ฝันร้ายของแม่ เรื่องจริงไม่อิงนิยาย ของแม่ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลูก

เรื่องจริงไม่อิงนิยาย
เรื่องจริงไม่อิงนิยาย

ฝันร้ายของแม่ เรื่องจริงไม่อิงนิยาย ของแม่ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลูก

ฝันร้าย ที่แสนทรมานของคนเป็นแม่ แม่ทุกคนต้องการให้ลูกมีร่างกายแข็งแรง เติบโตมีอนาคตที่สดใส  ทว่าชะตาพาให้ลูกสาวสุดที่รักของเธอ ต้องป่วยเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต เป็น เรื่องจริงไม่อิงนิยาย

ชีวิตคู่ของฉันเริ่มต้นอย่างมีความสุขฉัน และสามีช่วยกันทำงานเก็บเงินสร้างครอบครัว สามีทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ส่วนฉันคอยติดตามช่วยงานเขามาตลอด แล้ววันหนึ่งความเป็นครอบครัวของเราก็สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อลูกสาวตัวน้อยของเราลืมตาดูโลก

ลูกสาวของเราเกิดมาด้วยร่างกายที่สมบูรณ์ ตัวอ้วนจ้ำม่ำ แข็งแรง เลี้ยงง่ายไม่งอแง ลูกเป็นเหมือนนางฟ้าตัวน้อยที่เป็นดั่งความหวังและกำลังใจของเรา เราสองคนรักและดูแลลูกอย่างเต็มที่ เพราะหวังให้ลูกเติบโตและมีชีวิตที่สวยงาม

แต่ใครเลยจะล่วงรู้ชะตาชีวิตข้างหน้า ลางร้ายเกิดขึ้นเมื่อสามีของฉันสังเกตเห็นว่า บริเวณท้องด้านซ้ายใต้ซี่โครงของลูกบวมเป่งจนผิดสังเกต ใช้มือคลำดูก็รู้สึกว่าเป็นก้อนแข็ง ๆ กดไม่ยุบ เมื่อเห็นเช่นนี้ฉันตกใจมาก รีบพาลูกไปหาหมอที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน คุณหมอตรวจดูแล้วบอกว่าลูกอาจมีก้อนเนื้อในท้อง และขอให้ฉันพาลูกไปตรวจที่โรงพยาบาลต้นสังกัดโดยด่วน

ฉันรีบพาลูกไปโรงพยาบาลด้วยความคิดที่สับสนไปหมด กังวลไปต่าง ๆ นานาว่า ลูกจะเป็นอะไรมากหรือไม่ มันจะเป็นก้อนเนื้อร้ายหรือเปล่า เราสองแม่ลูกนั่งรถแท็กซี่ไปถึงโรงพยาบาลเวลาสามทุ่ม คืนนั้นคุณหมอที่อยู่เวรห้องฉุกเฉินเป็นกุมารแพทย์พอดี เขาจึงเข้ามาตรวจและขอรับเคสลูกของฉันไว้ดูอาการที่โรงพยาบาลทันที

คุณหมอบอกว่า ต้องทำเรื่องย้ายลูกเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพราะโรงพยาบาลนี้เครื่องไม้เครื่องมือไม่พร้อมลูกต้องนอนดูอาการที่โรงพยาบาลแห่งนี้ถึงสองสัปดาห์ ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ก้อนเนื้อเจ้าปัญหาขยายใหญ่ขึ้นจนเท่ากับแตงโมอ่อนลูกเล็ก ๆ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่มากเมื่ออยู่บริเวณลำตัวของเด็กวัยไม่ถึงสองขวบ ระหว่างนั้นหลายโรงพยาบาลไม่อาจรับคนไข้เพิ่มได้ แต่คุณหมอก็พยายามช่วยจนสุดท้ายโชคดีที่โรงพยาบาลรามาธิบดีรับเคสลูกของฉันไว้

ช่วงเวลานั้นฉันใจคอไม่ดี เพราะรู้แล้วว่าอาการของลูกหนักกว่าที่คาดคิด แต่สามีคอยให้กำลังใจว่า

“ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้าย ลูกก็คือลูกของเรา เราต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด”

วันที่สามหลังการเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ฉันได้รับข่าวร้ายที่คนเป็นแม่แทบใจสลาย เพราะลูกของฉันเป็น “มะเร็งต่อมหมวกไต” เพียงได้ยินคำว่า “มะเร็ง” ฉันก็แทบล้มทั้งยืน ทุกอย่างตรงหน้าดับวูบลงไปจน
มืดมิด ฉันได้แต่ร้องไห้เพราะสงสารลูกสาวตัวน้อยสุดหัวใจ “ทำไมลูกของแม่ถึงเป็นโรคร้ายแรงอย่างนี้ ลูกยังเด็กมาก จะจากแม่ไปแล้วเหรอ” ฉันไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว แต่คุณหมอพยายามปลอบใจและอธิบายว่า โรคนี้มีทางรักษา ขอให้ฉันสู้เพื่อลูก

ฉันจมอยู่กับความทุกข์ใจไม่นานนักก็ตั้งสติได้ว่า ต้องเข้มแข็งและพาลูกต่อสู้กับโรคร้ายนี้ให้ได้ จึงรีบพาลูกเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด เพื่อให้ก้อนเนื้อร้ายขนาดใหญ่ประมาณ 10 × 10 เซนติเมตรบริเวณท้องของลูกหายไปให้ได้

ทุกครั้งที่มาตรวจร่างกาย ลูกจะถูกเจาะเลือด หลายครั้งก็หาเส้นเลือดไม่เจอ จำเป็นต้องเจาะแขนหลายที่ จนลูกเอ่ยขึ้นมาว่า “แม่ หนูเจ็บจังเลย ทำไมเขาเจาะเลือดหนูเยอะจัง”

ครั้งหนึ่งหาเส้นเลือดไม่เจอ พยาบาลต้องเจาะที่หน้าขา ลูกร้องไห้จนหมดเสียงและทิ้งตัวลงอย่างหมดแรง แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่มองด้วยความทรมานใจ หากเจ็บแทนได้ ฉันขอเจ็บแทนลูกดีกว่า

ยิ่งช่วงแรกที่ทำเคมีบำบัด ลูกอาเจียนไม่หยุด น้ำหนักลดลงฮวบฮาบ ปากเป็นแผลบางครั้งต้องให้อาหารทางสายยางที่ต่อเข้าทางจมูก ทั้งผมยังร่วงจนต้องโกนออกหมดทำเอาใจของคนเป็นแม่แทบจะทนไม่ไหวจนแอบร้องไห้บ่อย ๆ

 

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>>

keyboard_arrow_up