เอ พศิน เรืองวุฒิ

“ซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นธรรมประจำใจ”… เอ พศิน เรืองวุฒิ (1)

เอ พศิน เรืองวุฒิ
เอ พศิน เรืองวุฒิ

“ซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นธรรมประจำใจ”… เอ พศิน เรืองวุฒิ (1)

เมื่อเอ่ยถึงซูเปอร์ฮีโร่หรือยอดมนุษย์ทั้งหลาย คนส่วนใหญ่มักจะจินตนาการถึงภาพของคนที่มีพลังเหนือมนุษย์ ซึ่งโลดแล่นอยู่ในหนังสือการ์ตูนหรือในหนังในละครและไม่มีวันจะเป็นจริงได้

สำหรับผม กลับเชื่อว่าคนทุกคนมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัวกันทั้งนั้น ถ้ารู้จักนำพลังกายพลังใจมาใช้ในทางสร้างสรรค์ ใช้เพื่อทำความดีเพื่อคนอื่นๆ ในสังคม รู้จักทำหน้าที่ของตัวเองทุกบทบาทให้ดีที่สุด แค่นี้ผมคิดว่าคุณก็สามารถภูมิใจในตนเองได้แล้ว และสามารถจะบอกเด็กรุ่นหลังๆ ได้ว่า ยอดมนุษย์ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นเรื่องของธรรมะประจำใจที่ควรปลูกฝังไว้ในจิตสำนึกของทุกคน

“คนดี…ปิดทองหลังพระ”

ฝัน ในวัยเด็กของผมคือ การได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ ได้ผดุงรักษาความยุติธรรม แต่เมื่อโตขึ้นผมกลับเป็นนักแสดงที่ได้รับบทบาทที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักใน ฐานะ “ตัวร้าย” แม้ชีวิตจริงกับบทบาทการแสดงของผมอาจแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากทั้งสองอย่างคือ คนทำดี ได้ดีแน่นอน ส่วนคนทำชั่วก็ต้องได้รับผลกรรมของตัวเอง

ผมอยู่ในวงการบันเทิงมา ประมาณ 25 ปี อาจจะถือว่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับนักแสดงอาวุโสท่านอื่นๆ ที่อยู่ในวงการมานานกว่าผม แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมทำหน้าที่นักแสดงอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ และรักอาชีพนี้ที่สุด ผมรับไม่ได้กับคำว่า “น้ำขึ้นให้รีบตัก” เพราะผมคิดว่าวงการนี้ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าที่ใครจะมาใช้คำพูดนี้ อาชีพนักแสดงคุณต้องให้ใจ ไม่ใช่อยากจะกอบโกยแค่ไหนก็โกย หรือเข้ามาเพื่อจะได้รีบออกไป ถ้าคิดอย่างนี้อย่าเข้ามาเลยดีกว่า ผมเคยคุยกับดาราที่เป็นดาวค้างฟ้าทั้งหลาย เขามองว่าอาชีพนี้สามารถทำไปได้จนกว่าคุณจะตาย มีที่ว่างให้คุณเสมอ ไม่ว่าจะมีรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามากแค่ไหน ถ้ารู้จักวางตัวให้เหมาะสม เคารพการทำงานของคนอื่น มีระเบียบวินัย รู้จักมีสัมมาคารวะ ก็อยู่ได้ครับ

ผม อาจไม่ได้เป็นนักแสดงที่ได้รับรางวัลอะไร แต่ผมเชื่อในเรื่องของการทำความดี เชื่อว่าคนดีนั้น “ปิดทองหลังพระ” ทำดีไม่ต้องหวังผลถ้าอยากให้โลกรู้ก็ปิดทองหลังพระเยอะๆ ทำความดีมากๆ เดี๋ยวทองก็ล้นออกมาให้เห็นข้างหน้าเอง

คำพ่อสอน “คลายเชือกทีละปม แก้ปัญหาไปทีละอย่าง”

ผม เติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ มีคุณปู่เป็นคุณพระรุ่นสุดท้าย ชื่อ คุณพระจำนงค์ทำงานด้านกฎหมาย เมื่อก่อนนามสกุลของตระกูลผมคือ “เนติวุฒิ” ตอนหลังได้รับพระราชทานเป็น“เรืองวุฒิ” ส่วน คุณพ่อ (เรืองนาม เรืองวุฒิ) หลังเรียนจบกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาก็มาเป็นนักข่าวบันเทิงรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมกันก่อตั้งรางวัลตุ๊กตาทองซึ่งเป็นที่รู้จักกัน ทุกวันนี้

คุณพ่อใช้นามปากกาว่า “หนุมาน” “หนูแดงวัดตรี” แล้วก็“เอราวัต” ซึ่งชื่อหลังนี่แหละที่กลายเป็นชื่อจริงของผมในเวลาต่อมา ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนเป็น “พศิน” อย่างในปัจจุบัน

ด้วยความที่ผมชอบยอด มนุษย์อย่างแบทแมน ซูเปอร์แมน อุลตร้าแมนมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อก็จะสอนว่า คนเก่งต้องเป็นคนดีและต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดด้วย การเป็นฮีโร่ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว แต่ต้องดีด้วย รู้จักใช้พลังของตัวเองช่วยเหลือคนอื่น

นอกจากนั้นท่านยังสอนว่า ปัญหาทุกอย่างในชีวิตของเราก็เหมือนกับเชือกที่ผูกกันเป็นปม ถึงแม้จะยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าเราคลายไปทีละปมก็จะแก้ไขไปได้

คุณ พ่อคุณแม่ของผมไม่ใช่คนช่างสอน แต่จะเลี้ยงดูลูกทั้ง 3 คนคือผม น้องสาว และน้องชายให้รู้จักคิด ตัดสินใจด้วยตัวเอง และให้ความไว้วางใจว่า “ลูกทำได้” เท่านี้ผมก็คิดว่าเพียงพอแล้วที่จะทำให้เราไม่ทำตัวนอกลู่นอกทาง เพราะอย่างน้อยๆ ก็คิดได้ว่า เมื่อท่านเชื่อมั่นในตัวเรา เราก็ไม่อยากทำให้ท่านผิดหวังไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น

อดีตดาราเด็กยุคเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์

ความ จริงแล้วก่อนที่ผมจะมาเป็นนักแสดงอย่างทุกวันนี้ สมัยยังเด็กคุณพ่อของผมซึ่งเป็นนักข่าวบันเทิงได้ผลักดันให้เข้าวงการ ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เป็นรุ่นก่อนน้องตูมตาม (วศิน มีปรีชา) โดยแสดงภาพยนตร์เรื่อง “สองเรา” ที่มี คุณเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ เป็นนางเอก

การ ที่ได้เข้าวงการบันเทิงทำให้ผมกลายเป็นเด็กที่โตกว่าวัย รู้จักหน้าที่ตั้งแต่เด็ก บางครั้งต้องตื่นตีหนึ่งตีสองเพื่อไปถ่ายหนัง ถ่ายละครถ่ายโฆษณาตามต่างจังหวัด ใจจริงตอนนั้นไม่ชอบหรอกครับ แล้วก็สงสัยด้วยว่าทำไมเราต้องไปเล่นเป็นเพื่อนคนโน้นคนนี้ เรียกว่าทำไปด้วยความไม่เข้าใจมาตลอด

นอกจากนั้นการเป็นดาราเด็กในยุค นั้นซึ่งเป็นยุคที่เด็กไทยยังไม่ค่อยกล้าแสดงออก ค่อนข้างเรียบร้อยและขี้อาย ก็ทำให้ผมกลายเป็นที่สนใจของคนอื่น แถมบางครั้งก็ทำอะไรไม่เหมือนใคร เช่น จำเป็นต้องไว้ผมยาวกว่าเพื่อนในโรงเรียนเพราะต้องแสดงละคร หรือบางครั้งติดถ่ายละครก็ต้องมาขอสอบทีหลัง การเป็นดาราเด็กในยุคนั้นของผมจึงกลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเครียด เพราะไหนจะเรียน ไหนจะต้องแสดงบทบาทนั้นบทบาทนี้อยู่ตลอดเวลา

จน กระทั่งอายุ 12 ปี ผมจึงขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่เพื่อเรียนหนังสืออย่างเดียว ในขณะที่ดาราวัยรุ่นอย่างมอส – ปฏิภาณ ปฐวีกานต์และดาราวัยรุ่นคนอื่นๆ กำลังเริ่มโด่งดัง

ผมเรียนโรงเรียนวัดใกล้บ้าน ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ทำให้ผมเกิดความคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปเรียนโรงเรียนที่ เก็บค่าเทอมแพงๆ ก็ได้ เพราะโรงเรียนวัดก็มีครูดีๆ ตั้งมากมาย ที่สำคัญ เราจะเก่งหรือดีแค่ไหนก็อยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ใช่ที่สถาบัน ส่วนช่วงมัธยมปลายผมชอบเล่นกีฬา เป็นนักชกมวยสมัครเล่น ได้รับเหรียญเงินจากกรมพละมาหนึ่งเหรียญ

หลังจากนั้นผมเลือกเรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะศิลปกรรมเอกอินดัสเทรียลดีไซน์ เกี่ยวกับการออกแบบในเชิงอุตสาหกรรม เช่นออกแบบเฟอร์นิเจอร์หรือข้าวของต่างๆ

ชีวิตช่วงนี้ของผมดูเหมือนจะ หันเหออกมาจากวงการบันเทิงโดยสมบูรณ์แล้ว แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อผมเรียนจบปริญญาตรี ความคิดที่ว่าอยากเป็นนักแสดงอีกครั้ง อยากแสดงเป็นคนอื่น อยากเป็นคนนั้นคนนี้ที่มีทั้งดีและร้ายก็แวบเข้ามา

แต่คราวนี้ไม่ได้ ง่ายดายเหมือนสมัยเป็นเด็กอีกแล้ว เพราะไม่มีใครรู้จักผมอีกต่อไป ผมต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่หมด ส่งประวัติให้เขาดูเขาก็ไม่สนใจ ต้องไปทดสอบการแสดงกว่า 50 งาน ไม่มีใครสนใจว่าผมเคยเป็นดาราเด็กมาก่อน แต่เขาสนใจว่าผมจะแสดงบทที่เขาให้แสดงตอนนี้ได้หรือเปล่าเท่านั้น

ผม ต้องแสดงเป็นตัวประกอบพูดไม่กี่ประโยค บางครั้งเห็นแค่เท้าก็มี ได้เงินบ้างไม่ได้เงินบ้างอยู่ 4 ปีเต็มๆ ก่อนจะแจ้งเกิดอีกครั้งอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อนจากบทที่ผมคิดว่าตัวเองเล่น ได้แข็งทื่อมาก

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

Secret Box
การเคารพตนเอง การรู้จักตนเอง และการควบคุมตนเอง เพียงสามสิ่งนี้เท่านั้นที่จะนำพาชีวิตไปสู่อำนาจสูงสุด ลอร์ดอัลเฟรด เทนนีสัน กวีชาวอังกฤษ


บทความน่าสนใจ

3 นักธุรกิจใจดีมีแต่ให้

10 วิธีคิดสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง

จดหมายจากเด็กอายุ 12 ปี… จากใจลูก ถึงคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ

การพลัดพราก ความกังวลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรัก

 

keyboard_arrow_up