เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง : ชีวิตจริงของคนเกเรที่ล้มซ้ำๆ แต่ยังมีวัน “เกิดใหม่”

เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง
เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง

True Story เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง : ชีวิตจริงของคนเกเรที่ล้มซ้ำ ๆ แต่ยังมีวัน “เกิดใหม่”

“พ่อไม่รักผม พ่อทิ้งผมแล้ว” ความคิดนี้ก้องอยู่ในหัวผมตั้งแต่เริ่มจำความได้

ผมเกิดในครอบครัวแตกแยก พ่อกับแม่เลิกกันตั้งแต่ผมยังเด็กมาก พ่อมีฐานะมั่นคงกว่าแม่ จึงรับพี่สาวและผมซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องไปเลี้ยงดูที่หัวหิน ส่วนพี่ชายอยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ ต่อมาไม่นานพ่อก็มีภรรยาใหม่ เธอไม่สบายใจนักที่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับลูกเลี้ยง พ่อจึงตัดปัญหาด้วยการพาผมและพี่สาวไปอยู่โรงเรียนประจำ ทั้ง ๆ ที่บ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่กี่ร้อยเมตร

ผมรู้สึกมาตลอดว่าถูกทอดทิ้ง มันเป็นเหมือนบาดแผลที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ แม่ก็ไม่เคยมาเยี่ยม เพราะพ่อกีดกันไม่ให้พบกัน ส่วนพ่อแรกๆ ก็มารับกลับบ้านทุกเสาร์ - อาทิตย์ พอนานวันไปก็ไม่มา จนผมเริ่มชินชากับสภาพที่ไม่มีใครเหลียวแล

ผมอยู่โรงเรียนประจำจนถึงชั้น ม.3 พอขึ้นมัธยมปลาย ผมย้ายมาอยู่กับปู่ที่กรุงเทพฯ และได้เจอพี่ชายบ่อยขึ้น ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมเกเรมาก มีแก๊งเพื่อนที่คบกันอยู่ 4 คน โดดเรียนแทบทุกวัน หนีไปเที่ยวเล่นบ้าง ไปแทงสนุกเกอร์บ้าง รวมถึงลองกินเหล้า สูบบุหรี่ตามประสาวัยรุ่น แต่ก็เรียนจบ ม.6 มาได้อย่างหวุดหวิด

ผมไม่ได้สอบเอนทรานซ์ แต่สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเลย เพราะรู้ว่าสอบไม่ติดแน่ๆ เมื่อถึงเวลาเปิดเทอมผมก็เรียนๆ เล่นๆ เหมือนเดิม เพราะที่นี่ไม่เช็กชื่อเข้าเรียนพอพี่ชายรู้เรื่องก็ทนไม่ไหว จับผมย้ายไปเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แถมเริ่มเที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ และเริ่มสูบกัญชา เล่นยาอี   ยาบ้าตามความคึกคะนอง พอพี่ชายรู้ก็บังคับให้ผมเลิกทุกอย่างแบบหักดิบ เขาทั้งตี ทั้งดุด่า เพื่อให้ผมกลับตัวกลับใจ

ครั้งหนึ่งพี่ชายโกรธมาก ถึงกับเอาบุหรี่มาฉีกละลายน้ำกรอกปากให้ผมกิน แล้วขังผมไว้ในห้องน้ำ และบังคับให้สูบบุหรี่ที่ซื้อมาใหม่ให้หมดซอง ตอนนั้นผมทั้งโกรธทั้งกลัวพี่ชายแต่ก็ยังไม่เข็ด เพราะเมื่อโดนบังคับหนักๆ ผมก็ตอบโต้ด้วยการใช้ยาเสพติด จนสุดท้ายก็ลามไปถึงเฮโรอีน

ผมสนุกกับการเที่ยวเล่นกับเพื่อน เงินที่แม่และพี่ชายให้ไว้เรียนหมดไปกับยาเสพติด ผมไม่สนใจเรื่องเรียนอะไรทั้งนั้น สุดท้ายจึงโดนรีไทร์ให้ออกจากมหาวิทยาลัยตอนปี 2 ผมจึงต้องมานั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านเฉยๆ แอบเล่นยาบ้างออกไปเที่ยวบ้าง เป็นแบบนี้อยู่หลายเดือนจนเริ่มรู้สึกเคว้งและไร้ค่า เพราะไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน

“อยากไปเรียนอีกไหม พี่จะส่งให้เรียนเอง” พี่ชายถามหลังจากเห็นว่าผมอยู่ว่างๆ ได้สักพักแล้ว

ผมตอบตกลงทันที เพราะช่วงที่ผ่านมาคิดได้แล้วว่าอยากเริ่มชีวิตใหม่ให้ดีเหมือนคนอื่นบ้าง พี่ชายจึงส่งเสียให้ผมเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ครั้งนี้ผมตั้งใจเรียนเต็มที่ จนได้เกรดดีเป็นที่พอใจของที่บ้าน แต่เรียนได้ปีครึ่งกลับได้รับข่าวร้ายว่า ธุรกิจของพี่ชายล้มละลาย!

“พ่อไม่มีเงินให้หรอกนะ”

พ่อซึ่งเปรียบเสมือนที่พึ่งสุดท้ายของผมตัดบทอย่างไม่มีเยื่อใยเมื่อผมโทรไปขอยืมค่าเทอม ผมทั้งโกรธและเสียใจมาก เพราะการกระทำของพ่อยิ่งตอกย้ำบาดแผลในใจว่าพ่อทอดทิ้งผมมาตั้งแต่เด็ก ตอนที่ผมมีปัญหาก็ยังมาทิ้งกันอีก

ชีวิตที่เหมือนกำลังจะไปได้ดีต้องจบลงอีกครั้ง ผมต้องจำใจออกจากมหาวิทยาลัย เพราะไม่มีเงินลงทะเบียนเรียนนี่คือความผิดหวังที่สุดในชีวิต ผมได้แต่คิดว่าทำไมโชคชะตาไม่เข้าข้างเราบ้างเลย สุดท้ายผมกลับไปเล่นยาเสพติดอีกครั้งและหนักกว่าเดิมเพื่อลืมปัญหาทุกอย่าง

“ไหนๆ ก็เล่นมันอยู่แล้ว ขายไปด้วยเลยดีกว่า จะได้มีเงินใช้”

ตอนนั้นพี่ชายผมกำลังลำบาก ผมจึงต้องหาเงินใช้เองด้วยวิธีที่ผมพอจะคิดได้ นั่นคือการขายยาเสพติด ทุกครั้งที่ได้ยามา ผมเก็บไว้เสพเองส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ขายไป พอเริ่มหาเงินได้ ชีวิตเริ่มสบายขึ้น มีเงินใช้จ่าย วันๆ ก็นั่งกินเหล้ากินเบียร์อยู่กับบ้าน ไม่สนใจไยดีอะไรอีกแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็มีแฟนที่อยู่ด้วยกันแล้ว แต่ผมไม่คิดจะหางานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง

จนวันหนึ่งแม่พาเพื่อนซึ่งเป็นมิชชันนารีมาที่บ้าน เธอมาพูดคุยกับผม ตอนแรกผมก็ฟังและคุยกับเธอไปตามมารยาทเพราะว่าเป็นเพื่อนแม่ หลังจากวันนั้นเธอก็มาที่บ้านเรื่อยๆ ทุกครั้งเธอจะมาพูดคุย ให้กำลังใจ ชวนผมไปเล่นดนตรีที่โบสถ์ ทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นเพื่อนที่คอยให้กำลังใจ

ผมจึงเริ่มคิดว่า “ดีเหมือนกันนะที่มีคนมารักและสนใจเรา” สุดท้ายจึงเข้าพิธีบัพติศมาเป็นคริสเตียนอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็เหมือนมีปาฏิหาริย์

เช้าวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังงัวเงียตื่นขึ้นมา ผมรู้สึกวูบไปทั้งตัว เหมือนตัวเองกลับไปเป็นทารกอีกครั้งโดยมีพ่อคอยโอบอุ้มและให้ความรัก ผมรู้ทันทีว่านั่นคือพระเจ้าที่โอบอุ้มผมไว้ ผมทั้งหัวเราะและร้องไห้ด้วยความสุขใจหมือนกับเกิดใหม่อีกครั้ง นับตั้งแต่นาทีที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมา ผมตั้งใจหยุดยาเสพติดทุกชนิด เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกำลังใจอันเต็มเปี่ยม และก็ทำได้ตามที่ตั้งใจไว้จริงๆ

แต่หลังจากนั้นอีก 1 อาทิตย์ ผมกลับไปสำมะเลเทเมาเหมือนเดิมอีก เพราะแฟนหนีไปกับผู้ชายคนอื่น

เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำปมที่ฝังใจตั้งแต่เด็ก ผมถูกทอดทิ้งอีกแล้ว คราวนี้ผมกลับไปเสพยาหนักกว่าเดิมเพื่อลืมความทุกข์เศร้าที่ต้องเผชิญ ทำตัวสำมะเลเทเมาไปวันๆ ไม่เหลือความหวังใดๆ ในชีวิตอีกแล้ว แต่มิชชันนารีที่เป็นเพื่อนของแม่กลับไม่ทอดทิ้งผม เธอยังคงให้กำลังใจ ให้ความรักเหมือนที่เจอกันครั้งแรก

เธอคอยดูแลเอาใจใส่และชวนผมไปเรียนดนตรี ทั้งกลอง กีตาร์ เบส เปียโน ฝึกแต่งเพลง ฝึกร้องเพลง และชวนไปเล่นดนตรีที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เธอพาผมเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมดีๆ ห้อมล้อมด้วยคนที่มีจิตใจเปี่ยมด้วยความรักและกำลังใจ ผมจึงค่อยๆ ปรับตัว ปรับใจให้ดีขึ้น ซึ่งกว่าจะตั้งหลักได้ใหม่และเลิกยาเสพติดทุกอย่างก็ใช้เวลานานถึง 10 ปี

ในช่วงระยะเวลา 10 ปีนั้น ชีวิตผมดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีกำลังใจที่จะเผชิญปัญหาทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต ความรักที่ได้รับจากคนรอบข้างเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากทำอะไรเพื่อคนอื่น จึงเริ่มต้น “ชีวิตใหม่” ด้วยการตั้งใจทำงานเพื่อสังคม

ผมได้เข้ามาคลุกคลีพูดคุยกับเด็กที่ติดยาเสพติดและคนที่ทนทุกข์กับปัญหาชีวิตในชุมชนคลองเตย ได้ใช้ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองมาเป็นบทเรียนสอนพวกเขา พร้อมทั้งให้กำลังใจและให้ความรักแก่พวกเขา เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับมาเพื่อช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทุกข์

นอกจากนี้ผมยังทำงานเป็นอาสาสมัครสอนดนตรีให้นักเรียนชั้น ม.1 - ม.3 ที่โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนาคลองเตย และสอนดนตรีให้เด็กๆ ในชุมชนคลองเตย เพื่อให้ดนตรีเป็นสื่อนำความสุขแก่พวกเขา

ตอนนี้ผมมีชีวิตที่มีความสุข มีภรรยาที่น่ารักซึ่งเป็นกำลังใจที่สำคัญ ความโกรธที่เคยมีต่อพ่อก็ได้รับการเยียวยาจนหมดสิ้น ไม่มีอะไรติดค้างในใจอีกแล้ว เพราะเมื่อคิดทบทวนเรื่องต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล ความรู้สึกที่มีต่อพ่อก็ดีขึ้น ความสัมพันธ์กับพ่อก็ดีขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ผมรักพ่อรักแม่ และรักครอบครัวของผมมาก

ต้องขอบคุณอดีตที่หล่อหลอมให้ผมมีชีวิตอย่างที่ผมเป็นในวันนี้

วันนี้ผมไม่เพียงรู้จักรักตัวเองแต่ยังเผื่อแผ่แบ่งปันความรักไปยังผู้อื่นอีกด้วย

 

ข้อคิดจากพระอาจารย์ไพศาลวิสาโล

ไม่มีใครหรืออะไรทำร้ายเราได้มากเท่ากับใจที่เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด ยิ่งโกรธเกลียดผู้มีพระคุณหรือคนที่เราคาดหวังความรักจากเขา ก็ยิ่งง่ายที่เราจะทำร้ายตนเองด้วยการทำชั่ว หรือพาตนสู่อบายเพื่อประชดชีวิตสุดท้ายก็โกรธเกลียดแม้กระทั่งตนเอง

แต่ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าชีวิตจะตกต่ำย่ำแย่เพียงใด อนาคตที่สดใสก็ไม่ไกลเกินเอื้อมหากได้รับโอกาส ที่สำคัญกว่านั้นคือ ได้รับความรัก เรื่องราวของชายผู้นี้ชี้ให้เห็นชัดถึงพลานุภาพของความรัก เมื่อใดที่ได้รับความรักความเมตตาอย่างเต็มเปี่ยม จิตใจที่ห่อเหี่ยวจะกลับเบิกบาน เต็มไปด้วยความหวัง ใช่แต่เท่านั้น ความใฝ่ดียังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นและผลักดันให้เราอยากทำความดีทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

เรื่องราวของเขายังบอกเราอีกว่า เมื่อความรักเปี่ยมล้นหัวใจ ผู้ที่เคยทุกข์แสนสาหัสก็พร้อมและปรารถนาจะมอบความรักแก่ผู้อื่น สามารถให้อภัยผู้ที่เคยละทิ้งตนและกลับมารักเขาดังเดิม

ไม่มีใครที่ไร้ค่าและไม่คู่ควรแก่ความรัก แม้ดูเหมือนว่าใครบางคนจะไร้รักในตัวเรา แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่พร้อมจะให้ความรักแก่เรา รวมทั้งสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่สามารถสัมผัสได้ด้วยใจ ดังนั้นแม้พลาดหวังในความรักก็อย่าสิ้นหวังในชีวิต และอย่าเสื่อมศรัทธาในความรักของผู้อื่น

 

เรื่อง ดาวในความมืด 

เรียบเรียง เชิญพร คงมา 

ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี 


บทความน่าสนใจ

True story : เพราะเห็นธรรม จึงกลับใจ

อันธพาลกลับใจ เรื่องจริงของแก๊งค์ที่เคยยืดติดคำว่า เอาคืน

องคุลีมาล มหาโจรกลับใจ

ประชดชีวิตจนติดคุก บทเรียนชีวิตจากปากของอดีตผู้ต้องขัง

 

keyboard_arrow_up