True Story : สึนามิ กับความทรงจำที่ไม่มีวันลืม

สึนามิ
สึนามิ

ผมเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมมาตลอด ยิ่งเมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์ร้ายจาก สึนามิ

ในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ก็ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่า ตัวเองคงทำกรรมร่วมกันมา

ทั้งกับ “คน” และ “ไม่ใช่คน” อย่างแน่นอน!

14 ปีมาแล้วที่วันที่ 26 ธันวาคมทำให้ผมหวนระลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น พร้อมกับหลายความรู้สึกระคนกัน ทั้งหวาดกลัวขวัญผวา น้ำตาซึมกับภาพติดตาที่ยากจะลบเลือนออกไปจากความทรงจำ และอดซาบซึ้งใจไม่ได้เมื่อนึกถึงว่า ครั้งหนึ่งผมรอดตายมาได้เพราะใคร ไม่น่าเชื่อว่าเราไม่ได้สื่อสารกันด้วย “คำพูด” แต่เขากลับรู้ว่าผมต้องการความช่วยเหลือและสามารถมาช่วยผมได้ทันเวลา ถ้าไม่ใช่เพราะจิตของผมกับจิตของเขาเคยทำกรรมร่วมกันมา ก็ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร…

ผมเป็นคนจังหวัดนนทบุรี ที่บ้านทำสวนผลไม้ ผมเป็นน้องคนสุดท้องและขี้โรคมาตั้งแต่เด็ก คนในบ้านจึงต้องคอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคุณยายที่มักจะพาผมไปวัดด้วยเสมอ และพร่ำสอนให้ผมทำความดี เมื่อโตขึ้นผมจึงคิดเสมอว่าจะไม่ทำร้ายใคร ไม่เอาเปรียบคนอื่น และไม่คดโกง

หลังเรียนจบคณะรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมได้งานแรกเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)  ต่อด้วยการเป็นพนักงานธนาคารที่ก้าวหน้าในอาชีพจนได้รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริการเงินฝากที่สำนักงานใหญ่ แต่ด้วยบรรยากาศการทำงานที่มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทำให้ผมรู้สึกเบื่อจึงตัดสินใจลาออก ทิ้งเงินเดือนมากมายไปทำอาชีพใหม่

หลังลาออกจากงานธนาคาร ผมก็ร่วมหุ้นกับเพื่อนอีก 2 คนไปประมูลสายเคเบิลที่หมดอายุขององค์การโทรศัพท์นำพวกทองแดงไฟเบอร์มาขาย แรก ๆ ธุรกิจของเราก็เป็นไปด้วยดี แต่สุดท้ายเพื่อนผู้หญิงที่ร่วมหุ้นด้วยกันก็แอบนำสายเคเบิลที่เราซื้อมาไปขายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้นอกระบบ ครั้งนั้นนอกจากผมจะเสียเพื่อนแล้ว ผมยังสูญเสียธุรกิจนี้ไปอีกด้วย แม้เพื่อนจะคืนเงินบางส่วนมาให้แต่สรุปแล้วก็คือไม่ได้กำไร ความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้ผมเครียดมากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้

จากนั้นเมื่อตั้งหลักได้ ผมก็เริ่มมองหาอาชีพใหม่ที่ตัวเองรัก นั่นคือการรับจัดสวนเพราะผมชอบปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะทำอาชีพนี้ บังเอิญไปจัดสวนหน้าร้านกาแฟให้กับพี่ของเพื่อนใครผ่านไปผ่านมาเห็นแล้วชอบ ทำให้ผมมีงานเรื่อยมา จากงานหลักหมื่นเป็นหลักแสน และหลังสุดเป็นหลักล้าน ผมกับเพื่อนคาดกันว่าเราจะได้กำไรเยอะเลยทีเดียว และครั้งนี้เราคงยิ้มได้อีกครั้ง

แต่งานหลักล้านชิ้นแรกนี้เองที่ชักนำให้ผมก้าวเข้าไปสู่บ่วงกรรมที่มีผู้คนอีกนับร้อยต้องมาจบชีวิตลงด้วยกัน

เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมได้รับงานจัดสวนในรีสอร์ตเปิดใหม่ที่เขาหลัก ตัวโครงสร้างรีสอร์ตเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่การจัดสวนที่ผมกับเพื่อนต้องเข้าไปจัดการครั้งนั้นเราไปพักที่ตะกั่วป่า ห่างจากรีสอร์ตไปประมาณ 30 กิโลเมตร

เช้าวันที่เกิดสึนามิ พวกเรายังเปิดทีวีในห้องพักดูกันอยู่เลย เรารู้สึกถึงการสั่นสะเทือนเล็กน้อยแต่ไม่คิดว่าเป็นแผ่นดินไหว เพราะข้าง ๆ ที่พักกำลังมีการก่อสร้างหลังจากนั้นเราก็ออกมาทานอาหารเช้ากันที่ร้านขนมจีนที่อยู่ระหว่างทางไปรีสอร์ต

ความจริงแล้วเราตั้งใจจะเดินทางกลับตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม แต่คงเป็นเพราะกรรมเก่าของพวกเรา ทำให้เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มอยากกลับไปที่รีสอร์ตอีกครั้งตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เพราะรู้สึกว่าไฟในสวนที่จัดไว้เมื่อวานยังไม่สวย เราก็เลยตั้งใจจะย้อนกลับไปดูอีกครั้งก่อนกลับ

เช้าวันนั้นขณะที่ผมกำลังยืนคุยอยู่กับเจ้าของรีสอร์ตที่สระว่ายน้ำหลังทำงานเสร็จ สักพักก็ได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากชายหาดว่าน้ำแห้ง ผมมองไปก็เห็นน้ำทะเลแห้งลงไปจริง ๆ แห้งหายไปจากชายหาดประมาณ 2 กิโลเมตร ไกลสุดลูกหูลูกตา เห็นโขดหินใต้น้ำโผล่ขึ้นมามีปลาในทะเลกระโดดดิ้นอยู่บนพื้นทราย เรือหลวงที่จอดอยู่ใกล้ ๆ ก็พลิกคว่ำ

ทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่ เพื่อนผมเดินไปที่รถเพื่อนำกล้องมาถ่ายภาพ ส่วนพี่ชายของเพื่อนกลับเดินลงไปดูใกล้ ๆ และทันใดนั้นเอง น้ำทะเลก็ตีกลับเข้ามาเป็นคลื่นแตกฟองสีขาว ๆ  แล้วค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำ พร้อมกับความสูงของคลื่นที่เพิ่มจาก 2 เมตรเป็น 3 เมตร คราวนี้เริ่มมีคนตะโกนบอกให้วิ่ง ผมพยายามวิ่งจากสระว่ายน้ำเข้ามายังรีสอร์ต วิ่งไปก็หันกลับไปมอง  เห็นเพื่อน ๆ พี่ ๆ และคนรู้จักที่อยู่แถวนั้นโดนคลื่นซัดเข้าหารีสอร์ต ในขณะที่ตัวผมเองก็วิ่งหนีอย่างสุดชีวิต!

ที่สุดคลื่นก็ซัดเข้ามาหาผม โชคดีที่ผมเกาะต้นมะพร้าวที่เพิ่งปลูกต้นหนึ่งซึ่งโดนกระแสน้ำพัดพามาเอาไว้ได้ แต่ผมก็เกาะไว้ได้ไม่นาน เพราะกระแสน้ำเชี่ยวกรากเหลือเกิน ทำให้ต้นมะพร้าวหลุดมือไป ผมไหลไปตามกระแสน้ำตามยถากรรม รู้สึกเจ็บที่หลัง เพราะคลื่นซัดไปโดนเสาบ้างต้นไม้บ้าง แต่ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อไม่มีอะไรให้ยึดเกาะ ผมก็จมลงไปใต้น้ำเมื่อโผล่ขึ้นมาหายใจได้สักพักก็เจอคลื่นอีกเป็นอย่างนี้อยู่ 4 รอบจนผมเริ่มถอดใจรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะขาดใจตาย ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานสิ่งใดได้อีกต่อไป

เมื่อจมลงไปในน้ำอีกครั้ง ผมยกมือไหว้ท่วมหัว พูดในใจว่า “พ่อจ๋า แม่จ๋าลูกลาก่อน เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว” ตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองคงตายแน่ ๆ แต่แล้ว ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรมาดันตัวผมขึ้นจากน้ำ แล้วบังเอิญมีฝาของลังโฟมลอยมาพอดี ผมจึงเกาะไว้ได้ จังหวะนั้นผมเงยหน้าไว้เพื่อให้ตัวเองหายใจได้อย่างเดียว ไม่สนใจแล้วว่าน้ำจะซัดไปทางไหน มารู้ทีหลังว่าผมถูกน้ำพัดพามาไกลจากชายฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร  ข้ามถนนเพชรเกษมอีกฝั่งเข้าไปอยู่ในชายป่า

สักพักผมก็ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือศีรษะ ส่วนตาของผมมองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด เพราะแว่นที่ใส่ประจำหลุดหายไปแล้ว ตอนนั้นผมรู้แต่ว่าตัวเองไปนอนอยู่ที่พื้นดินที่มีลักษณะเป็นแอ่งรอบ ๆ ตัวมีเศษซากข้าวของ รวมถึงคนนอนทับนอนหงายกันอยู่มากมาย และส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

ผมพยายามขยับตัวแต่ขยับไม่ได้เจ็บแปลบที่ไหปลาร้าและกระดูกสันหลังขาเจ็บไปหมด เพราะถูกของแข็งกระแทกส่วนหน้าตาเป็นอย่างไรตอนนั้นผมยังไม่ได้คิดถึง ในจังหวะที่ผมอ่อนแรงและขยับตัวไม่ได้นั้น ความหวังที่จะมีชีวิตรอดก็เหมือนริบหรี่ตามลงไปด้วย ผมนึกในใจว่า กว่าใครจะหาผมเจอ ผมคงนอนตายด้วยความเจ็บปวดทรมานไปแล้ว

นาทีนั้นเอง ผมมองเห็นลาง ๆ ว่ามีหมาตัวหนึ่งเดินอยู่แถวนั้น ผมพยายามชูมือขึ้นพร้อมกับร้องตะโกนขอความช่วยเหลือเพราะคิดว่าอาจมีคนมาด้วย แต่ปรากฏว่ามีแต่หมาตัวเดียว มันค่อย ๆ เดินมาชะโงกดูผม แววตาของมันเหมือนจะบอกผมว่า “ฉันเห็นเธอแล้ว ไม่ต้องกลัว” ผมไม่ได้พูดอะไร ในขณะที่มันส่งเสียงเห่าเหมือนจะบอกอะไรบางอย่าง ผมรับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าหมาตัวนี้ต้องกลับมาช่วยผมแน่นอน

ประมาณ 20 นาทีผ่านไป หมาตัวนั้นก็พาคนมาช่วยผมจริง ๆ ผมรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ จากนั้นผมก็ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล ครั้งแรกที่เห็นหน้าตัวเองผมถึงกับช็อก เพราะริมฝีปากของผมฉีกขาดจนเกือบหลุดออกมา ผมต้องพยายามรวบรวมสติให้หมอเย็บแผลสด ๆ เพื่อแผลจะได้ติดสนิท โชคยังดีที่เพื่อนสนิทของผมรอดชีวิต แต่ที่น่าใจหายคือ พี่ชายของเขาสูญหายไป ไม่ทราบว่าเป็นหรือตาย

คืนหนึ่งระหว่างที่ผมนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ผมจำได้ดีว่าไม่ได้ฝันเพียงแค่สะลึมสะลือ ประมาณเที่ยงคืนผมก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู 3 ครั้ง และมีคนเดินเข้ามาในห้อง ผมมองดูก็รู้ว่าเป็นพี่ชายของเพื่อน เขามายืนตรงปลายเตียงและพูดว่า “แจ๊บ พี่ดีใจนะที่แจ๊บกับจักรปลอดภัย แต่พี่ไม่รอด พี่มาลาน้องทั้งสองคน ยังไงฝากลูกกับเมียพี่ด้วยนะ” หลังจากนั้น 7 วันเขาก็มาหาผมอีก และบอกว่า “ตอนนี้หนาวมาก อยู่ในบ่อลึก”

หลังจากวันนั้นไม่นาน เราก็พบศพเขาในบ่อแห่งหนึ่งจริง ๆ สภาพของเขาเหมือนกับที่ผมเห็นตอนสะลึมสะลือไม่มีผิด คือนุ่งกางเกงขาสั้นและไม่สวมเสื้อ

…ทุกวันนี้ผมไม่ได้รับงานจัดสวนในต่างจังหวัดอีกแล้ว แต่ยังรับจัดดอกไม้ในงานต่าง ๆ และมีหน้าที่หลักในการดูแลคุณพ่อที่ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ และดูแลหลานสาวตัวน้อยที่หน้าตาเหมือนกับผมยังกับแกะ ชีวิตโดยรวมมีความสุขสงบอย่างน้อยผมก็ภูมิใจที่ได้ดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่

จนถึงตอนนี้ แม้จะผ่านเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้นมาหลายปีแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกหวาดผวาทุกครั้งที่เห็นทะเล…ภาพคนนอนตายเกลื่อนกลาดยังคงติดตา แม้แต่หน้าและแววตาของหมาตัวนั้น ผมก็ยังจำได้แจ่มชัดเสมอ…ไม่เคยลืม

และคงจะไม่ลืมไปจนตาย…


กฎแห่งกรรมโดยพระชาญชัยอธิปญฺโญ

พระพุทธองค์ตรัสว่า การกระทำที่มีเจตนานั้นเรียกว่า “กรรม” ซึ่งจะได้รับผลตอบสนองกลับเรียกว่า “วิบาก” หากทำกรรมดีก็ได้รับผลดีตอบสนอง หากทำกรรมชั่วก็ได้รับผลร้ายตอบสนอง

คนที่ตั้งใจฆ่าผู้อื่น (รวมถึงสัตว์ใหญ่) ให้ตายด้วยน้ำ วิบากกรรมจะทำให้จมน้ำตาย หากฆ่าด้วยไฟ เช่น เผาทั้งเป็น ก็จะถูกไฟครอกตาย และหากฆ่าโดยฝังทั้งเป็น  ก็จะตายโดยถูกฝังทั้งเป็นเช่นกัน ผู้ที่ไม่ได้สร้างเหตุปัจจัยดังกล่าวก็ไม่ต้องตายด้วยเหตุนั้น แม้จะเผชิญกับภยันตรายทางน้ำ ไฟ และแผ่นดินไหว หรือตึกถล่ม ก็รอดตายมาได้หาใช่ปาฏิหาริย์ไม่

การที่มีผู้มาช่วยเราให้รอดตาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ มีเหตุมาจากในอดีต(รวมถึงอดีตชาติด้วย) เราเคยช่วยเหลือเกื้อกูลเขาไว้ เมื่อมีโอกาสเขาก็มาช่วยเหลือเรากรรมจึงมีความสำคัญยิ่ง และให้ผลอย่างเที่ยงธรรม ทั้งดีและชั่ว ด้วยเหตุนี้สิ่งใดไม่ดีอย่าไปทำเลย ทำแล้วก็เท่ากับทำร้ายตนเองในภายหลัง จงทำแต่ความดีเถิดจะได้ผลดีอย่างแน่นอน

 


เรื่อง สุนทร

เรียบเรียง เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ

_________________________________________________

keyboard_arrow_up