แม่ต้องเอาข้าวในนาไปจำนำเพื่อจะได้ค่าปุ๋ยค่ายามาปลูกข้าว คือถ้านาเรา 20 ไร่ เขาจะให้เซ็นค่ายาครึ่งเดียวคือ 10 ไร่ จำได้ว่าข้าวที่เรากินเป็นข้าวที่แม่เก็บข้าวตกจากนาที่เขาเกี่ยวแล้วนำมาทำเป็นข้าวสารแล้วมาต้มผสมกับหน่อไม้หวานสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ นึกถึงทีไร น้ำตาจะไหลทุกที แม่เป็นผู้หญิงที่มหัศจรรย์มาก ทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินเลี้ยงลูก แม่เป็นคนขยัน บางวันก็เห็นตัดฟืนเผาถ่านเพื่อเอาถ่านไปแลกข้าว

แม้จะเป็นคนไม่รู้หนังสือ แต่ก็สนับสนุนให้ลูกที่อยากเรียนได้เรียนจนถึงที่สุด ตอนนั้นปุ๋ยคิดเลยว่า อาชีพทำนามันไม่ใช่เรา เราจะต้องเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ เพราะเห็นคนที่เขาเรียนสูง มีเงินใช้ มีรถขับ ได้ทำงานธนาคาร ปุ๋ยคิดว่าวันหนึ่งเราต้องมีอย่างนั้นบ้าง “เราจะต้องเรียนจบสูง ๆ” จึงทำให้เราเป็นคนคิดใหญ่มาตั้งแต่เด็ก

ครอบครัวมีหนี้เยอะ แล้วหาเงินเรียนจากที่ไหนคะ

อย่างที่บอกว่าเรามีแม่เป็นหลัก แม่ทำงานทุกอย่าง และปุ๋ยก็ช่วยแม่หาเงินโดยรับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังเลิกเรียนหรือวันเสาร์ - อาทิตย์ก็จะไปรับจ้างเก็บถั่ว ได้เงินกระบุงละ 3 บาท กระบุงใหญ่มาก จำได้ว่าพอกลับบ้านก็แพ้เป็นผื่นคันจนเป็นแผลตามขา เดี๋ยวนี้ยังมีรอยแผลเป็นอยู่เลย แม่ปุ๋ยเป็นคนฉลาดมาก ไปซื้อเป็ดมา 4 ตัวเพื่อให้ปุ๋ยเอาไข่เป็ดไปขายได้เงินค่ารถไปโรงเรียน ครั้งหนึ่งเป็ดออกไข่แค่ 2 ตัว ทำให้เงินไม่พอค่ารถไปสอบ ปุ๋ยก็ขอยืมเงิน 4 บาทจากเพื่อนบ้าน โดยบอกเขาว่าจะปลูกข้าวใช้ให้เราจึงได้เงินไปสอบ

ส่วนค่าเทอม เวลาไม่มีเงิน ปุ๋ยสงสารแม่ที่สุด เพราะแม่จะเอานาที่ต้นข้าวยังเขียว ๆ อยู่ไปจำนำกับเศรษฐีประจำหมู่บ้านมาจ่ายค่าเทอมให้ คนในหมู่บ้านที่เห็นแม่ส่งเราเรียน เขาไม่เห็นด้วย มักบอกว่า “จะส่งเรียนไปทำไม เดี๋ยวก็ฉีกผ้าอ้อมไม่ทันหรอก” คือเขาเห็นว่าลูกผู้หญิงเดี๋ยวก็มีแฟนแล้ว แต่แม่ก็สู้ส่งเราเรียนจนจบ ม.6

เห็นว่าการหารายได้เสริมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจส่วนตัวด้วยใช่ไหมคะ 

ใช่ค่ะ เป็นการทำธุรกิจของตัวเองครั้งแรกตอนอายุ 18 ตอนนั้นในโรงงานมีพนักงานประมาณ 4,000 คน เขารู้จักเราหมด เพราะเราเอาขนมปังไปขายช่วงพักเที่ยง ปกติที่โรงงานมีข้าวให้พนักงาน แต่ไม่มีกับข้าวให้ ปรากฏว่าเราไม่เคยได้กินข้าวเลยเพราะมัวแต่ขายขนมปัง ส่วนค่าขนมปังเพื่อนพนักงานบางคนก็จ่ายเงินเลย บางคนก็ไปจ่ายวันเงินเดือนออก ทำให้บางวันเรามีทุนไม่พอไปซื้อขนมปังมาขาย เพราะต้องรับมาอย่างน้อยวันละ 50 ชิ้น เราต้องมานั่งคิดอีกว่าจะหาเงินจากที่ไหนดี จึงลองเป็นเท้าแชร์ดู โดยคิดมือละ 200 บาท 20 มือและต้องจ่ายทุก 15 วัน ทำให้ปุ๋ยมีเงินเต็มกระเป๋าทุกวันเงินเดือนออก จนเจ้านายแซวว่าเถ้าแก่เนี้ยมาแล้ว

แต่แล้วก็มาถึงจุดที่รู้สึกว่าจะอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ เรามีความสามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่านี้ ตอนที่ทำงานเคยเห็นมีคนมาขายประกันชีวิตให้เจ้านาย ก็คิดว่านี่ละคืออาชีพต่อไปของเรา ตอนนั้นเรารู้สึกว่าอาชีพขายประกันเป็นอะไรที่ดีที่สุด เพราะเมื่อตายแล้วก็ได้เงินด้วย จึงลาออกมาขายประกันและทำงานประจำที่บริษัทง่วนเชียง เป็นเลขาฯผู้จัดการฝ่ายผลิต แต่ทำได้อยู่ปีกว่า ๆ ก็อยากเปลี่ยนงานอีก เพราะเห็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายมีรายได้เยอะ

ต่อมาก็ไปได้งานใหม่ที่บริษัทขายกระจกกรองแสงนำเข้าจากอเมริกา โดยไปขอผู้จัดการฝ่ายขายว่าขอเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย ถ้าขายไม่ได้เราจะไม่เอาเงินเดือน ปรากฏว่าออกตลาดครั้งแรกทำยอดขายได้ 2 ล้านบาทเลย เราขายของให้เขาจนของหมดสต๊อกเพราะวิ่งหาแต่ลูกค้าเจ้าใหญ่ ๆ อย่าง บิ๊กซี โรบินสัน ตอนนั้นเจ้าของก็เลยให้ค่าคอมมิชชั่น 5 เปอร์เซ็นต์ และเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ แต่เราไม่เอาเพราะอยากเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย แต่เขาไม่โอเค ก็เลยลาออก แล้วไปได้งานเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่บริษัทซินโดม ซึ่งเป็นบริษัทขายเครื่องสำรองไฟเดียวที่เป็นของคนไทย เราก็ทำยอดขายได้สูงอีก

ดูเหมือนคุณปุ๋ยจะสมหวังมาตลอดแล้วเคยมีสักครั้งไหมที่ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต

มีค่ะ ตอนที่ตั้งครรภ์ทำให้ต้องลาออกจากงาน ตอนนั้นเป็นช่วงชีวิตที่แย่มาก ๆ เพราะครอบครัวที่บ้านนอกไม่ยอมรับ ทุกคนรู้สึกแย่กับเรา ไม่มีใครเอาเราเลย แถมยังถูกญาติพูดจากระทบกระเทียบทำให้เสียใจและนึกถึงคำพูดที่มีคนเคยว่าเราไว้ว่า “เดี๋ยวก็ฉีกผ้าอ้อมไม่ทัน” เรากำลังเป็นอย่างนั้น ชีวิตตอนนั้นเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก เราต้องสู้คนเดียวลำบากที่สุดในชีวิต แต่ก็คิดว่ายังไงเสียต้องหาเงินเลี้ยงลูก จึงไปสมัครทำงานที่โรงงานน้ำดื่มแห่งหนึ่งซึ่งมีห้องพักให้ฟรี พอทำงานที่นั่น เราก็ไปเปิดยอดขายใหญ่ให้เขาอีก โดยไปขายให้บริษัทสีทีโอเอ เราไปนำเสนอว่าของเราดีอย่างไร มีใบรับประกันคุณภาพจากจุฬาฯด้วย ตอนแรกเขาก็ไม่ซื้อเพราะมีซัปพลายเออร์เดิมอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ ทั้งตื๊อ ทั้งลดราคา จนเขายอมเปลี่ยนน้ำดื่มทั้งโรงงาน

อย่างที่บอกว่าปุ๋ยเป็นคนคิดใหญ่ พอขายให้ทีโอเอซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ได้แล้ว ก็ไปขายให้โรงงานอื่น ๆ อีก เรียกว่าตอนนั้นเกือบครึ่งนิคมอุตสาหกรรมเปลี่ยนมาใช้น้ำที่ปุ๋ยขาย หลังจากคลอดลูกได้ 3 - 4 เดือนก็ลาออกเพราะตั้งใจจะไปทำงานด้านการตลาดเพื่อให้ตรงกับที่เรียนมา

ตอนนั้นมีเงินเก็บประมาณ 2 แสนบาท ตัดสินใจเอาเงินที่มีอยู่มาดาวน์ทาวน์เฮ้าส์ 25 ตารางวาอยู่กับลูก แล้วก็ไปสมัครงานที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ทำอยู่ฝ่ายการตลาด เป็นเบ๊เขา แต่จุดที่พลิกชีวิตจริง ๆ ก็คือการได้เจอกับฝรั่ง ทำให้ได้เริ่มทำธุรกิจอีกครั้ง คือขายซิการ์ เป็นสินค้าที่ขายดีมากจนทำให้มีเงินเก็บเกือบสามแสนบาท แต่ตอนหลังปุ๋ยมารู้ว่าซิการ์เป็นสิ่งเสพติด จึงเลิกขาย

 

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป>>>

keyboard_arrow_up