นรีกระจ่าง คันธมาส กับ ชีวิตใหม่ใต้แสงธรรมส่อง

นรีกระจ่าง
นรีกระจ่าง

นรีกระจ่าง คันธมาส กับ ชีวิตใหม่ใต้แสงธรรมส่อง

เมื่อหลายปีก่อน คุณจุ๋ม - นรีกระจ่าง คันธมาส เคยเล่าถึงชีวิตที่ถูกทดสอบด้วยโชคชะตา  ให้ต้องพบกับความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ปรานี  แต่ในวันนี้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าส่องทางให้เธอได้คิดและเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นมากจนเรียกได้ว่าเป็น “ชีวิตใหม่”  และเธอยินดีแบ่งปันเรื่องราวที่ได้เรียนรู้มาแก่ทุกคน

ความทุกข์ในวัยเด็ก

ที่ผ่านมาจุ๋มเคยคิดว่าชีวิตของตัวเองไม่เคยมีความสุขเหมือนกับคนอื่น ๆ สักทีพอเริ่มจะมีความสุขก็ต้องพบความทุกข์อย่างแสนสาหัสเสมอ

จุ๋มเป็นลูกคนโตของบ้าน  มีน้องสองคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง  “หนูเต่า”  น้องสาวของจุ๋มคลอดออกมาพร้อมกับโรคน้ำท่วมสมองทำให้หัวโตกว่าเด็กทั่วไปและต้องผ่าตัดหลายครั้ง  ทั้งยังมีอาการชักรุนแรงเสมอ  พ่อกับแม่จึงต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปดูแลน้อง  จุ๋มได้แต่เฝ้ามองดูท่านทั้งสองเป็นทุกข์กับความห่วงน้องสาวอยู่เงียบ ๆ

เก้าปีต่อมาแม่ก็คลอด “น้องเอก” น้องชายคนสุดท้องที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงต้องผ่าตัดสมองตั้งแต่แรกเกิด  ทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์มากขึ้นไปอีก  บรรยากาศในบ้านเครียดมากขึ้น  ตอนนั้นจุ๋มต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไปไหนมาไหนคนเดียว  วันไหนเศร้าก็ไปเดินเล่นในสวนแถวบ้าน  นั่งดูต้นไม้ดูกระรอก  เก็บดอกไม้  ร้องเพลง  เพราะรู้สึกว่าที่นั่นเป็นดินแดนที่ไร้ความกังวล

เมื่อจุ๋มต้องเติบโตมาแบบตัวคนเดียวจึงกลายเป็นเด็กเก็บตัว  ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร  ที่โรงเรียนก็มีเพื่อนไม่กี่คนเท่านั้น  จึงไม่ค่อยมีวันเวลาที่สนุกสนานเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ  แต่ถึงอย่างนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุด  นั่นคือการร้องเพลง

การร้องเพลงทำให้มีสมาธิ  ไม่ต้องคิดกังวลกับเรื่องใด ๆ  ทำให้หนีหายไปจากความทุกข์ได้  เมื่อคุณพ่อเห็นว่าร้องเพลงเพราะจึงพาไปร้องตามงานเลี้ยงต่าง ๆ ในวงญาติเสมอ  แล้ววันหนึ่งคุณพ่อก็เอ่ยปากให้ลองประกวดในรายการ “คอนเสิร์ต คอนเทสต์” ช่วงแรกจุ๋มอิดออดไม่อยากไปเพราะเป็นเด็กขี้อาย  ทั้งยังคิดเสมอว่าตัวเองสู้คนอื่นไม่ได้แต่สุดท้ายก็ส่งเทปไปประกวด  เพราะได้ฟังคำพูดแรง ๆ ของพ่อที่ว่า

“คนเก่ง ๆ เขาไปอยู่ในทีวีหมดแล้วคนไม่เก่งเขาจะอยู่ที่บ้านนี่แหละ”

ผลปรากฏว่าผ่านการคัดเลือก  ช่วงแรกพ่อกับแม่ก็พาไปส่งเพื่อซ้อมร้องเพลง แต่ช่วงหลัง ๆ ก็ต้องไปคนเดียวเช่นเคย  และสุดท้ายก็ชนะการประกวดครั้งนี้

พอย้อนกลับไปดูเทปการประกวดก็เห็นว่า ทำไมเราเป็นเด็กที่ไม่ยิ้มเลย ตอนนั้นพี่ตา – ปัญญา  นิรันดร์กุล ซึ่งเป็นพิธีกรถามว่า

“หนูอยากบอกอะไรคุณพ่อคุณแม่ไหม” จุ๋มตอบว่า “ไม่มีค่ะ เดี๋ยวกลับไปคุยที่บ้าน”

พอพี่ตาถามว่า “ที่มาแข่งในรายการนี้อยากได้อะไร” จุ๋มตอบทันทีว่า “อยากได้รอยยิ้ม อยากมีความสุข”

คำพูดในตอนนั้นสะท้อนให้เห็นว่าวัยเด็กของเราคงเต็มไปด้วยความทุกข์ที่สะสมไว้มานานจนเป็นปมฝังลึกในจิตใจ

ทุกข์จากการพลัดพราก

หลังชนะการประกวด  จุ๋มได้เซ็นสัญญาเป็นนักร้องในค่ายคีตา เรคคอร์ดส ได้แจ้งเกิดในฐานะนักร้องนำวัย 18 ปีของวง “โคโค่แจ๊ส”  ตอนนั้นก็ยังคงเป็นเด็กเงียบ  เก็บตัวแต่กลับใช้อารมณ์กับคนอื่นเสมอ  และไม่คิดจะหาทางปรับปรุงตัวเอง  ถ้าทีมงานคนไหนบังคับให้พูด  บังคับให้ทำโน่นทำนี่ก็จะโกรธทั้งเหวี่ยงทั้งวีน เรียกได้ว่าชื่อเสียงมาพร้อมกับชื่อเสีย  ใคร ๆ ก็พากันเอือมระอา

ในขณะที่ชีวิตการเป็นนักร้องกำลังไปได้ดี  จุ๋มกลับต้องมาพบกับทุกข์หนักอีกครั้งเมื่อ อาจารย์ปิยะ โกศินานนท์  นักเปียโนของวงซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพมากเสียชีวิตต่อมา พี่จิก - ประภาส  ชลศรานนท์ โปรดิวเซอร์ที่ทำงานมาด้วยกันตั้งแต่แรกก็ลาออกจากค่ายไปอีก  จุ๋มจึงเป็นทุกข์จนทนทำงานที่เดิมต่อไปไม่ได้ ขอออกมาร้องเพลงตามโรงแรม  โดยไม่สนใจชื่อเสียงเงินทองที่เคยมีมากเมื่อครั้งที่มีค่ายเพลงดูแล

ตอนที่ตัดสินใจ  จุ๋มคิดแค่ว่าตอนที่เราไม่มีอะไรเลย เราร้องเพลงในห้องนอน ไม่มีเสียงปรบมือ  ไม่มีคนรู้จัก  พอมาร้องเพลงตามโรงแรมก็ยังมีคนปรบมือให้  แล้วก็ได้เงินพอเลี้ยงชีพ  เรื่องชื่อเสียงไม่มีผลกับจุ๋มเลย

ความรักและความสูญเสีย

จุ๋มเริ่มชีวิตคู่อย่างมีความสุขเมื่อได้เจอกับคนรักที่เข้ากันได้ดี  หลังจากแต่งงานเราใช้ชีวิตคู่ส่วนใหญ่ที่กรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  แต่อยู่ด้วยกันไม่นานนักสามีก็เริ่มป่วย  และถูกส่งกลับมารักษาตัวที่เมืองไทยแล้วชีวิตก็พบกับฝันร้ายอีกครั้งเมื่อสามีเป็น“มะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย”

ในใจตอนนั้นเป็นทุกข์มาก  เฝ้าคิดวนไปมาอยู่แต่ว่า  ทำไมเราต้องอยู่กับความตายอย่างไม่รู้จักจบสิ้น  เราทุกข์ใจกับอาการป่วยของน้องสาวมาทั้งชีวิต  ยังต้องมาเจอโรคภัยของสามีอีก  แต่แม้จะทุกข์เพียงใดก็ต้องทำตัวให้เข้มแข็งเพื่อเป็นกำลังใจและดูแลเขาอย่างดีที่สุด

แต่สุดท้ายชีวิตก็หนีความตายไม่พ้นจุ๋มจำต้องยอมรับความจริงว่า  สามีไม่มีทางหายจากโรคนี้  ในวาระสุดท้ายของชีวิต  จุ๋มสวดมนต์ให้เขาฟัง  ถือเป็นการลากันครั้งสุดท้ายเพื่อส่งให้เขาไปสู่สุคติ

ถึงวันที่ธรรมะจัดสรร

หลังงานศพสามี  จุ๋มกลับมาตั้งหลักชีวิตอีกครั้ง  โดยเริ่มจากการทำความฝันหนึ่งที่เคยคุยกับสามีไว้ให้เป็นจริง คือเรียนปริญญาตรีให้สำเร็จ  เพราะจุ๋มทำงานมาตั้งแต่เด็ก  ทำให้การเรียนขาดช่วงไป  จึงสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาตรีด้านไทยคดีศึกษาที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  และเรียนจบได้ในเวลาสองปี

ตอนที่เรียนใกล้จบก็เหมือนธรรมะจัดสรรให้ได้มาพบกับ คุณแม่ชีศันสนีย์เสถียรสุต  จากการที่ท่านชวนให้ไปร้องเพลงการกุศลให้กับสาวิกาสิกขาลัยที่เสถียรธรรมสถาน  เมื่อได้พูดคุยกับท่าน  ท่านก็ถามว่า

“สนใจเรียนปริญญาโทสาขาพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิตที่สาวิกาสิกขาลัยไหม”

จากที่ไม่เคยคิดจะเรียนต่อปริญญาโทเลย  เพราะตอนนั้นคิดว่าไม่จำเป็น  อีกทั้งต้องทำงานร้องเพลงซึ่งอาจไม่มีเวลาไปเข้าห้องเรียน  แต่คุณแม่ชีศันสนีย์ท่านเมตตาให้ทุนเรียน  จุ๋มจึงคว้าโอกาสนี้ไว้ทันที  และรีบเรียนท่านว่า

“เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว  หนูจะมารับทุนค่ะ”

การที่ได้เข้าเรียนที่สาวิกาสิกขาลัยเหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ให้ตัวเอง  ทำให้ได้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงวิชาแรกที่จุ๋มได้เรียนคือ  วิชาอานาปานสติซึ่งทุกคนต้องลองปฏิบัติจริง  เมื่อก่อนเราอาจคิดว่าการทำสมาธิคือการนั่งแล้วก็ท่องพุทโธ ๆ  การบริกรรมนี้ถือเป็นการคิด  แต่แท้จริงแล้วหลักอานาปานสติคือการไม่คิดแต่ให้เห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับกายและจิตของเราเอง

จุ๋ม นารีกระจ่าง

นอกจากนี้ระหว่างเรียนก็ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นจิตอาสาที่โรงพยาบาลเด็ก  ได้เห็นแต่ความเจ็บป่วย  และได้ไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดคำประมง  จังหวัดสกลนครซึ่งเป็นเหมือนคลินิกแพทย์แผนไทยที่รักษาผู้ป่วยโรคต่าง ๆ  ทำให้จุ๋มมีโอกาสดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย  ได้เห็นคนตายจริง ๆ  และรู้ซึ้งถึงความไม่เที่ยงของชีวิตและโลกใบนี้  ซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้เข้าใจว่า  สรรพสิ่งในโลกล้วนตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ที่ว่า “เกิดขึ้น  ตั้งอยู่ดับไป”  และทุกอย่างไม่มีอะไรคงที่  ไม่ควรยึดถือสิ่งใด

ส่วนการทำวิทยานิพนธ์  จุ๋มเลือกทำเรื่อง “การประยุกต์การร้องเพลงด้วยหลักเจริญสติปัฏฐาน”  โดยการนำหลักสติปัฏฐานมาประสานกับศาสตร์การร้องเพลงที่เราเชี่ยวชาญ  ซึ่งได้เรียนรู้ว่า  ในขณะที่ร้องเพลงเราสามารถเจริญสติปัฏฐานได้เช่นกัน  นั่นคือการระลึกรู้กาย  ได้แก่  รู้ลมหายใจเข้า - ออกทำความรู้สึกตัวเมื่อเปล่งเสียงผ่านอวัยวะต่าง ๆออกมา  การระลึกรู้เวทนา  ได้แก่  การตามอารมณ์ตัวเองได้ว่ากำลังรู้สึกทุกข์  สุข  หรือเฉย ๆ  การระลึกรู้จิต  ได้แก่  การรู้อาการของจิตว่าพอใจ  ไม่พอใจ  หรือสุข  ไม่สุขการระลึกธรรม  ได้แก่  การพิจารณานิวรณ์ 5 เช่น  การไม่คิดร้าย  ไม่หวั่นไหว  ไม่ฟุ้งซ่านเป็นต้น  ซึ่งหมายความว่า  ขณะที่ร้องเพลงเราสามารถปฏิบัติธรรมไปด้วยได้  ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่จุ๋มสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับตัวเองและสอนผู้อื่นได้

ยิ่งเรียนรู้  ยิ่งลึกซึ้ง

การได้เรียนที่สาวิกาสิกขาลัยทำให้จุ๋มเข้าใจหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ลึกซึ้งมากขึ้นและนำมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง  ทุกวันนี้จึงมองทุกอย่างตามความเป็นจริง  คิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น  ไม่คิดเข้าข้างตัวเองหรือโทษผู้อื่น  เมื่อก่อนถ้ามีเรื่องอะไรมักโทษคนอื่นก่อนว่าทำไมทำกับเราอย่างนี้  ทำไมไม่เป็นอย่างที่เราคิด

เมื่อมองย้อนกลับไปก็ทำให้เราเข้าใจชีวิตแต่ละช่วงมากยิ่งขึ้น  เช่น  ตอนที่พี่ตุ้ย (สามี) จากไป  ช่วงแรกจุ๋มคิดแต่ว่า  ทำไมเขาต้องเป็นมะเร็ง  ทำไมเขาไม่อยู่กับเราให้นานกว่านี้  การคิดเรียกร้องเช่นนี้เป็นกิเลส  มาวันนี้ไม่สงสัยอีกแล้วว่าทำไมถึงต้องเป็นเราที่สูญเสียสามีเร็วขนาดนี้  เพราะยังไงทุกคนก็ต้องประสบกับความสูญเสียกันหมด  เมื่อเกิดมาแล้ว  สิ่งที่ตามมาก็คือความตาย  ถ้ามีการเกิดก็ต้องมีการตายเสมอเป็นของคู่กัน

หรือตอนเด็ก ๆ จุ๋มเคยคิดเสมอว่าแม่ไม่รัก  แต่พอมองย้อนกลับไปก็เห็นความจริงว่า  เราเป็นเด็กที่นิ่งมาก  พูดจาก็แข็ง ๆเหมือนกับเด็กผู้ชาย  แล้วจะให้ท่านเข้ามาหาเราได้อย่างไร  พอเข้าใจเราก็เริ่มปรับตัวเปิดใจเข้าไปพูดคุยกับคุณแม่  กอดคุณแม่  จนตอนนี้สนิทกับท่านมากขึ้น  ท่านก็คลายความทุกข์ลงและมีความสุขมากขึ้นเช่นกัน

อีกเรื่องหนึ่งคือ  หนูเต่า  น้องสาวที่จุ๋มรัก  แม้ในวันนี้ตามองไม่เห็นแล้ว  แต่น้องก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามสภาพก่อนหน้านี้จุ๋มจะร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นน้องเดินชนโน่นชนนี่  และจิตตกเพราะสงสารและเป็นห่วงเขา  ตอนนี้ก็คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นว่า  โรคที่น้องเป็นทำให้น้องตาบอดเมื่อน้องมองไม่เห็นก็ทำให้น้องเดินเหินไม่สะดวกและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้น้อยลง

แม้แต่เมื่อมีเรื่องไม่พอใจมากระทบก็จะไม่ใช้อารมณ์โต้ตอบ  เช่น  เวลาใครพูดจาไม่เพราะกับเรา  ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงแว้ดใส่และปะทะคารมกันไปแล้ว  แต่ตอนนี้จะพูดจาดี ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน

ชีวิตใหม่

การได้เข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้งเช่นนี้เหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่  จุ๋มตั้งใจนำความรู้อันประเสริฐนี้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นตอนนี้นอกจากอาชีพนักร้องและการสอนร้องเพลงแล้ว  ก็มีโอกาสได้เป็นวิทยากรพิเศษด้านการร้องเพลงให้กับกรมธนารักษ์และสำนักกษาปณ์  การสอนร้องเพลงของจุ๋มจะสอดแทรกการทำสมาธิและการเจริญสติเข้าไปด้วย  ถือเป็นวิธีหนึ่งในการส่งต่อองค์ความรู้ทางธรรมที่ได้ศึกษามา

นอกจากนี้จุ๋มได้เรียนต่อปริญญาเอกสาขาพระพุทธศาสนา  ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเรียนจบภายในสามปี  หลังจากเรียนจบจุ๋มตั้งใจจะนำความรู้ทั้งหมดมารับใช้สังคมเพราะถือว่าเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า  เมื่อเรารู้แล้ว  ขัดเกลาตัวเองได้แล้ว  ก็จะนำความรู้นี้ส่งต่อให้แก่ผู้อื่นในวงกว้างต่อไป  เพื่อให้คนที่ยังไม่เข้าใจมีความเข้าใจที่ถูกต้อง  ไม่จมจ่อมอยู่กับความทุกข์เหมือนที่เราเคยเป็น

ความสัมพันธ์กับคุณพ่อคุณแม่ตอนนี้ก็ดีขึ้นมาก  แม้ครอบครัวจะย้ายไปอยู่ที่ต่างจังหวัด  เพราะบ้านที่อยู่โดนยึดไปจากการที่คุณพ่อไปค้ำประกันให้ญาติ  แต่กลับกลายเป็นว่าพออยู่ห่างกัน  เราทุกคนคิดถึงกันมากขึ้นจุ๋มใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯคนเดียว  คุณพ่อคุณแม่ก็โทร.มาหาเสมอ  เราก็หาเวลาไปหาครอบครัวบ่อย ๆ  ส่วนบ้านที่ถูกยึดไปก็คิดว่ามันเป็นเพียงแค่สิ่งก่อสร้างที่ถูกพรากไป  แต่ความรักความอบอุ่น  ความห่วงใยในครอบครัวยังมีอยู่เสมอ

ทุกวันนี้จุ๋มมีความสุขอยู่กับปัจจุบันขณะมีสติรู้เท่าทันความคิดของตัวเอง  กินอยู่อย่างพอดี  ไม่ได้คิดหาแต่เงินเพื่อมาบำรุงบำเรอกิเลส  ทำให้รู้สึกว่าจิตใจของเราเบาสบายขึ้นและใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  แม้ชีวิตในปัจจุบันจะไม่เอื้อต่อการสละทางโลกแต่ก็ได้นำหลักการเจริญสติปัฏฐานมาใช้ในชีวิตประจำวัน  เพื่อให้อยู่กับทางโลกได้ดีมากขึ้น

ขอเพียงทุกลมหายใจไม่ห่างจากการเจริญสติ  เชื่อว่าเราทุกคนสามารถเป็นฆราวาสที่ไม่ห่างจากธรรมแน่นอน


เรื่อง นรีกระจ่าง  คันธมาส  เรียบเรียง เชิญพร  คงมา  ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร  สไตลิสต์ ณัฏฐิตา  เกษตระชนม์  แต่งหน้า ภูดล  คงจันทร์

ขอขอบคุณสถานที่ ร้าน Ladaa Jardin  (ลดา  ฌาค์แด็ง) ริมถนนเลียบคลองประปา (แจ้งวัฒนะ)  โทร. 09-7251-6509

บทความน่าสนใจ

เมื่อโชคชะตาทดสอบใจ จุ๋ม – นรีกระจ่าง คันธมาส (1)

เมื่อโชคชะตาทดสอบใจ จุ๋ม-นรีกระจ่าง คันธมาส (จบ)

keyboard_arrow_up