สีดา พัวพิมล

ชีวิตที่เหลือ…เพียงตัวและหัวใจ ของ สีดา พัวพิมล ตอน 4 (จบ)

สีดา พัวพิมล
สีดา พัวพิมล

ชีวิตที่เหลือ…เพียงตัวและหัวใจ ของ สีดา พัวพิมล

ใครจะคิดว่าแค่ความพลาดพลั้งในการบริหารเงิน จะทำให้บั้นปลายชีวิตของ สีดา พัวพิมล ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวและอยู่อย่างโดดเดี่ยว

เมื่อฉันผันตัวมาเป็นผู้จัดละคร  ต้องลงทุนเองทุกอย่างเพื่อนำโปรเจ็กต์ละครไปเสนอบริษัทต่าง ๆ ที่สนใจ  เป็นช่วงที่ยังไม่มีรายรับเข้ามา  ประกอบกับก่อนหน้านี้ทำละครขาดทุนมาแล้ว  จึงต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อนำมาเลี้ยงทีมงานและเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้

หนี้ที่ใช้ไม่หมด

ช่วงแรก ๆ ฉันขายข้าวของในบ้านเพื่อนำเงินมาใช้บ้างแต่หลัง ๆ เมื่อหาเงินมาใช้จ่ายไม่ทันจึงตัดสินใจกู้เงินนอกระบบตามที่มีคนแนะนำ  เพราะไม่อยากรบกวนหยิบยืมเงินจากคนรู้จัก  อีกทั้งการกู้แบบนี้ก็ไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรเยอะแยะแค่มีคนเซ็นค้ำประกันก็ได้เงินมาใช้แล้ว

ตอนนั้นฉันคิดเพียงแค่ว่า “อีกไม่นานคงได้งานที่บริษัทไหนสักแห่งและจะมีเงินมาคืนได้ทันเวลา”  แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก  เพราะแต่ละบริษัทที่ไปเสนองานนั้นแรก ๆ ทำท่าว่าสนใจ  แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธทุกราย

“ไม่เป็นไร  ยังไงก็ต้องสู้ต่อไป”

แม้จะโดนปฏิเสธงานครั้งแล้วครั้งเล่า  แต่ฉันไม่เคยท้อและพร้อมเริ่มต้นใหม่เสมอ  แต่การเริ่มต้นทำงานใหม่แต่ละครั้งต้องลงทุนไปก่อน  จึงต้องกู้เงินนอกระบบรายอื่นมาทำงานอีก  จากหนี้หลักหมื่นสะสมไปเรื่อย  จนสุดท้ายมียอดอยู่ที่ประมาณสองแสนบาท

แม้เป็นจำนวนเงินไม่มากนัก  แต่กลับต้องเสียดอกเบี้ยถึงวันละสามสี่หมื่นบาท  วันไหนไม่มีจ่าย  เจ้าหนี้จะส่งคนมาตะโกนทวงอยู่หน้าบ้าน  ทำให้อับอาย  ฉันจึงต้องไปหยิบยืมคนในวงการเพื่อมาชดใช้หนี้ไปวัน ๆ  ส่วนตัวเองก็ยอมอดมื้อกินมื้อโดยไม่เคยปริปากบอกใคร

ดอกเบี้ยอัตราหฤโหดจากการกู้นอกระบบเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน  หนี้ไม่กี่แสนกลายเป็นล้านบาท  บ้านที่อาศัยอยู่ก็ต้องเอาไปขายฝาก  นำเงินมาใช้ดอกเบี้ยให้ได้ในแต่ละวัน  แต่ก็ยังไม่พอ  จนฉันต้องแบกหน้าไปหยิบยืมเงินจากคนโน้นคนนี้มาใช้  แต่ก็ไม่สามารถหามาคืนได้หมด  จึงต้องกลายเป็นลูกหนี้คนนั้นคนนี้จนลือกันไปทั่ววงการว่า

“สีดาติดพนัน  ยืมเงินคนทั้งวงการไปเข้าบ่อน”

ฉันไม่เคยปริปากแก้ข่าวใด ๆ  และถ้าไม่มีใครถาม  ฉันก็ไม่ยอมพูดเด็ดขาด  เมื่อฉันไม่มีเงินมาคืนเจ้าหนี้  ต้องผัดผ่อนไปเรื่อย  สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตถึงกับต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

เหตุเกิดเพราะว่าในระหว่างที่ทำงานเป็นผู้จัดละครฉันเคยไปยืมเงินจากน้องคนหนึ่งในวงการบันเทิง  ซึ่งเคยเป็นเพื่อนของลูกชายมาลงทุน  แต่ภายหลังต้องใช้เงินมากขึ้น  ฉันจึงชวนเขามาร่วมทุนทำละครด้วยกัน  แต่เมื่อละครมีปัญหาเปิดกล้องไม่ทันตามกำหนดเวลา  เพราะยังหาพระเอกนางเอกไม่ได้  เขาเข้าใจผิดว่าฉันโกงเงินไป  และเกิดเป็นเรื่องฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล  จนฉันต้องกลายเป็นจำเลยฐานฉ้อโกงเงินจำนวน550,000 บาท

การโดนฟ้องร้องเหมือนเป็นตราบาปในชีวิต  งานละครที่ทำอยู่ต้องหยุดชะงัก  และต้องต่อสู้คดี  สู้กับการถูกตราหน้าจากสังคมว่าเป็นคนไม่ดี  ชื่อเสียงเสียหายป่นปี้  ไม่มีใครเชื่อถือบ้านที่เคยอยู่สุขสบายโดนยึดไป  เพื่อนรอบตัวก็ห่างหาย  คู่ชีวิตที่อยู่กินด้วยกันเป็นสิบปีก็ทิ้งไป  โดยที่ไม่ช่วยเหลือและไม่เคยถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเลย

ลูกสาวของฉันพลอยเดือดร้อนไปด้วย  เพราะเคยให้ช่วยค้ำประกันตอนกู้นอกระบบ  เจ้าหนี้ที่ตามหนี้จากฉันไม่ได้ก็ไปตามเก็บเงินจากลูกสาว  ซึ่งฉันรู้สึกเสียใจจริง ๆ  ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้  คงไม่ใช้วิธีง่าย ๆ แบบนี้ในการหาเงินแน่นอน

ชีวิตตกอับ

ช่วงที่มีคดีติดตัว  ฉันต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว  เก็บตัวอยู่ในบ้านที่อาศัยคนอื่นอยู่  ไม่ค่อยออกไปไหนเพราะไม่อยากพบเจอใคร  เงินที่มีใช้ก็ได้จากลูกสาวซึ่งย้ายไปต่างประเทศกับครอบครัว  เขาส่งเงินมาให้ใช้เดือนละสี่พันบาท  เงินที่ได้มาฉันทยอยใช้หนี้เดือนละสองพันบาท  และเก็บไว้ใช้เองสองพันบาท  มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น  ไม่อยากรบกวนลูกอีก  เพราะลูกก็มีภาระที่ต้องดูแลครอบครัวเหมือนกัน

เวลานั้นลำบากที่สุด  ฉันต้องกินไข่ทุกวันเพื่อประทังชีวิตเพราะไม่มีเงินซื้ออาหารดี ๆ  ต้องเอาของที่มีอยู่ไปขายเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายไปวัน ๆ  บางครั้งได้แต่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียวในบ้าน  เพราะท้อแท้กับชีวิตเหลือเกิน  แต่ฉันก็พยายามให้กำลังใจตัวเอง  ยืนหยัดที่จะสู้  สู้ที่จะมีชีวิตอยู่  เพื่อวันข้างหน้าจะได้หาเงินมาใช้หนี้ที่หยิบยืมคนอื่นมา

แม้ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง  แต่ฉันไม่เคยคิดฆ่าตัวตายเลย  ทั้งที่การอยู่ตัวคนเดียวจะสร้างบรรยากาศให้ทำเรื่องแบบนี้ได้ง่ายมาก  แต่ฉันเลือกที่จะไม่ทำ  เพราะรู้ว่ามันบาปมาก  ฉันเชื่อว่ากว่าจะเกิดมาเป็นคนไม่ใช่เรื่องง่าย  ดังนั้นหากเรายังมีชีวิต  มีลมหายใจ  เราควรต่อสู้ให้ถึงที่สุด  สู้และมีชีวิตให้คุ้มกับที่ได้เกิดมา

ช่วงที่ฉันเก็บตัวอยู่คนเดียวนั้น  มีน้องที่เคยทำงานด้วยกันมาเมื่อ 20 กว่าปีก่อนมาเยี่ยมเยียนที่บ้านหลายครั้ง  แต่ฉันไม่ได้ออกไปพบ  เพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร  จนสุดท้ายเขาทิ้งกระดาษโน้ตไว้ให้ที่หน้าบ้าน  เมื่อฉันโทร.กลับไป  เขาจึงชวนมาช่วยงานที่ร้านอาหารของเขา

การได้ออกมาเจอโลกภายนอก  เจอผู้คน  ทำให้ฉันมีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง  ฉันมาช่วยงานที่นี่โดยไม่ได้หวังค่าตอบแทนใด ๆ  เพราะได้อาศัยกินอาหารที่ร้านจัดให้  อีกทั้งการมีงานทำก็ทำให้สภาพจิตใจของฉันดีขึ้นมาก

สำหรับเรื่องฟ้องร้องนั้น  ฉันยืนหยัดสู้คดีมาถึงสี่ปี  ด้วยความช่วยเหลือจาก ทนายสันติ  ปิยะทัต  ที่รับว่าความให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย  ในที่สุดทั้งสามศาล  และสุดท้ายศาลฎีกาตัดสินยกฟ้องคดีเมื่อเดือนสิงหาคม 2557  ซึ่งเป็นการประกาศให้ทุกคนรู้ว่าฉันไม่ได้มีเจตนาฉ้อโกงใคร

ฉันดีใจมากที่พ้นข้อกล่าวหา  แต่ก็ดีใจอยู่คนเดียวเพราะไม่เหลือใครอีกแล้ว

ทุกวันนี้ได้มาทำงานเป็นผู้จัดการร้านส้มตำเมืองทองเพราะเจ้าของร้านทราบข่าวว่าฉันต้องการทำงาน  ซึ่งนับว่าเขามีน้ำใจมาก

ฉันวางแผนจะเก็บหอมรอมริบให้ได้เงินสักก้อน  เพื่อเปิดร้านขายข้าวแกงเล็ก ๆ  เพราะชอบทำอาหารและพอมีฝีมืออยู่บ้าง  และตั้งใจอยู่ทุกวันทุกคืนว่าจะหาเงินมาใช้หนี้เจ้าหนี้ทุกคนให้ได้

ที่ผ่านมาฉันไม่เคยย่อท้อในการต่อสู้กับปัญหาหนัก ๆ ที่ถาโถมเข้ามา  เพราะเชื่อว่าชีวิตของคนเราก็เหมือนกับลูกบอลไม่ว่าจะหล่นลงพื้นสักกี่ครั้ง  มันต้องกระเด้งขึ้นมาใหม่

เมื่อชีวิตดิ่งลงถึงจุดต่ำสุด  ก็ต้องมีวันที่ดีขึ้นมาได้  ขอเพียงมีใจฮึดสู้และไม่ย่อท้อเท่านั้น 


เรื่อง สีดา  พัวพิมล เรียบเรียง เชิญพร  คงมา  ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร สไตลิสต์ สุธีร์  รติวัฒน์บุญญา  แต่งหน้า - ทำผม ภูดล  คงจันทร์ ขอขอบคุณ  ศูนย์การค้า  ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์  เอื้อเฟื้อสถานที่

keyboard_arrow_up