ชีวิตที่สงบเย็นจากข้างในของปวีณา ชารีฟสกุล (1)

ปวีณา ชารีฟสกุล
ปวีณา ชารีฟสกุล

ชีวิตที่สงบเย็นจากข้างในของ ปวีณา ชารีฟสกุล (1)

เมื่อดูจากหน้าจอทีวี คุณเจี๊ยบ - ปวีณา ชารีฟสกุล คือนักแสดงที่มีผลงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นแม่ที่น่าสงสาร ถ้าไม่ยากจนก็เป็นแม่ที่ต้องประสบพบเจอกับความเศร้ารันทดจนเว็บไซต์พันทิปเคยขนานนามให้เธอว่า “แม่ทุกสถาบัน”

เธออยู่ในวงการบันเทิงมากว่า 30 ปีเคยทั้งถ่ายแบบโฆษณา เป็นนักแสดง เป็นนักร้อง เคยได้รับรางวัลดาราประกอบหญิงดีเด่นและรางวัลแสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมจากการรับบท ป้อม ผู้หญิงห้าว ๆ ผมสั้นเกรียน จากภาพยนตร์เรื่อง “เวลาในขวดแก้ว”

ชีวิตของคุณเจี๊ยบเรียบง่ายและให้สัมภาษณ์สื่อน้อยมาก ใครอาจมองว่าเธอเป็นคนนุ่มนวลอ่อนหวาน แต่ความจริงแล้วเธอให้นิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบ “กรอบนอกนุ่มใน” ข้างนอกอาจมองดูห้าว ๆ แต่ข้างในเป็นคนอ่อนไหวง่าย และที่ใครอาจไม่รู้คือเธอนับถือศาสนาพุทธมาตลอด ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามอย่างที่หลายคนเข้าใจ

…ยังมีเรื่องราวในชีวิตของเธอเรื่องไหนอีกบ้างที่เราไม่รู้ ไปฟังเธอเล่ากันเลยดีกว่า

ลูกเสี้ยวหลายเชื้อชาติ

หลายคนเข้าใจว่าเจี๊ยบเป็นมุสลิมเพราะเห็นนามสกุล “ชารีฟสกุล” ความจริงแล้วเจี๊ยบเป็นลูกเสี้ยวหลายเชื้อชาติ ทางฝั่งคุณปู่คุณพ่อเป็นชาวต่างชาติ มีเชื้อสายอินเดียปากีสถาน ส่วนฝั่งคุณย่าเป็นจีน ทางฝั่งคุณตาคุณยายก็มีเชื้อสายมอญ

ตอนเจี๊ยบอายุได้ 2 - 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ก็แยกทางกัน คุณพ่อไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้เจี๊ยบจึงไม่ได้เจอท่านมาตั้งแต่เด็ก ๆ มาเจอกันอีกทีตอนโตอายุ 20 กว่า ๆ แล้ว ส่วนใหญ่คนที่เลี้ยงดูเราจึงเป็นคุณยาย คุณแม่ และคุณป้า

เมื่อคุณแม่แต่งงานใหม่ ก็มีน้องเพิ่มมาอีก 3 คน แต่ตอนหลังท่านก็แยกทางกับคุณพ่อเลี้ยง ทำให้ต้องเลี้ยงลูกถึง 4 คน ในเวลาเดียวกัน แม้ว่าคุณพ่อเลี้ยงจะช่วยส่งเสียบ้าง แต่ด้วยอาชีพของแม่ที่รับโน่นรับนี่มาขาย ไม่ใช่งานที่มีรายได้มั่นคงเจี๊ยบคิดว่าแม่ก็คงลำบากไม่น้อย

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ส่วนชีวิตของเจี๊ยบ แม้ไม่ถึงกับอดอยาก แต่ถ้าถามว่าสบายไหม ก็ไม่สบายชีวิตคล้ายกับเด็กที่ครอบครัวแตกแยกทั่วไปมีบ้างที่คิดน้อยใจว่าทำไมคุณพ่อไม่มาหาเราเลย คุณพ่อไม่รักเราอย่างโน้นอย่างนี้ ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้นไม่เคยขาด ส่วนใหญ่ที่ขาดคือข้าวของที่เราอยากได้มากกว่า เช่นเสื้อผ้า ชุดนักเรียนที่ใช้ก็ตกทอดมาจากญาติพี่น้อง เสื้อผ้าใหม่ของเราก็คือเสื้อผ้าของญาติที่ไม่ใช้แล้ว ช่วงอายุ 14 - 15 ปีเจี๊ยบอยากได้กางเกงยีน แต่คุณแม่บอกว่า มีค่าเทอมให้ก็ดีแล้ว ถ้าอยากได้มากกว่านี้ท่านก็ไม่สามารถให้ได้ ทำให้เจี๊ยบฝังใจว่า ถ้ามีเงินสิ่งแรกที่ต้องมีให้ได้คือกางเกงยีน แล้ววันหนึ่งความฝันนี้ก็เป็นจริง

หาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุ 15

สมัยวัยรุ่นเจี๊ยบเลือกเรียนศิลปะอย่างที่ตัวเองสนใจ โชคดีที่ทางบ้านเข้าใจ ปล่อยให้เราได้เรียนอย่างที่ชอบ หลังจบจากโรงเรียนมักกะสันพิทยา เจี๊ยบก็สมัครเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอาชีวศิลปศึกษา สายวิจิตรศิลป์ได้เรียนทั้งปั้นทั้งวาดรูป

เมื่อเข้าเรียนปีแรก รุ่นพี่ปีสองมาชักชวนให้ไปถ่ายโฆษณาแปรงสีฟัน ได้เงินก้อนแรกมา 2,000 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับเด็กที่เงินร้อยยังไม่เคยได้จับ เพราะตอนนั้นเจี๊ยบได้เงินไปโรงเรียนวันละ 10 บาทเท่านั้น เมื่อได้เงินมาเจี๊ยบก็แบ่งให้คุณแม่ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเอาไปซื้อกางเกงยีนอย่างที่อยากได้และเก็บที่เหลือไว้ใช้

ครั้งแรกที่ทำงาน เจี๊ยบรู้สึกว่าทำไมมันยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้ ต้องถ่ายหลายครั้งมากกว่าจะผ่าน แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นในวงการบันเทิง เพราะหลังจากนั้นก็มีงานโฆษณาเข้ามาเรื่อย ๆ จนแทบไม่มีเวลาเรียนพักหลังจึงหยุดเรียนไปเป็นนักแสดงแล้วถึงกลับไปเรียนที่โรงเรียนพาณิชย์อีก ตะเกียกตะกายจนจบ จบแล้วก็ยังเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่สถาบันราชภัฏสวนสุนันทาตอนอายุ 30 กว่า ๆ เพราะมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ อีกอย่างคิดว่าเราส่งน้องเรียนจบปริญญาตรีทุกคน แล้วตัวเราเองจะไม่เรียนได้อย่างไร

หลังจากเข้าวงการตอนอายุ 15 ปีเป็นต้นมา เจี๊ยบก็ทำหน้าที่เหมือนหัวหน้าครอบครัว หาเลี้ยงทุกคนในบ้าน ช่วง 5 ปีแรกมีคุณแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเจี๊ยบเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วมาตั้งแต่เด็ก ท่านก็จะเป็นห่วง เพราะบางครั้งต้องทำงานอดหลับอดนอน คุณแม่ไม่ใช่คนนุ่มนวลอ่อนหวาน แต่ท่านเป็นคนดุและเข้มงวดมาก สมัยเด็ก ๆ จำได้ว่าเคยหนีคุณแม่ไปอยู่บนต้นไม้เป็นครึ่งวัน เพราะรู้ว่าท่านปีนตามขึ้นไปตีไม่ได้ และด้วยความที่ต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวตัดสินใจปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เจี๊ยบก็จะมีบุคลิกเป็นคนแข็ง ๆนิสัยแมน ๆ แบบ “กรอบนอกนุ่มใน” ดูเหมือนแข็งแรง แต่มุมอ่อนแอก็มี เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครเห็น

หลายคนอาจคิดว่างานในวงการบันเทิงไม่มั่นคง แต่สำหรับเจี๊ยบเป็นอาชีพที่มั่นคงมาก ถ้าเรารู้จักบริหารเงินให้เป็น หลังจากเป็นนักแสดงได้พักใหญ่ เจี๊ยบก็มีโอกาสได้แสดงละครกับ แม่แอ๊ด - โฉมฉาย ฉัตรวิไลซึ่งเป็นบุคคลที่เจี๊ยบเคารพรักมาก เธอสอนเจี๊ยบหลายอย่าง โดยเฉพาะวิธีแบ่งสันปันส่วนเงินรายได้ เธอว่า “ทำอย่างนี้สิลูกแบ่งอย่างนี้สิ ส่วนนี้เก็บ ส่วนนี้ใช้ นี่สำหรับไปเที่ยว นี่สำหรับพ่อแม่น้อง ๆ”

ในวงการบันเทิงมีบุคคลที่เจี๊ยบต้องกราบขอบพระคุณมากมาย ตั้งแต่ผู้ใหญ่ของกันตนาที่ปั้นเรามา แล้วส่งไปให้ แม่ต้อย - สุพรรณ บูรณะพิมพ์ นักแสดงรุ่นครูผู้มีเมตตาช่วยฝึกสอนการแสดง รวมถึงแม่ตุ๊ก - ดวงตา ตุงคะมณี แม่ตุ๊กจะสอนเรื่องมุมกล้องว่า กล้องสอง กล้องสาม คืออะไร เดินอย่างไรไม่ให้เหลื่อมกัน ฯลฯเพราะช่วงเข้าวงการใหม่ ๆ เจี๊ยบยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร

หลังจากแสดงละครได้ไม่นาน เหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ได้เป็นนักร้อง เมื่อเจี๊ยบได้พบนักร้องระดับตำนานท่านหนึ่งที่เห็นแววเจี๊ยบจากการนั่งเล่นกีต้าร์กับกลุ่มเพื่อนที่หน้าบ้านเขาคนนั้นคือใคร และความจริงแล้วเจี๊ยบถนัดเป็นนักแสดงหรือนักร้องมากกว่ากัน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังค่ะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


(เรื่อง ปวีณา ชารีฟสกุล เรียบเรียง เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ ภาพ วรวุฒิ วิชาธร)

keyboard_arrow_up