บทเรียนชีวิต

บทเรียนชีวิต หลังกำแพงคุก ตอน เสียงสะอื้นของมือปืนรับจ้าง

บทเรียนชีวิต
บทเรียนชีวิต

บทเรียนชีวิต หลังกำแพงคุก – หลายปีที่ผ่านมานิตยสาร Secret ได้รับจดหมาย น.ช. (นักโทษชาย) และ น.ญ. (นักโทษหญิง) จากเรือนจำต่าง ๆ ทั่วประเทศพิเศษอยู่บ่อยครั้ง

ทำให้รู้ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่อาจนำมาตัดสินความดีความเลวในตัวเขาได้เลย บางคนพลั้งพลาดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ บางคนทำเรื่องเลวร้ายเพราะขาดปัญญาที่จะรู้ดีรู้ชั่ว และอีกหลายคนที่ถูกคนใกล้ตัวหลอกให้ร่วมกระทำความผิดโดยไม่รู้ตัว

การใช้ชีวิตในฐานะ “ผู้ต้องขัง” อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่เรียกว่า “คุก” ได้ให้บทเรียนอะไรแก่พวกเขาบ้าง คนนอกคุกอย่างเราควรจะเปิดใจรับฟังและเรียนรู้ เพื่อสอนใจตัวเองว่าอย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท จะได้ไม่พลาดพลั้งเช่นเดียวกับพวกเขา

บทเรียนที่ 1 เสียงสะอื้นของมือปืนรับจ้าง

“มือปืนรับจ้าง” เป็นอาชีพที่สังคมตีตราว่าบาปและเลวร้ายอย่างที่สุด แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักฆ่าเหล่านั้นก็เป็นคนที่น่าสงสารที่สุดเช่นกัน เพราะเขาใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่รู้บุญ ไม่รู้บาป ดังเช่นเรื่องราวชีวิตของ “สมชาย” (นามสมมติ) ที่กลายเป็นมือปืนรับจ้างตั้งแต่อายุ 29 ปี

“ผมเป็นคนจังหวัดชลบุรี ด้วยความที่กำพร้าพ่อตั้งแต่ยังเล็กและฐานะทางบ้านก็ยากจนมาก ผมจึงพยายามกระเสือกกระสนทำงานรับจ้างต่าง ๆ เท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ ผมเป็นนักมวยตั้งแต่อายุ 12 ชีวิตตอนนั้นคิดอะไรไม่เป็น ครั้งแรกที่เหนี่ยวไกฆ่าคน ผมไม่คิดสักนิดว่าจะเป็นบาปเป็นกรรมดูเหมือนผมมีจิตใจโหดเหี้ยม แต่ความจริงแล้วผมไม่รู้จักบุญ - บาปมากกว่า คิดแค่ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองรวย มีเงินใช้การพนันก็เอา แต่ยิ่งเล่นยิ่งจน คราวนี้หน้ามืด ใครให้ทำอะไรก็ทำหมด…ผมจึงเริ่มอาชีพนักฆ่าตั้งแต่ยังหนุ่ม”

ด้วยความละโมบอยากมีเงินใช้ นอกจากจะรับจ้างฆ่าคนแล้ว สมชายยังตัดสินใจค้ายาเสพติด เมื่อค้ายาได้เงินมากเขาก็นำไปซื้อบ้านที่พัทยา พร้อมพาภรรยาคนหนึ่งไปอยู่ที่นั่นแล้วเปิดร้านอาหารบังหน้า แต่กิจการไปไม่รอด เมื่อไม่ค่อยมีเงินจ่ายพวกเด็กเสิร์ฟหรือเด็กนั่งดริ๊งค์ เขาก็ใช้ยาบ้าจ่ายแทนเงินเดือน ทั้งเจ้าของและพนักงานเลยเมายาไปด้วยกัน และด้วยความเมานี่เองที่ทำให้สมชาย “มั่ว” ผู้หญิงไม่เลือก ถึงขนาดไปเป็นชู้กับภรรยาของเพื่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเงินที่ได้มาเป็นเงินร้อน ทั้งสมชายและภรรยาก็ใช้เงินนั้นอย่างฟุ่มเฟือย เมื่อเงินหมดครั้งหนึ่งก็ไปขนยามาขายอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันที่ 23 เมษายน 2542 เมื่อได้ยาบ้ามา 20,000 เม็ด เขานึกฝันหวานว่าคราวนี้คงอยู่สบายไปอีกนาน เพราะน่าจะได้กำไรจากการขายยาเสพติดราวห้าแสนบาทเลยทีเดียว แต่ฝันก็ต้องสลาย เมื่อตำรวจกองปราบฯที่ด่านตรวจสลกบาตร จังหวัดกำแพงเพชร ตรวจเจอยาบ้าล็อตนี้เข้า เขาจึงถูกจับไปขังที่ลาดยาว

แปดเดือนต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตแต่เนื่องจากเขายอมรับสารภาพ บวกกับไม่เคยต้องโทษมาก่อนศาลจึงลดโทษให้ เหลือเพียงจำคุก 25 ปี

ชีวิตในคุกของสมชายขาดเพียงอิสรภาพเท่านั้น แต่วิถีชีวิตในนั้นไม่ได้แตกต่างกับนอกคุกมากนัก แถมยังสะดวกสบายจนเขาไม่ได้รู้สึกสำนึกกับความผิดพลาดของตัวเองเลยแม้แต่น้อย

“ขนาดอยู่ในคุก ผมยังรักษาความเลวไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา ผมลักลอบเอายาบ้าเข้าไปขายในคุก เป็นเจ้ามือหวยใต้ดิน เจ้ามือไฮโล เรื่อยไปจนถึงวงไพ่ เรียกว่าเป็นขาใหญ่พอสมควร ในนั้นใครมีเงินก็ใช้ชีวิตอย่างสบาย ใครไม่มีก็ลำบากหน่อย แต่แล้ววันหนึ่งผมก็ถูกผู้คุมจับได้ ช่วงที่ชุลมุน ผมโดนเตะเข้าที่ปลายคาง หลับกลางอากาศไปเลยสักพักรู้สึกชาไปครึ่งซีก ผมถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลนอกเรือนจำหมอบอกว่าเป็นอัมพฤกษ์ ผมพยายามรักษาตัวจนหาย แต่ก็ยังเดินขาเป๋มาจนถึงทุกวันนี้”

หลังจากนั้นสมชายก็ถูกย้ายตัวจากเรือนจำจังหวัดเชียงใหม่ไปอยู่เรือนจำจังหวัดเชียงราย เขาได้เจอเพื่อนนักโทษคนหนึ่งที่ตอนหลังหันมาสนใจปฏิบัติธรรม สมชายเองไม่เคย “เชื่อ” เรื่องนี้มาก่อน แต่ด้วยลักษณะพิเศษของเพื่อนคนนี้ที่หยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ สมชายจึงเกิดความเลื่อมใส

“ผมไม่เคยเชื่อเรื่องบุญ - บาป ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่เพื่อนคนนี้ทำให้ผมเชื่อ เขาบอกผมได้ถูกทุกครั้งว่าจดหมายที่เขียนถึงผมจะมาถึงวันไหน เขาสอนให้ผมรู้จักบาปบุญคุณโทษ ผมจึงเริ่มรู้จักศีล 5 เริ่มกลัวบาป นึกถึงอดีตของตัวเองที่ทำความชั่วมาสารพัด…ผิดศีลข้อ 1 ยิงคนตายแล้วยังค้ายาบ้า ทำให้คนตายทั้งเป็น ผิดศีลข้อ 3 เคยมั่วกับภรรยาของเพื่อน และผิดศีลข้อ 5 ทั้งดื่มเหล้าและเสพยาบ้า รวมถึงเล่นการพนันด้วย”

แม้จะเริ่มคิดได้ แต่นิสัยไม่ดีของสมชายก็ยังอยู่ครบถ้วนทั้งขี้โมโห อวดดี ดื้อรั้น อัตตาสูง คิดว่าตัวเองเก่งไม่มีใครสู้ได้เพราะเป็นนักมวยเก่า แถมปากยังไม่ดี และชอบเพ่งโทษคนอื่น เขาจึงถูกย้ายจากเรือนจำจังหวัดเชียงรายไปยังจังหวัดพะเยา และที่นี่เองที่เขาได้รู้จักธรรมะอย่างแท้จริงจาก“โครงการอาบน้ำให้จิต” ของอาจารย์กรภพ เอมซบุตร สมชายรู้จักใช้ปัญญาพิจารณาข้อธรรมต่าง ๆ ฝึกละความโลภ ความหลง และนิสัยเสียต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

“ผมเพิ่งเห็นตัวเองชัด ๆ ก็คราวนี้…ที่ผ่านมาผมไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันเลวร้ายขนาดไหน คิดแต่ว่าตัวเองเป็นคนดีค้ายาได้เงินมาก็ยังส่งไปให้แม่ใช้ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเงินนั้นเป็นเงินบาป ถึงให้แม่ก็ไม่ถือว่าได้ตอบแทนบุญคุณของท่าน วันที่รู้ข่าวว่าแม่เสีย เป็นวันที่ผมเสียใจที่สุด ผมติดคุกไปเผาศพท่านไม่ได้ น้ำตามันไหลอาบแก้ม…เป็นครั้งแรกในชีวิตของลูกผู้ชาย (พูดพลางสะอื้น)…ผมแอบร้องไห้คนเดียวเงียบ ๆ มันทรมานจิตใจที่สุด”

ตอนนี้สมชายพ้นโทษมาแล้ว ทุกวันนี้เขาตั้งใจศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เขาก้าวออกจากทางสายบาปมาเดินบนเส้นทางบุญอย่างมุ่งมั่น ชีวิตในคุกสอนให้รู้ว่า ถ้าคนเราได้รู้จักธรรมะก็จะรู้จักเกรงกลัวต่อบาป และไม่นำพาชีวิตตนไปในทางที่ตกต่ำ การใช้ชีวิตที่ผิดศีล 5 เกือบทุกข้อนั้น มีแต่ความยากลำบากและเต็มไปด้วยความทุกข์ การฆ่าคนนั้นเป็นบาปหนัก ส่วนการค้ายาเสพติดก็บาปไม่แพ้กัน เพราะมันคือการฆ่าคนอื่นทั้งเป็น

“ผมอยากให้ทุกคนรู้จักคิดพิจารณาให้ดีก่อนจะทำอะไรลงไป เพราะทำเหตุเช่นไรก็ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ไม่ต้องรอชาติหน้า ชาตินี้ก็เห็นผล…เหมือนผมนี่แหละครับ”

 

keyboard_arrow_up