เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

True story : ชีวิตจริงของ ‘ซินเดอเรลล่า’ เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย
เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

True story : ชีวิตจริงของ ‘ซินเดอเรล่ลา’ เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

หลายคนบอกว่า

                                 ชีวิตฉันเหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยาย เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

 

ฉันชื่อ แก้ว เกิดและเติบโตที่หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดปราจีนบุรี แม่เสียตั้งแต่ฉันยังเด็กมาก ส่วนพี่ๆ มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว ตั้งแต่จำความได้มีเพียงพ่อที่ดูแลฉันอย่างดีฉันไม่เคยเหงาเพราะได้รับความรักความอบอุ่นอย่างเต็มที่ มีเพียงสิ่งเดียวที่พ่อไม่มีให้คือ เงิน

พ่อเคยถูกโกงจนต้องเอาที่นาไปจำนองกับธนาคารเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้จำนวนหลายหมื่นบาท แต่ฉันไม่เคยเห็นพ่อท้อเลยสักครั้ง ท่านออกไปทำงานหนักทุกวัน ทั้งรับจ้างทำนา ทำไร่ ทำสวน ถางหญ้า รวมถึงเข้าป่าครั้งละเกือบเดือนเพื่อหาของป่ามาขาย ตอนนั้นฉันอายุ 6 ขวบ ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง แต่ไม่เคยร้องไห้งอแงเหมือนเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน เพราะพ่อสอนเสมอว่า “เกิดเป็นลูกสาวพ่อต้องขยันและอดทน”

ระหว่างพ่อไม่อยู่บ้านกิจวัตรประจำวันของฉันคือซักผ้า ทำกับข้าว เก็บผักริมรั้วมาต้มกิน ไปโรงเรียนเองฉันไม่เคยขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านหรือญาติ เพราะพ่อมักกำชับว่า “ตอนพ่อไม่อยู่ หนูอยู่แต่ในบ้านนะลูก อย่าไปยุ่งกับใคร ที่สำคัญห้ามไปขอของใครกินเด็ดขาด ถ้าไม่มีอะไรกิน ก็หยิบเบ็ดไปตกปลาเหมือนที่พ่อเคยสอนนะลูก” ฉันเชื่อฟังคำสอนของพ่ออย่างเคร่งครัด

คืนหนึ่งที่วัดใกล้บ้านมีพิธีเผาศพ พ่อบอกให้ฉันเข้าวัดไปเก็บมะม่วงที่ร่วงอยู่บนพื้น เพื่อเอามาทำมะม่วงกวนเก็บเอาไว้กิน ฉันร้องไห้ด้วยความกลัว พ่อจึงสอนว่า

“ไม่ต้องกลัวนะลูก เราเกิดเป็นคนต้องตายเหมือนกัน เขาตายไปแล้วไม่มีภาระอะไรต้องทำแล้ว แต่เราเป็นคนต้องดิ้นรน ต้องสู้นะลูก ถ้าไม่ทำเราจะไม่มีอะไรกิน สมมุติวันหนึ่งไม่มีพ่อแล้วใครจะเลี้ยงดูหนู ดังนั้นหนูต้องสู้ ต้องทำทุกอย่างให้ได้ด้วยตัวเองนะลูก”

สิ้นคำพ่อฉันรู้สึกเข้มแข็งขึ้น รีบวิ่งเข้าไปเก็บมะม่วงในวัด ตั้งแต่นั้นมาฉันไม่กลัวผีอีกเลย

พออายุ 7 ปี พ่อเริ่มสอนให้ทำไร่ ทำนาทุกวันหลังเลิกเรียน พ่อสอนทุกเรื่อง ตั้งแต่วิธีไถนา ดำนา รวมทั้งวิธีปลูกผักตามฤดูกาล ฉันภูมิใจตัวเองมากที่หาเงินได้ หลังจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ฉันตัดสินใจไม่เรียนต่อเพราะอยากช่วยพ่อทำงานมากขึ้น

ฉันเติบโตเป็นหญิงสาวร่างเล็ก แต่ทำงานหนักได้เก่งไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอก เราสองพ่อลูกไม่เคยเกี่ยงงานหนักเลยสักครั้ง ฉันยกค่าแรงทุกบาททุกสตางค์ให้พ่อ แต่ท่านไม่เคยเอาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ตรงข้ามกลับเก็บรวบรวมจนไถ่ที่นาคืนมาได้สำเร็จ พ่อดีใจมาก ในที่สุดเราก็มีที่นาเป็นของเองเสียที จากนั้นเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

บรรดาพี่ๆ ที่ฉันแทบไม่เคยเห็นปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันที่หน้าบ้าน ทุกคนถือเชือกกันคนละเส้นเพื่อวัดที่ดินแบ่งกัน พวกเขาตัดพ้อว่า

“พ่อรักลูกไม่เท่ากัน ไถ่นาคืนมาได้แล้วทำไมไม่บอก ไม่แบ่งให้พวกเราบ้าง ทำไมให้แต่แก้วคนเดียว”

พ่อตอบว่า

“ที่ผ่านมามีแต่แก้วที่คอยช่วยพ่อทำงานมาตลอด พวกแกไม่เคยช่วยอะไรเลย แล้วจะมาหวังเอาอะไร”

เมื่อเห็นว่าพ่อไม่ยอม พวกเขาจึงปักหลักที่บ้านไม่ยอมไปไหน ไม่กี่วันต่อมาพ่อก็ล้มป่วย หมอวินิจฉัยว่าน่าจะเกิดจากความเครียด ฉันสงสารพ่อมากจึงตัดสินใจจะเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำและคิดว่าการจากไปของฉันน่าจะช่วยยุติปัญหานี้ได้

ฉันกราบลาพ่อทั้งน้ำตาและออกเดินทางโดยมีเงินติดตัวเพียง 500 บาท ตั้งใจว่าจะขออาศัยอยู่กับหลานสาวชั่วคราว แต่เมื่อไปถึงฉันกลับถูกหลานไล่ตะเพิดออกมา ฉันตกใจมากไม่คิดว่าหลานจะใจร้ายขนาดนี้ ฉันเดินร้องไห้ออกมาแล้วนั่งพักที่ป้ายรถเมล์ พร้อมบอกกับตัวเองว่า “เราจะเสียใจเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้ เราเกิดเป็นลูกพ่อต้องขยันและอดทน” ฉันนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ที่ป้ายรถเมล์ตลอดทั้งคืน ตั้งใจว่าเช้าเมื่อไหร่จะไปเดินหางานทำ

 

คลิกเลข 2 เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>>

keyboard_arrow_up