คนอารมณ์ร้าย

ชีวิตพลิกจาก คนอารมณ์ร้าย กลายเป็นนิ่งสงบ

คนอารมณ์ร้าย
คนอารมณ์ร้าย

ชีวิตพลิกจาก คนอารมณ์ร้าย กลายเป็นนิ่งสงบ

เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนเจอกับเพื่อนคนหนึ่ง ในสายตาของผู้เขียนเมื่อแรกรู้จัก มองว่าเขาเป็นคนเรียบร้อยระดับหนึ่ง ไม่ได้เป็น คนอารมณ์ร้าย ดูมีธรรมะประจำใจ แต่นั่นคือมุมหนึ่งเท่านั้น เมื่อเพื่อนคนนี้เอ่ยว่า

“จริงๆเราเคยเป็น คนอารมณ์ร้าย นะ”

สิ่งที่เขากล่าวช่างขัดกับสิ่งที่ผู้เขียนเห็นยิ่งนัก แล้วเรื่องราวการพลิกผันจากคนที่เคยอารมณ์ร้าย เรียกร้อง เอาแต่ใจ กลับกลายมาเป็นคนที่ นิ่งสงบ เย็นขึ้น ก็ได้ถูกถ่ายทอดออกมา (ทั้งนี้ผู้เขียนขอสงวนไม่ออกชื่อ นามสกุลจริงของผู้เล่านะคะ)

เรียกร้อง เอาแต่ใจ ไม่สนใครในโลก

เพื่อนของผู้เขียนเล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขา เริ่มเป็นคนเรียกร้อง มาจากการแยกทางของคุณพ่อคุณแม่เมื่อตอนเขาอยู่ชั้นประถม ในตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงต้องแยกกัน เขาต้องอยู่กับแม่ และเริ่มเป็นเด็กที่เรียกร้องมากขึ้น ไม่ค่อยจะอยากเข้าเรียน ไม่ชอบเรียน จนคุณแม่ถึงกับต้องขอร้องให้ไปเรียน

ส่วนเวลาที่ไม่มีใครอยู่บ้าน คุณแม่ก็มักจะพาเขาไปที่ทำงานด้วย ในขณะนั้นคุณแม่ทำงานธนาคาร ซึ่งเขาก็ได้ก่อวีรกรรมที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวไม่น้อย เขาเล่าว่า

ที่ธนาคารจะมีปุ่มกดสัญญาณไฟเรียกตำรวจเล่น พอเรารู้ว่าเป็นปุ่มอะไร ก็จะลองดูว่าตำรวจจะมาจริงหรือเปล่า ด้วยความคึกคะนองก็เลยกด ปรากฏว่าตำรวจมาทั้งโรงพัก ตอนนั้นตกใจมาก เรากลัว ยังไม่กล้าบอกความจริง แม่โดนผู้จัดการว่าเยอะมาก สุดท้ายเราก็ต้องบอกแม่ เพราะเขาหาตัวคนกด ถือว่าตอนนั้นซนมาก อยากรู้อยากลอง จะมองว่าเรียกร้องความสนใจก็ได้ แล้วก็เป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วย

ชีวิตวัยมัธยมยังคงเป็นชีวิตที่ไปเรียนบ้างไม่ไปเรียนบ้างอย่างต่อเนื่อง เอาแต่ใจ และ อารมณ์ร้าย จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็ได้ทำให้คุณแม่เสียใจอีกครั้ง

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราอยากได้รถ แต่เราไม่มีรายได้สักอย่าง ไม่มีช่องทางทำมาหากินอย่างนี้ พอขอแม่ แม่ยังไม่ให้ เท่านั้นล่ะ อาละวาดหนักมาก ไม่ไปเรียน ใช้ลูกไม้เดิม แล้วก็ว่าแม่สารพัดจนแม่เสียใจมาก

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

เมื่อผู้ชายอารมณ์ร้าย กลายเป็น นิ่งสงบ

เขาดำเนินชีวิตด้วยความวู่วาม โมโหร้ายอยู่บ่อยครั้ง จนในที่สุดก็มาเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในขีวิต

“แม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือเกี่ยวธรรมะ วันนั้นอยู่ๆ ก็ลองไปหยิบหนังสือทางด้านศาสตร์ของลัทธิเต๋ามาอ่าน พออ่านแล้วเพลิน รู้สึกถึงความเย็น ความสบายที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เริ่มเห็นสัจธรรม การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เห็นญาติเราตาย ยิ่งสอนให้เราปล่อยวางมากขึ้น พอเริ่มอ่านหนังสือธรรมะประกอบกับเราเริ่มโตขึ้น เราก็เริ่มคิดได้ว่า การที่เราโมโห เหวี่ยง วีน ทำอย่างนั้นไปก็ไม่มีใครอยู่กับเรา เราเหวี่ยง เราด่าคนโน้นคนนี้ ด่าเพื่อน เขาก็ไม่อยู่กับเรา ไม่มีใครทนเราได้ เพราะเขาไม่ใช่คนในครอบครัวเรา

 “นอกจากเรื่องอารมณ์ร้าย ที่เริ่มคิดได้บ้างแล้ว เรื่องของแม่ ก็เป็นอีกเรื่องที่เราคิดได้อีก ยิ่งเห็นแม่ทำทุกอย่างให้เรา แต่เราไปแคร์คนนั้นคนนี้ ผิดหวังเสียใจกับบางคน พอหันมาเรากลับเจอแม่ที่อยู่ข้างๆเราตลอด พอเราคิดได้ เรากลับมาตั้งใจเรียน อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ สวดมนต์ สุดท้ายเราก็เรียนจบ 4 ปี แล้วก็กลายเป็นคนที่นิ่งมากขึ้น อาจจะไม่ได้ใจเย็น 100% ขนาดนั้น แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก

ผสานธรรมะกับชีวิต

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ธรรมะถูกนำมาใช้มากขึ้น เพื่อนของผู้เขียนเล่าว่า

“เมื่อก่อนจะอ่านหนังสือของท่าน ว.วชิรเมธี เดี๋ยวนี้สื่อออนไลน์ทำให้เลือกเสพคอนเทนต์ได้หลากหลายและสะดวกขึ้น ก็จะเลือกเปิดคลิปธรรมะจากยูทูป หรือไม่ก็อ่านจากเพจซีเคร็ตบ้าง ทั้งหมดนี้ก็จะช่วยทำให้เรารู้สึกเบา และ นิ่งสงบ มากขึ้น

“ส่วนการเอามาใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะสังคมในที่ทำงานที่มีคนร้อยพ่อพันแม่ การปล่อยวางคำพูดของคนเป็นสิ่งสำคัญมาก เราควรปล่อยวางกับทุกอย่าง ชีวิตคนเรามันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เราคิดโน่นนี่นั่นเดี๋ยวก็ผ่านไป อย่างวันนี้เดี๋ยวก็ผ่านไป แล้วเราก็อยู่กับปัจจุบันเพื่อทำตรงนี้ให้มันดี

“ แต่ถ้าสำคัญที่สุดในแก่นของธรรมะที่สามารถนำมาใช้ได้กับทุกช่วงชีวิต ก็คือเรื่องของสติ เราต้องมีสติอยู่กับปัจจุบัน คนเราจะชอบกลับไปคิดเรื่องอดีต ทำให้ละเลยปัจจุบัน พอเรามีสติตามทันว่าเรากำลังคิดถึงอดีต เราก็จะกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้

เราเชื่อว่า ถ้าคนเรามีสติที่ดี เราจะระวังความคิดของตัวเอง เพราะความคิด ยิ่งเราคิดบ่อยๆ มันจะกลายเป็นนิสัย เป็นความเคยชิน และสุดท้ายกลายเป็นสันดาน ฉะนั้นสติจะเป็นตัวกลั่นกรองทุกอย่างในชีวิต

ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น สุดท้ายแล้ว ธรรมะ สามารถเยียวยาทุกอย่างได้อย่างแท้จริง


เรื่อง: อุรัชษฎา ขุนขำ

 

keyboard_arrow_up