ก้าวที่พลาด บทเรียนครั้งใหญ่ของเด็กชายในสถานพินิจ

ก้าวที่พลาด
ก้าวที่พลาด

TRUE STORY : ก้าวที่พลาด บทเรียนครั้งใหญ่ของเด็กชายในสถานพินิจ

 

ผมไม่เคยคิดเลยว่า การขาดสติเพียงชั่วเสี้ยววินาที

จะทำให้ผมมีบาดแผลในใจที่ยากจะลบไปตลอดชีวิต

ครอบครัวของผมมีฐานะปานกลาง พ่อกับแม่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ผมมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ผมเป็นคนที่ 4 มีพี่ชาย 3 คน และน้องสาว 1 คน เราเป็นครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ไม่ค่อยดุว่าอะไรมากนัก แต่จะให้เรียนรู้ด้วยตัวเองโดยท่านจะคอยชี้แนะอยู่เสมอ

ผมเป็นเด็กที่เรียนหนังสือไม่ดีนัก ช่วงมัธยมต้นพอมีเพื่อนก็เริ่มเกเร อยากเป็นที่ยอมรับ เวลาเพื่อนมีปัญหากับใคร เราจะออกหน้าแทนตลอด เช่น เพื่อนผมทะเลาะกับเด็กต่างสถาบัน ยกพวกตีกัน ผมก็ไปตีกับเขาด้วยเหมือนว่าเป็นเรื่องของตัวเอง ผมเกเรมากขึ้นเรื่อย ๆ เคยไปต่อยคู่อริดั้งหักพ่อกับแม่ก็ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลให้คู่กรณีของผม พอเหลวไหลบ่อย ๆ ท่านทั้งสองพยายามตักเตือนว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่ดี ผมรับฟัง แต่ไม่คิดปรับปรุงตัว ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดไม่มีใครเกเรเท่าผมอีกแล้ว ทุกคนทำตัวดี ไม่หาเรื่องมาให้พ่อแม่ปวดหัว แต่ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองเป็นปัญหาของบ้าน ยังคงทำพฤติกรรมเดิม ๆ ต่อไป กระทั่งบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิตเดินทางมาถึง

ตอนนั้นผมอายุ 17 ปี เพื่อนทะเลาะกับคู่อริ ฝ่ายนั้นมาตีรถและทุบบ้าน พอเพื่อนมาเล่าให้ฟัง ผมโกรธจนเลือดขึ้นหน้า จากนั้นเราก็ล้างแค้นกันไปมาเรื่อย ๆ วันหนึ่งขณะที่ผมช่วยพ่อแม่ขายก๋วยเตี๋ยว ฝ่ายนั้นซึ่งรู้จักบ้านผมขี่รถมอเตอร์ไซค์ซ้อนกันมา 2 คน ขี่วน ๆ ดูผมตอนนั้นผมเริ่มหงุดหงิด คิดว่าเราขายของอยู่ทำไมต้องมาระราน พอผมเห็นว่าเขาขี่รถวนไม่ยอมไปไหนสักที ก็หมดความอดทน ปรบมือดัง ๆ เรียกให้เขาเข้ามาหา เขาวนมาใกล้ ๆ แต่ไม่กล้าลงจากมอเตอร์ไซค์ ตะโกนบอกเพียงว่า

“เดี๋ยวมึงเจอกู”

พูดจบเขาก็ขี่รถออกไปทันที ตอนนั้นผมโกรธมาก รู้สึกโดนหยาม ตั้งใจว่าถ้าขายก๋วยเตี๋ยวเสร็จต้องล้างแค้นให้ได้

พอเก็บร้าน ความคิดอย่างเดียวในตอนนั้นคือ ต้องเอาคืน ผมรีบไปบ้านเพื่อนคนหนึ่งเพื่อขอยืมปืน พอได้ปืนก็ชวนเพื่อนอีกคนขี่รถมอเตอร์ไซค์บุกไปถึงถิ่นของคู่อริพวกเขานั่งกันอยู่เป็นแก๊งริมฟุตบาธ เวลานั้นผมไม่รู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีใด ๆ ทั้งสิ้นเมื่อเพื่อนขี่รถเข้าไปใกล้ ผมเล็งปืนไปที่คู่อริแล้วลั่นไกด้วยความแค้นสุดขีด ไม่รู้หรอกว่า

ยิงโดนหรือไม่ แต่ขอให้ได้แก้แค้นก็พอ สิ้นเสียงปืน เพื่อนขี่รถพาผมหนี ก่อนแวะทิ้งปืนที่คลองเพื่อทำลายหลักฐาน หลังจากเข้าบ้านได้สักพัก เพื่อนคนหนึ่งในแก๊งโทร.มาบอกว่า

“คู่อริของมึงถูกยิง ตอนนี้มันตายแล้วนะ”

คำพูดของเพื่อนทำให้ผมตัวชาไปหมดคิดในใจว่า เรื่องใหญ่แน่แล้ว คืนที่ผมก่อเหตุตำรวจมาหาผมที่บ้านทันที เพราะเพื่อนของผู้เสียชีวิตรู้ที่อยู่บ้านผม ตอนนั้นพ่อกับแม่ไม่อยู่บ้าน อยู่แต่พี่ชาย ผมรับสารภาพพี่ชายบอกผมว่า ไม่ต้องหนี ให้สู้คดี แล้วเขาก็พาผมไปโรงพัก

เมื่อไปถึงโรงพัก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีประเดประดังเข้ามา ผมลืมคิดถึงผลกระทบในสิ่งที่ทำลงไป ผมรู้สึกผิดจนต้องนั่งก้มหน้าเพราะความละอายใจ พอตำรวจสอบสวนผมเล่าความจริงไปทั้งหมด จากนั้นจึงไปอยู่ใน

ห้องขังเพื่อรอขึ้นศาลในวันรุ่งขึ้น ระหว่างนั้นพ่อกับแม่เดินทางมาถึง เมื่อรู้เรื่อง ท่านเครียดมาก การที่ท่านไม่ได้เอ่ยอะไรออกมายิ่งทำให้ผมรู้สึกผิด แต่แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว ผมต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

วันรุ่งขึ้นผมไปขึ้นศาล ศาลยอมให้ประกันตัว แต่ต้องมารายงานตัวทุกครั้งที่มีการเรียกพบ ตอนนั้นผมจบ ม.6 แล้ว แต่ยังไปเรียนต่อที่ไหนไม่ได้ ระหว่างรอศาลตัดสินก็ช่วยงานที่บ้านไปพลาง ๆ แต่ชีวิตไม่มีความสุขเลย วิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ยังไม่นับความรู้สึกผิดที่กัดกินใจ ยิ่งตอนเจอญาติคนที่เรายิงที่ศาล เขาพูดว่า

“ไม่เรียกร้องอะไรทั้งนั้น ชีวิตคนหนึ่งคนมันไม่มีอะไรมาทดแทนได้หรอก”

ผมยิ่งรู้สึกผิดมากกับสิ่งที่ผมทำ และวันชี้ชะตาก็มาถึง ผมบรรยายความรู้สึกไม่ถูกเลย เราทำชีวิตของเราเอง นอกจากทำตัวเองแล้ว ยังทำให้พ่อกับแม่ที่รักผมที่สุดต้องทุกข์ใจอีกด้วย ศาลตัดสินให้ผมไปอยู่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนขั้นต่ำ 3 ปีสูงสุด 6 ปี

ตอนที่ต้องเข้าไปในสถานพินิจฯ พ่อกับแม่มาให้กำลังใจ บอกให้อดทน แล้วจะมาเยี่ยมทุกสัปดาห์ พอเข้าไปอยู่จริง ๆ มันหดหู่มาก ความสะดวกสบายที่เคยมีหายไปหมดเหมือนเป็นคนไร้ค่า เวลาจะคุยกับผู้คุมก็ต้อง

คุกเข่า ยกมือไหว้ แล้วก็ต้องตื่นให้ตรงเวลาต้องทำงานตามที่ผู้คุมมอบหมาย เช่น การตากแดดร้อน ๆ ตัดหญ้า และงานอื่น ๆ อีกมากมาย เวลาพ่อกับแม่มาเยี่ยม ผมร้องไห้อย่างไม่อาย ผมคิดถึงท่านทั้งสองมาก การมาอยู่ที่นี่ทำให้รู้ว่า ไม่มีที่ไหนให้ความสุขเราได้เท่ากับครอบครัวและการอยู่ที่บ้านอีกแล้ว

ผมอยู่สถานพินิจฯ แห่งนี้หนึ่งปีก็สมัครไปอยู่ที่สถานพินิจฯ อีกแห่งที่กำลังเปิดรับ ผมผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเพราะความประพฤติดีไม่เคยเกเร

การไปอยู่ในสถานพินิจฯ แห่งใหม่เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งที่มีแต่ความเอื้ออาทร ผู้ดูแลมีเมตตา และในสถานที่แห่งนี้มีสอนวิชาชีพเช่น ช่างตัดเย็บ ช่างเชื่อม ช่างไม้ นอกจากนั้นผมยังมีโอกาสได้ทำกิจกรรมจิตอาสาไปช่วยดูแลผู้ป่วยที่ศูนย์การแพทย์แห่งหนึ่งผมรู้สึกดีมาก ๆ กับบทบาทจิตอาสา ได้รู้ว่าการให้ทำให้เรามีความสุขแค่ไหน ในชีวิตของผมไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้มาก่อน

ผมอยากเรียนต่อระดับอุดมศึกษา จึงไปคุยกับทางสถานพินิจฯ เขาเห็นความตั้งใจและเห็นว่าผมใกล้จะได้รับอิสรภาพแล้วจึงออกหนังสือรับรองให้ ผมพยายามอ่านหนังสืออย่างหนัก พอสอบติดผมดีใจมากพ่อกับแม่ก็ดีใจเช่นกัน

ต่อจากนี้ผมตั้งใจว่าจะทำชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด ผมจะจดจำสิ่งที่พลาดพลั้งไปเพื่อเป็นบทเรียนเตือนสติตนเองไม่ให้ทำเช่นนั้นอีกคุกทางกายที่ขังผม เมื่อครบกำหนดเวลา ผมอาจจะได้อิสรภาพ แต่คุกทางใจที่เป็นตราบาปครั้งนี้ มันจะอยู่กับผมไปชั่วชีวิต

 

ความคิดเห็นจากพระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท เจ้าอาวาสวัดป่าเจริญธรรม จังหวัดชลบุรี

โรงเรียนชีวิตนั้นไม่มีใครเปิดสอนในโลกใบนี้ ทุกๆ ชีวิตต่างได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ชีวิตจริงที่ได้สัมผัสมากับตัวเองทั้งนั้นหากเราใส่ใจและจดจำทุกๆ เรื่องทุกๆ เหตุการณ์ในการดำเนินชีวิตซึ่งมีทั้งความผิดพลาดและความสำเร็จมาแก้ไข มาสอนใจ ย่อมถือว่าเราได้บทเรียนมาเตือนตนเองได้ทั้งชีวิต เพื่อที่เราจะได้ดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาทเหตุการณ์ในอดีตเราแก้ไขไม่ได้ก็จริง แต่อนาคตเรากำหนดให้มีให้เป็นได้ ด้วยการเริ่มทำในปัจจุบันแก้ไขนิสัยและการกระทำเดิมๆ ที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน ถ้ายังมีพฤติกรรมแบบเดิมอยู่ อย่างไรก็ต้องเดือดร้อนแน่นอน สร้างเหตุแบบไหน ผลก็ลงเอยแบบนั้น

ชีวิตเลือกเกิด เลือกตายไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะอยู่อย่างเป็นสุขได้ ด้วยการไม่ทำให้ตัวเอง และคนอื่นเดือดร้อน เมื่อมีชีวิตอยู่และมีเส้นทางเดินอย่าได้ประมาท จงเลือกเดินในเส้นทางที่ทำให้ชีวิตมีแต่ความสุข โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น จริงอยู่ที่การใช้ชีวิตมีผิดพลาดได้ ก็แก้ไขให้ถูกได้แต่ไม่สามารถลบออกไปจากใจเราได้ ไม่เหมือนการเขียนหนังสือที่เขียนผิดแล้วก็ลบออกเขียนใหม่เพราะเรื่องราวในชีวิตจริงลบออกไม่ได้ แต่นั่นถือเป็นบทเรียนที่เอาไว้เรียนรู้ ไม่ใช่เอาไว้ทำซ้ำ เพราะถ้าเอามาทำอีกก็จะมีผลลัพธ์เหมือนเดิม

เมื่อล้มแล้วจงลุกขึ้นเดินและก้าวต่อไปอย่างมีสติด้วยความไม่ประมาท อย่าให้ล้ม เพราะล้มทุกครั้งก็ต้องเจ็บทุกครั้ง ชีวิตเป็นของของเรา ไม่มีใครทำร้ายเราได้นอกจากตัวของเราที่ทำร้ายตัวเราเองและอนาคตก็เป็นของของเรา ไม่มีใครสร้างให้เราได้ นอกจากตัวเราต้องสร้างเอาเอง ใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้คุ้มค่าสร้างสุขให้กับตัวเอง หยุดทำร้ายตัวเองจงสงสารตัวเอง และมีความเมตตาต่อผู้อื่น ครอบครัวก็จะมีแต่ความผาสุกและอบอุ่นเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับสังคม

คนเราทำผิดได้ทุกคน ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยทำผิด แต่จะมีสักกี่คนที่จะเห็นโทษของการกระทำนั้นๆ และกลับตัวกลับใจเป็นคนดี เราก็เป็นแค่คนหนึ่งที่เกิดมาเป็นคนแล้วหลงผิดไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้นยังไม่สายไปสำหรับเวลาที่ยังเหลืออยู่ ก่อนที่เวลาจะหมดลงและหมดโอกาสแก้ตัวจงเอาบทเรียนมาสอนใจ ตอกย้ำถึงความผิด และเดินหน้าต่อไปในเส้นทางที่ถูก เพื่อคืนความสุขให้กับครอบครัวและตัวเราเอง

เรื่อง ต้า เรียบเรียง อุรัชษฎา ขุนขำ 

Photo by Taylor Lee on Unsplash

บทความที่น่าสนใจ

3 วิธี เปลี่ยนชีวิต วิ่งหนีความผิดพลาดซ้ำซาก โดย ท่านปิยโสภณ

พระเจ้าอชาตศัตรู ผู้พลั้งพลาดเพราะเพื่อนพาล

 

keyboard_arrow_up