หนีทหาร

หนีทหาร ซ้ำเติมชีวิต เรื่องจริงของผู้ชายที่หวังตื่นจากฝันร้าย

หนีทหาร
หนีทหาร

หนีทหาร ซ้ำเติมชีวิต เรื่องจริงของผู้ชายที่หวังตื่นจากฝันร้าย

ผมตื่นเช้าขึ้นมาในค่ายทหารเช่นทุกวัน ก้อนทุกข์เมื่อวานยังคงจุกแน่นอยู่ในอก

เหมือนยังคงฝันร้ายทั้งๆ ที่ลืมตาตื่น ผมควรทำอย่างไรให้หมดสิ้นจากความทุกข์นี้ไปได้

” หนีทหาร !” คือ คำตอบเดียวเท่านั้นที่คิดออก คำตอบที่อาจทำให้ผมตื่นจากฝันร้าย

 

ผมเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น  เป็นลูกชายคนเดียวของพ่อแม่ ได้รับความรักจากท่านโดยไม่ต้องมีใครมาหารครึ่ง พ่อแม่ส่งผมเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนดี ๆ เอาใจด้วยการซื้อของทุกอย่างที่ต้องการให้ โทรศัพท์เอยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเอย รถมอเตอร์ไซค์เอย ไม่เคยน้อยหน้าเพื่อน ๆ

เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมปลาย อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทในหมู่วัยรุ่น ผมไม่ได้รู้จักแต่เพื่อน ๆ ในโรงเรียนเท่านั้น ผมได้รู้จักกับชายคนหนึ่งในโปรแกรมแชต เขาเป็นมากกว่าแค่คนรู้จัก เป็นมากกว่าเพื่อนสนิท เขาเป็นคนรักคนแรก เป็นรักบริสุทธิ์ เป็นทุกอย่างในชีวิตของผม

ผมกับเขามีความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ความรักของเราเบ่งบานขึ้นทุกวันจนใคร ๆ ต่างอิจฉา  แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับมาบอกเลิกกันโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว เขาให้เหตุผลว่าติดเชื้อเอชไอวี  เราคงคบกันต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ผมหน้าชาเสียใจมากที่สุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ชายผู้เป็นทุกสิ่งในชีวิตจะทิ้งผมไปแล้ว แต่ก่อนจะเสียใจไปมากกว่านั้นก็ตั้งสติได้ว่าควรรีบไปตรวจเลือด

เมื่อผลเลือดออก ผมไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกันแน่ระหว่างดีใจที่ไม่ติดเชื้อ หรือเจ็บใจที่รู้ว่าชายคนรักกุเหตุผลจอมปลอมนี้ขึ้นมาเพื่อบอกเลิก ผมทั้งเสียใจ ทั้งโกรธแค้นทั้งสับสน หลายความรู้สึกปะปนกันมั่วไปหมด

หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวที่น่าเสียใจไปได้ไม่นานนัก ผมก็ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์เพื่อรับใช้แผ่นดินที่ต่างจังหวัด ชีวิตหกเดือนในช่วงฝึกทหารไม่ได้หนักหนาเกินไปนัก ผมมีเพื่อนที่ดี มีเงินเดือนใช้  เหนือสิ่งอื่นใดคือได้แทนคุณชาติ

แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น วันที่ผมฝึกทหารเสร็จแล้วต้องย้ายเข้าประจำกองร้อย นายสิบเรียกผมให้ไปดูผลเลือดที่เคยตรวจเมื่อครั้งวันจับใบดำใบแดง

 

ภาพเหตุการณ์จำลอง

 

ทันทีที่รู้ผลเลือด ผมหน้าซีด ล้มทั้งยืน ก่อนจะเริ่มร้องไห้เหมือนคนบ้า คนรักคนนั้นไม่ได้โกหก  เขาไม่ได้ใช้ข้ออ้างอะไรเพื่อบอกเลิกทั้งนั้น ผมติดเชื้อเอชไอวีจากเขาจริง ๆ เพียงแต่การตรวจเลือดคราวก่อนยังไม่แสดงผลให้เห็นเท่านั้น ผมทำใจไม่ได้เพราะไม่ได้มั่วผู้ชายเหมือนอย่างหลาย ๆ คนที่ติดโรค ผมมีอะไรกับเขาเป็นคนแรกและคนเดียว ผมทำอะไรไว้ ทำไมชีวิตถึงบัดซบอย่างนี้

ช่วงเวลานั้นผมคิดอะไรไม่ออก เมื่อตื่นขึ้นมาก็เห็นแต่ก้อนทุกข์จุกอยู่ในอก ผมไม่อยากอยู่ที่ค่ายทหารนี้อีกต่อไปแล้วจะอยู่ไปอีกทำไมกัน ในเมื่อต่อไปผมคงไปสมัครงานดี ๆ เหมือนใครไม่ได้  เพราะไม่มีใครให้โอกาสคนเป็นโรคร้ายอย่างผมต่อไปนี้ใคร ๆ ก็ต้องรังเกียจผม แน่ละ ผมเป็นตัวเชื้อโรค เป็นตัวน่าขยะแขยงของสังคม

 

“เอาวะ ไหน ๆ สังคมก็ต้องเกลียดกูอยู่แล้ว ทำดีไปก็เท่านั้น คอยดู กูจะทำเลวให้มันสุด ๆ ไปเลย” นั่นคือความคิดในเวลานั้น ก่อนเรื่องราวร้าย ๆ ทั้งหมดจะเกิดขึ้น

 

เมื่อตั้งมั่นแล้วว่าจะทำความเลวให้ถึงที่สุด คืนนั้นจึงเริ่มด้วยการย่องไปเก็บข้าวของจนหมดแล้วหนีออกจากค่ายทหาร ไปขอรุ่นพี่ที่รู้จักพักในห้องของเขาชั่วคราว คืนนั้นจึงได้รู้จักแก๊งเพื่อนพี่ที่อยู่ร่วมห้อง พร้อม ๆ กับรู้จักยาบ้าและเริ่มสนิทกับมันอย่างแนบแน่น

ผมทุบกระปุกเอาเงินเดือนทหารที่เก็บออมไว้ไปซื้อยามาเสพ ในที่สุดก็ตกเป็นทาสของมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้นนี่แหละความเลวที่ตั้งใจว่าจะทำ แต่ยังเป็นแค่ระดับเริ่มต้นเมื่อเงินเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ  ผมก็เอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กรถมอเตอร์ไซค์ และทรัพย์สมบัติที่แม่ซื้อให้ไปจำนำ เพื่อนำเงินทั้งหมดไปซื้อยา ผมเสพยาแทนข้าว เพราะยาเม็ดหนึ่งช่วยให้ผมอยู่ได้ทั้งวันโดยไม่อยากอาหาร ถูกกว่านำเงินไปซื้อข้าวกินสามมื้อเสียอีก

ไม่นานนักผมก็เข้าสู่วงการค้ายา เพราะแก๊งรุ่นพี่แนะนำว่ามัวแต่นำของไปจำนำอยู่อย่างนี้เรื่อยไปไม่ได้ ต้องรู้จักสร้างรายได้ให้ตัวเอง ผมเห็นว่าจริงอย่างเขาว่า เพราะขายยาครั้งหนึ่งมีเงินใช้สบายไปอีกหลายวัน

แก๊งรุ่นพี่ของผมไม่ได้หารายได้ทางเดียวเท่านั้น ตกกลางคืนราว ๆ ตีหนึ่งตีสอง พวกเขาจะออกไปวิ่งราวทรัพย์ผู้คนทั่วไป แล้วนำของมีค่าที่ได้มาไปขายแล้วนำเงินมาแบ่งกันส่วนใหญ่ก็นำไปซื้อยา  แรก ๆ ผมรู้สึกหวาดกลัวและตกใจกับการกระทำของพวกเขา แต่เมื่อได้ก้าวเข้าไปในซ่องโจรเต็มสองขาแล้ว ผมก็ต้องเป็นโจรเหมือนกับคนอื่น ๆ

ความต่ำทรามของผมยังไม่หมดเท่านั้น ผมเที่ยวไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายไม่ซ้ำหน้า โดยตั้งกฎของตัวเองเอาไว้ว่าถ้าคู่นอนไม่ถามหาอุปกรณ์ป้องกันโรค ผมจะไม่ป้องกันเพราะนั่นแสดงว่าเขามักง่ายเอง และไม่กังวลเรื่องโรคติดต่อเพราะฉะนั้นเขาก็สมควรติดโรคไปง่าย ๆ เหมือนอย่างที่ผมเคยเป็น อันที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจจะแพร่เชื้อ แค่ต้องการมอบบทเรียนสำคัญให้พวกเขาเท่านั้น

แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตผมก็พลิกกลับ เมื่อมีเพื่อนสาวคนสนิทที่ติดเชื้อเอชไอวีเช่นกันโทรศัพท์มาคุย  ผมเปิดใจเล่าให้เธอฟังถึงเรื่องที่อัดอั้นอยู่ภายในใจ เรื่องที่ผมบอกใครไม่ได้แม้กระทั่งพ่อกับแม่

 

แค่เป็นเอดส์ไม่ใช่ว่าจะตายได้ง่าย ขนาดนั้นนะไม่ใช่เป็นปุ๊บแล้วต้องตายปั๊บ แล้วชีวิตแกจะต้องแย่ต้องระยำไปเลย สงสารตัวเองหน่อยแกยังมีเวลาได้ทำอะไรอีกมากมาย ทำไมไม่คิดว่าเวลาที่เหลืออยู่ควรทำอะไรดี ให้สังคมได้บ้าง”

 

ประโยคสั้น ๆ จากปลายสายกระแทกสติผมอย่างจังเธอพูดอย่างคนที่เห็นสัจธรรมและผ่านเรื่องราวหนัก ๆ ในชีวิตได้แล้ว ผมเห็นภาพตัวเองชัดเจนขึ้น เหมือนมีใครโยนแว่นขยายมาให้เพ่งมองชีวิตตัวเองอย่างละเอียด เพราะคำพูดนั้นทำให้ฉุกคิด มองย้อนกลับถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำไปในช่วงเวลาเกือบสองเดือน ผมน้ำตาไหลพราก จู่ ๆ ก็คิดถึงพ่อแม่ขึ้นมาจนแทบขาดใจ ผมอยากกลับบ้านเสียเดี๋ยวนั้น แต่ไม่มีเงินติดตัวแม้สักบาทเดียว

ผมค่อย ๆ เก็บเงินจากการขายยาบ้าเพื่อนำเงินไปซื้อตั๋วรถกลับบ้าน แต่พอพี่ ๆ เห็นเข้าก็ยุแกมบังคับให้นำเงินที่ได้ไปซื้อยามาแบ่งกันเสพ ผมจำต้องทำตาม แต่ไม่มีแก่ใจจะทำเลวเหมือนครั้งที่หนีออกจากค่ายทหารใหม่ ๆ อีกแล้วในใจมีแต่ความรู้สึกผิด ผิดต่อตัวเอง ต่อพ่อแม่ และต่อทุก ๆ คนที่ทำให้เขาเป็นทุกข์

นับจากนั้นมา วันเวลาแต่ละวันค่อย ๆ คืบคลานผ่านไปยาวนานราวกับเป็นปี ๆ ผมมืดแปดด้าน  ท้อแท้ ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร จนกระทั่งตั้งสติได้ก็แอบไปขายยาโดยไม่ให้พวกพี่ ๆ รู้ แล้วรีบหนีไปซื้อตั๋วรถ จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับบ้านทันที

เมื่อกลับถึงบ้าน ผมไม่กล้าพอจะบอกพ่อกับแม่ว่าผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง จึงเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในห้อง เพราะไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะปวดใจแค่ไหนหากรู้ว่าลูกชายที่รักต้องติดโรคร้าย ผมตัดสินใจโทร.หาน้า เพื่อเล่าความจริงนี้ให้ฟัง ในที่สุดน้าก็อาสาเป็นคนบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่แทน

ผมจำได้แม่นว่าวันที่พ่อแม่รู้เรื่อง ท่านเดินเข้ามาหาถึงห้อง ผมปล่อยโฮและทำได้เพียงบอกท่านว่า “ผมขอโทษ ผมขอโทษ” พูดอย่างนั้นซ้ำ ๆ ไม่ยอมหยุด เพราะไม่สามารถหาคำอื่นมาแทนความรู้สึกในใจได้ดีไปกว่านี้ ผมทำลายความหวังทุกอย่างของครอบครัว รู้ดีว่าท่านเสียใจขนาดไหน แม่สะอื้นไห้แล้วกอดผมแน่น พร้อมกับปลอบว่า เอดส์ก็เหมือนหวัด ไม่นานเดี๋ยวก็หายไม่เป็นไร อย่างไรก็รักลูกเหมือนเดิม”

พ่อก็เช่นเดียวกัน ตั้งแต่จำความได้ ท่านไม่เคยแสดงความรักกับผมตรง ๆ แต่ครั้งนี้ผมเห็นพ่อน้ำตานองหน้า ก่อนจะบอกว่า “ช่างมันเถอะ อยู่กับพ่อไปอย่างนี้แหละไม่เป็นไร” แม้จะเป็นคำพูดสั้น ๆ ตามประสาผู้ชาย แต่ก็สัมผัสได้ถึงกำลังใจที่พ่อส่งมา ผมเพิ่งมารู้วันนั้นเองว่าท่านรักผมมากขนาดไหน เราร้องไห้กอดกันนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ รู้แต่เพียงว่าผมจะไม่มีวันทำให้ท่านช้ำใจอีก

หลังจากวันนั้นผมตัดสินใจเลิกยาและวางมือจากการค้ายาถาวร อันที่จริงเรื่องราวของผมควรจะจบลงเท่านี้และครอบครัวเราก็อยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจกันและมีความสุขแล้ว  แต่ยังหรอก ในที่สุดกฎแห่งกรรมก็ตามมาเล่นงานผม วงจรของคนค้ายาที่ผมเพิ่งรู้ก็คือ เมื่อใครคนหนึ่งถูกจับ คนนั้นต้องทำหน้าที่ช่วยตำรวจตามสืบหาคนค้ายารายอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเพื่อน ๆ หรือคนรู้จักกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย สักวันหนึ่งทุกคนต้องถูกจับ ช้าหรือเร็วเท่านั้น

ครั้งนั้นเพื่อนสนิทที่ผมรู้จักกันในวงการค้ายา  คนที่ผมคอยให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอดถึงคราวถูกจับ  และแน่นอนว่าเขาก็ลากผมเข้าคุกไปด้วย  มีเพียงคำขอโทษคำเดียวสั้น ๆ ห้วน ๆ เท่านั้นที่ออกมาจากปากเพื่อนที่เคยรักกัน

หลังออกจากคุก ผมรู้ซึ้งแล้วว่าชีวิตนี้แทบไม่เหลือใครแม้แต่เพื่อนสนิทยังลอบทำร้ายกันได้  คนที่รักเราจริงคือพ่อกับแม่เท่านั้น  จึงตัดสินใจบวชเพื่อทดแทนบุญคุณ  ขอทำดีสักครั้งอย่างที่ลูกผู้ชายควรทำ

 

ภาพเหตุการณ์จำลอง

 

ตอนแรกผมตั้งใจบวชเพียง 15 วันตามประเพณีเท่านั้นแต่เมื่อได้ครองผ้าเหลืองจริง ๆ กลับรู้สึกสุขและสบายใจจนไม่อยากสึกออกไปไหนอีกแล้ว  ผมย้อนกลับไปมองดูความทุกข์และความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ผ่านมา จึงรู้ว่าตนเองแก้ปัญหาชีวิตผิดพลาดทั้งหมด การที่ผมโกรธเกลียดสังคมแล้วตั้งมั่นว่าจะทำความเลวนั้นไม่ได้ช่วยให้ตื่นขึ้นจากฝันร้าย หรือหนีห่างจากทุกข์เหมือนอย่างที่คิด  มีแต่ฉุดให้ผมจมลึกลงไปในความทุกข์มากยิ่งขึ้น

การยอมรับความจริงต่างหากคือคำตอบ

ออกพรรษาปีนี้ผมยังคงอยู่ในผ้าเหลือง และถามตัวเองเหมือนพรรษาก่อน ๆ ว่าจะสึกออกไปทำไม สึกออกไปแล้วจะหาสาระอะไรดี ๆ กว่านี้ได้ไหม

ผมยังมีคำตอบในใจเช่นเดิมว่า หาไม่ได้เลย

 

แง่คิดจากพระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ (นามปากกาชุติปัญโญ) วัดป่าปาลเดชธรรม  จังหวัดกาฬสินธุ์

สิ่งสำคัญยิ่งที่คนเราควรรักษานอกจากชีวิตที่ได้มาแล้วคือ “คุณค่าของการมีชีวิตอยู่”ไม่ว่าจะประสบกับความทุกข์หรือปัญหาที่หนักหน่วงเพียงใด ก็ไม่ควรเหวี่ยงชีวิตให้หลุดออกไปจากเส้นทางของความดีงาม แม้จะหกล้มระหว่างทางที่เดินไปและเจ็บปวดเพราะถูกปัญหารุมทำร้าย  แต่หากมีใจน้อมรับเพื่อเรียนรู้อย่างมีสติรู้เท่าทัน ย่อมทำให้เรามองหาปัญญาที่ทำให้แกร่งกล้าขึ้นกว่าเดิม

เมื่อชีวิตต้องพบเจอกับอุปสรรค เราควรตั้งสติระลึกรู้เพื่อมองให้เห็นวิธีก้าวไปด้วยใจที่สงบเย็น  เราควรดูแลคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเราด้วยความปรารถนาดีต่อตัวเอง ทะนุถนอมความรู้สึกดีๆ เพื่อรับมือกับเรื่องราวร้ายๆ ที่ย่างกรายเข้ามาทดสอบใจ ทำความรู้จักกับปัญหาเพื่อเป็นมิตรมากกว่าเป็นศัตรู  แล้วสิ่งที่เราเคยมองว่าคือความเลวร้ายก็จะกลายเป็นครูแห่งชีวิตที่ทำให้เรารู้จักและรักตัวเองเป็น  รู้จักคุณค่าแท้ที่ชีวิตควรใฝ่หา

เราไม่ควรซ้ำเติมตัวเองด้วยการนำความร้ายมาทำให้กลายเป็นศัตรูที่ต้องฆ่าให้ตายอย่างผู้โกรธเกลียด หรือถลำเข้าไปเป็นพวกเดียวกับมัน แต่เราควรหยิบยื่นความดีเพื่อสานไมตรีต่อทุกเรื่องราวอย่างเป็นมิตร ใกล้ชิดเพื่อทำความรู้จักอย่างผู้แสวงหาปัญญา รู้จักเอ่ยคำว่ารักมากกว่าสร้างความรู้สึกเกลียดชัง แล้วพลังแห่งความดีงามที่มาจากจิตที่แจ่มใสพอย่อมพร้อมมอบโอกาสใหม่ที่ดีกว่าแก่ชีวิตของเราเสมอ

 

ที่มา : นิตยสาร Secret ฉบับที่ 179

เรื่อง : ธนพล

เรียบเรียง : รำไพพรรณ บุญพงษ์

ภาพ : สรยุทธ พุ่มภักดี

สไตลิสต์ : ณัฏฐิตา เกษตระชนม์

แบบ : กุลวัฒน์ นะมิ

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

ประชดชีวิตจนติดคุก บทเรียนชีวิตจากปากของอดีตผู้ต้องขัง

บทเรียนชีวิตหลังกำแพงคุก ตอน ประชดชีวิตจนติดคุก

True story: กว่าจะเข้าใจ …ก็ (เกือบ) สายเสียแล้ว?!
True Story : วิ่งไขว่คว้าหา ความสุข จนชีวิตต้องทุกข์แสนสาหัส

เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง : ชีวิตจริงของคนเกเรที่ล้มซ้ำๆ แต่ยังมีวัน “เกิดใหม่”

keyboard_arrow_up