ปั้น ชิตณรงค์

สยบความใจร้อนด้วยธรรมะ ปั้น ชิตณรงค์ วิเศษสมภาคย์

account_circle
event
ปั้น ชิตณรงค์
ปั้น ชิตณรงค์

สยบความใจร้อนด้วยธรรมะ ปั้น ชิตณรงค์ วิเศษสมภาคย์

สยบความใจร้อนด้วย ธรรมะ ปั้น ชิตณรงค์ วิเศษสมภาคย์ ในอดีตคุณปั้นเคยเป็นคนใจร้อนมาก วู่วาม อยากทำอะไรก็จะลงมือทำทันทีโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่เมื่อมาพบธรรมะ ชีวิตของคุณ ปั้น ชิตณรงค์ ก็เปลี่ยนไป

ครอบครัวของผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการงานด้านวิศวกรรม ผมเป็นลูกคนกลาง มีพี่สาว 1 คนและน้องสาว 1 คน ผมเป็นคนใจร้อนมาก มั่นใจในตัวเอง ไม่ฟังใคร ดื้อมาก คนที่เอาผมอยู่มีเพียงคนเดียวคือคุณพ่อเท่านั้น

พอจะเข้ามหาวิทยาลัย ตอนแรกผมลังเลระหว่างนิเทศศาสตร์กับวิศวะ ไม่รู้ว่าจะเลือกเรียนอะไรดี นิเทศศาสตร์ก็น่าเรียน เพราะตอนมัธยมผมชอบทำกิจกรรม ส่วนวิศวะก็ตรงกับธุรกิจของครอบครัว แต่สุดท้ายผมเลือกเรียนวิศวะ เพราะเราคุ้นเคยกับมันการเลือกเรียนอะไรที่เราคุ้นอยู่แล้วน่าจะดีกว่า

เริ่มเรียนปี 1 ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอขึ้นปี 2 เรียนวิชาภาคนั้นยากมาก ทั้งสูตรคำนวณ ทฤษฎีต่าง ๆ อาจารย์ก็กดดันว่าทำไมเราทำไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ตอนมัธยมปลายก็เรียนพื้นฐานมาแล้ว ยิ่งฟังยิ่งท้อ ยิ่งเรียนยิ่งแย่ ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่อยากเรียนจริง ๆ อยากลองไปเรียนนิเทศศาสตร์ เผื่อจะตอบโจทย์ชีวิต

เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมไม่หยุดไตร่ตรองอะไรทั้งสิ้น ไปทำเรื่องลาออกทันทีโดยที่บ้านไม่รู้ จากนั้นก็ไปสมัครเรียนคณะนิเทศศาสตร์อีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยผมจึงไปคุยกับคุณพ่อ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม คุณพ่อฟังเรื่องทั้งหมด ท่านบอกผมว่า “คิดดีแล้วใช่ไหม ถ้าคิดดีแล้วก็ตามนั้นแต่พ่อมีข้อแม้อย่างเดียว ลูกต้องไปบวชก่อนทำได้ไหม”

ผมรับปากคุณพ่อ เพราะคิดว่ามันก็แค่บวช วันหนึ่งข้างหน้าก็ต้องบวชอยู่แล้ว อีกทั้งช่วงรอเปิดเทอมผมก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว หลังจากที่รับปากคุณพ่อไปแล้ว ท่านไม่ได้บอกว่าผมต้องบวชวันไหนและบวชกี่วัน จนก่อนบวชเพียง 1 วัน คุณพ่อบอกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปทำบุญด้วยกัน คืนนั้นผมไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อน กลับเข้าบ้านตอนตีสี่

ตอนเช้าผมตื่นไปทำบุญกับครอบครัวที่วัดป่ามณีกาญจน์ นนทบุรี พอทำบุญเสร็จเจ้าอาวาสเรียกผมไปคุยและโกนผมบวชวันนั้นเลย ผมบวชเป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างบวชมีโอกาสทำสิ่งที่ไม่เคยทำหลายอย่าง ช่วงนั้นผมไปช่วยทำงานต่าง ๆ ในวัดที่ไม่เคยทำ เรื่องนั่งสมาธิ ช่วงแรก ๆ แค่ 10 นาที ผมก็นั่งไม่ไหวแล้ว มีเรื่องมากมายวิ่งเข้ามาในหัว
ตลอด ผมเกิดคำถามด้วยซ้ำว่า นั่งสมาธิแล้วได้อะไร นั่งไปจิตก็ไม่เห็นจะสงบตรงไหน ผ่านไปเกือบเดือน ผมเริ่มนั่งสมาธิได้ รู้สึกปลอดโปร่ง โล่ง และมีแต่ความสบาย ผมนั่งจนตัวเองสัมผัสได้กับความว่าง สองเดือนผ่านไปผมนั่งสมาธิแล้วรู้สึกว่างจริง ๆ สงบไม่มีตัวตน พอทำได้อย่างนั้นก็รู้สึกดีมากจริง ๆ

ระหว่างบวชมีทั้งเพื่อนและญาติมาหาญาติเข้ามาคุยกับผมว่า คิดดีแล้วหรือที่จะไปเรียนที่ใหม่ ประโยคที่ทำให้ผมฉุกคิดคือ“กิจการที่บ้านทำมากว่า 20 ปี พ่อเราเหนื่อยมาทั้งชีวิตเพื่อทำให้เรามีได้อย่างทุกวันนี้เราเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ”

ผมจึงกลับมาทบทวนชีวิตตัวเองที่ผ่านมาอย่างจริงจัง ยิ่งอยู่ในระหว่างการบวชแบบนี้ ยิ่งนิ่งพอที่จะเห็นภาพตัวเองในอดีตอย่างทะลุปรุโปร่งว่าคิดถึงแต่ตัวเองมากขนาดไหน เมื่อคุณพ่อมาหา ผมจึงบอกท่านว่า จะไปสอบเข้าคณะเดิม มหาวิทยาลัยเดิม ท่านถามว่าคิดดีแล้วหรือ เพราะท่านกลัวว่าจะลาออกอีก ผมยืนยันหนักแน่น ผมต้องการ
สานต่อกิจการของครอบครัว

เมื่อบวชครบกำหนดและเวลาเวียนมาบรรจบเข้าสู่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง ผมสอบติดคณะเดิม มหาวิทยาลัยเดิม และสามารถเรียนจบ ทำงานในธุรกิจของที่บ้านได้สมความตั้งใจ

ต้องขอบคุณคุณพ่อที่พาผมไปรู้จักธรรมะในวันนั้น ไม่เช่นนั้นคงไม่มีผมที่เป็นคนใหม่ที่ใจเย็นลง เลิกเอาตัวเองเป็น
ศูนย์กลางของจักรวาล และใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น เหมือนในวันนี้อย่างแน่นอน


เรื่อง: ชิตณรงค์ วิเศษสมภาคย์ เรียบเรียง: อุรัชษฎา ขุนขำ
ภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี ผู้ช่วยช่างภาพ: ธนทัช หิรัญวรกุล สไตลิสต์: ณัฏฐิตา เกษตระชนม์

keyboard_arrow_up