ดีเจ เจ๊แหม่ม“ชีวิตนี้ อย่าได้แคร์!”(ตอนจบ)

ลองทายซิว่า ปีนี้ดีเจเจ๊แหม่ม (วินัย สุขแสวง) อายุเท่าไรแล้ว…

ใครทายว่า 28 ปีมารับรางวัลได้เลยจ้า เพราะเรื่องอายุ ดีเจเจ๊แหม่มหยุดไว้ที่ 28 ปีเท่านั้น (อายุช่วงนี้ไม่เด็กและไม่แก่เกินไปไงจ๊ะ) ใครอย่ามาพูดเรื่องก่งเรื่องแก่ให้ฟังเป็นอันขาด ได้ยินแล้วแสลงใจ เพราะผมถือคติที่ว่า ถ้าหัวจิตหัวใจของเรายังกระชุ่มกระชวย เราก็ไม่มีทางแก่ที่สำคัญ อย่าลืมดูแลรักษาร่างกายที่ “เขา” ให้มาให้ดี ไม่ใช่ใช้งานแบบไม่บันยะบันยัง อย่างนั้นก็ไม่ไหวเหมือนกัน

“ทุกวันนี้ ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ดูแลตัวเองอย่างดี ไม่ให้ทรุดโทรม ทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม โดยเฉพาะริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าจะพยายามหาวิธีการต่างๆ ที่มั่นใจว่าปลอดภัยมาดูแลตัวเอง โชคดีที่มีเพื่อนเป็นหมอผิวหนังหลายคน ทำให้มีเคล็ดลับในการดูแลผิวหน้าให้ใสเด้ง จนสามารถนำมาบอกเล่ากับผู้ฟังในรายการได้

“แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำไม่ค่อยได้คือการออกกำลังกาย ทำได้เพียงการควบคุมอาหารเท่านั้น มื้อเช้าผมตื่นมาทานอาหารตั้งแต่เจ็ดโมง กลางวันพยายามทานอาหารให้ตรงเวลา ส่วนตอนเย็นบางวันก็ตัดออกไปถ้าหิวก็ทานเต้าหู้กับผักเท่านั้น และจากการปฏิบัติตัวแบบนี้ติดต่อกันนานๆ เข้า ก็ทำให้ผมเปลี่ยนมาทานอาหารมังสวิรัติได้ 1 ปีแล้ว

“ผมมีความสุขกับการดูแลตัวเองและการทำงาน แม้จะทำงานเป็นดีเจมากว่า 15 ปี แต่ไม่มีวันไหนที่ผมไม่อยากลุกจากเตียงไปทำงาน ที่สำคัญ ยังจำวันแรกที่ตัวเองเป็นดีเจอย่างเต็มตัวได้ดี”

กว่าจะเป็นดีเจ

ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นดารา แต่ดันเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแม้กระทั่งสบตากับคนอื่น อาชีพนี้เลยมีอันต้องพับเก็บไว้ เมื่อโตขึ้น เรียนมัธยมปลาย เริ่มสนใจฟังรายการวิทยุอย่างจริงจัง และชื่นชอบการจัดรายการของ พี่เปิ้ล – หัทยา วงษ์กระจ่าง พี่เอื้อง – สาลินี ปันยารชุน โดยเฉพาะพี่เปิ้ล – หัทยา ผมเฝ้าเพียรโทร.ไปหาตอนจัดรายการเป็นประจำ จนพี่เปิ้ลจำได้ หลังๆ เมื่อเริ่มสนิทกันมากขึ้น ผมถึงขนาดซื้อขนมไปฝากพี่เปิ้ลที่ทำงาน ส่วนพี่เปิ้ลก็ให้ผมช่วยหาแผ่นให้บ้าง ทุกวันนี้แม้ผมจะไม่ได้ทำงานร่วมกับพี่เปิ้ล แต่ก็ยังจำความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นได้ เจอกันที่ไหนเราก็ทักทายกันอย่างมีความสุข

เมื่อเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ผมเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต และมีเป้าหมายอย่างชัดเจนแล้วว่าจะเป็นดีเจให้ได้ ครูบาอาจารย์ที่นั่นก็ให้การสนับสนุน เริ่มฝึกให้อ่านสปอตโฆษณา บางครั้งก็พาไปอ่านสกู๊ปข่าวต่างๆ อ่านแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้รับเงินมาตั้ง 2,000 บาท ทำให้ผมเริ่มมั่นใจว่าเราสามารถหาเลี้ยงตัวเองด้วยอาชีพนี้ได้

นอกจากนั้นยังมีสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ ครั้งหนึ่งผมเคยรับจ้างเป็นนักพากย์ของคณะละครทางวิทยุที่มีชื่อเสียงมากอย่างคณะเกศทิพย์อีกด้วย แม้เสียงที่ผมพากย์จะไม่ใช่ตัวเด่น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาก แทบไม่น่าเชื่อว่า ถ้าวันนั้นผมไม่ได้ทำงานกับละครวิทยุคณะเกศทิพย์ วันนี้อาจไม่มีดีเจเจ๊แหม่มก็เป็นได้

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อผมเริ่มทำงานกับบริษัทเอ – ไทม์ มีเดีย จำกัดได้ไม่กี่เดือน ผมสมัครไปเป็นดีเจ แต่ทางบริษัทให้ผมทำงานเป็นผู้ประกาศข่าว ตอนนั้นผมไม่ชอบการเป็นผู้ประกาศข่าว เพราะรู้สึกว่าไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเลย จนกระทั่งวันหนึ่งมีการประชุม หลังประชุมเรื่องต่างๆ เสร็จแล้ว ผู้ใหญ่ในบริษัทก็หันมาถามว่า “ใครมีเรื่องอะไรจะพูดอีกบ้าง” ผมซึ่งเป็นน้องใหม่ในขณะนั้นยกมือและบอกว่า“ผมมาสมัครเป็นดีเจครับ อยากทำงานดีเจ ไม่อยากเป็นผู้ประกาศข่าว”เท่านั้นแหละผู้ใหญ่ก็หันไปมองหน้ากันแล้วร้อง “อ้าว…มาสมัครเป็นดีเจเหรอ” แล้วหลังจากนั้นผู้ใหญ่ก็ให้ผมไปอัดเทปจัดรายการวิทยุตัวอย่างมาส่ง

สมัยก่อนเทคโนโลยีไม่ได้เจริญเหมือนสมัยนี้ ห้องจัดรายการวิทยุที่ผมต้องไปอัดเทปมีแค่ไมค์กับเทปคาสเส็ทเท่านั้น ตอนนั้นผมมองสภาพของห้องแล้วได้แต่นึกอยู่ในใจว่า “งานนี้…ท้าทายฉันเหรอ คอยดูฉันจะทำให้ได้” ว่าแล้วผมก็นั่งลงเขียนสคริปต์ด้วยตัวเองทุกคำ ใส่ทุกรายละเอียดแม้แต่เบอร์โทรศัพท์ ทำอยู่ทั้งหมด 7 ม้วน ที่สุดทางผู้ใหญ่ก็เรียกให้ผมไปเป็นดีเจแทนดีเจคนเก่าที่ลาออกไป เรียกว่าเมื่อความสามารถบวกกับจังหวะที่ดี ผมเลยได้งานนี้มาแบบลุ้นจนตัวโก่งเลยทีเดียว และยังนึกขอบคุณคณะละครเกศทิพย์ที่ช่วยฝึกปรือความสามารถในการอ่านสคริปต์อย่างเป็นธรรมชาติให้ผม ผมจึงได้งานที่รักสมใจ

ความรักที่ไม่ใช่ความลับ

หลังจากทำงานไปได้ประมาณ 3 ปี ผมก็เริ่มมีแฟนอย่างจริงจังเขาเป็นเภสัชกรที่เป็นแฟนรายการของผม เรารู้จักกันทางอินเทอร์เน็ต หลังจากคบหากันอยู่ 4 ปี เราก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาอีกราว 10 ปี

เขาเป็นคนที่ดูแลเอาใจใส่ผมดีมาก ตื่นมาหอมแก้มก่อนไปทำงานทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ไม่ทำ แม้กระทั่งวันที่อยู่บ้าน ที่สำคัญ เขามีส่วนสำคัญที่ทำให้ผมกลายเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อก่อนตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมเป็นพวกจิตตกง่าย อารมณ์แกว่งไปแกว่งมา ถ้ามีสื่อหรือใครพูดวิพากษ์วิจารณ์การทำงานหน่อยก็จะเก็บทุกอย่างมาคิด เมื่อมากๆ เข้า แฟนก็พูดว่า “คุณดูไม่มีความสุขเลยนะเวลาเปิดประตูบ้านเข้ามา”

ผมเลยตอบกลับไปว่า “ใช่ ฉันไม่มีความสุขเลย แล้วก็ไม่อยากเป็นแบบนี้ แต่มีคนมาพูดถึงฉันแบบนี้ จะไม่ให้เก็บมาคิดได้ไง”

เขาเลยบอกผมว่า “เห็นถังขยะหน้าบ้านไหม เวลามีเรื่องไม่สบายใจมาจากไหน ก่อนเข้าบ้าน เอาใส่ถังขยะไป เดี๋ยวตีสามเทศบาลก็มาเก็บเอาไปแล้วละ”

แรกๆ ที่เขาบอกให้ทำ ผมก็ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ หรอก แต่เมื่อวันที่หนึ่งผ่านไป วันที่สองผ่านไป ขยะที่อยู่ในใจของเราก็ค่อยๆ ลดลงรู้จักปล่อยวางเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่นำเรื่องที่ไม่สบายใจเข้าบ้าน

ตอนนี้ใครวิพากษ์วิจารณ์ผมอย่างไรก็ไม่มีผล เป็นเรื่องขี้ปะติ๋วมาก เวลาคนคิดไม่ดีกับเรา เขาพูดให้เราได้ยินเสร็จก็เดินไปไหนแล้วไม่รู้ แล้วใช่เรื่องไหม…ที่เราจะเก็บมาคิด ต้องกรองๆ บ้าง อย่างไหนใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็ทิ้งไปเลย สมองของเราก็เหมือนฮาร์ดดิสก์ อยู่ที่ว่าเราจะนำเรื่องอะไรมาเก็บไว้ ถ้านำเรื่องเงือกๆ (โง่ๆ ไร้สาระ) มาเก็บไว้เราก็จะเหลือพื้นที่ไว้เก็บเรื่องดีๆ ลดลง ผมคิดว่าในการใช้ชีวิต เราเจอเรื่องราวที่มีทั้งสุขและทุกข์ แต่ในสมองของเราน่าจะเก็บเรื่องราวที่สุขๆให้มากกว่า เพื่อที่จะได้เป็นพลังไว้สลัดเรื่องราวแย่ๆ ออกจากตัวให้หลุดออกไปได้ง่ายๆ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับแฟน แต่แล้ววันหนึ่ง เรื่องราวแย่ๆ ที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็เกิดขึ้น แฟนของผมเป็นมะเร็งขั้นที่สอง และขยับไปเป็นขั้นที่สามอย่างรวดเร็ว ตอนแรกผมคิดว่าเขาคงไม่เป็นอะไรมาก ทำคีโมแล้วคงหาย แต่กลายเป็นว่า เพียงแค่ระยะเวลา 3 เดือน อาการของเขาก็หนักขึ้นเรื่อยๆ ท้องบวม ต้องฟอกไต ต้องฉีดมอร์ฟีนระงับความเจ็บปวด ครั้งหนึ่งเขาตะโกนออกมาด้วยความทุกข์ทรมานว่า “ไม่ไหวแล้ว จะตายแล้ว” แต่ผมก็ยังแอบคิดว่าเขาคงไม่เป็นอะไรมาก

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อความจริงมาอยู่ตรงหน้าว่าเขาจากไปแล้วจริงๆ ผมตะโกนอยู่ในรถคนเดียวว่า “ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ” แม้ทุกวันนี้ผมจะทำใจกับเรื่องนี้ได้มากขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ก็ยังมีบางครั้งที่แอบเศร้าอยู่คนเดียว ที่ผ่านมา ตอนแฟนเสียใหม่ๆ ผมทำใจด้วยการไปทำสังฆทานที่วัดปทุมวนารามทุกวัน รวมทั้งได้นั่งสมาธิ เดินรอบๆ โบสถ์และสวดมนต์ จนวันนี้ได้รู้แล้วว่า เวลาช่วยเยียวยาจิตใจของเราได้จริงๆไม่มีใครที่ทุกข์ตลอดไป และไม่มีใครสุขตลอดไป วันนี้เราต้องก้าวเดินให้ได้ต่อไปเท่านั้นเอง ที่สำคัญ มีคำพูดหนึ่งของน้องที่รู้จักกันบอกว่า“พี่อย่าคิดว่าเขาตาย แต่ให้คิดว่าเขากำลังใช้จมูกหายใจอยู่กับพี่สิ”ฟังแล้วอึ้งว่าคิดได้ไง แต่เห็นด้วยจริงๆ ว่า ต่อให้คนที่เรารักจากไปแต่ถ้าเราคิดว่ายังมีเขาอยู่ข้างๆ เขาก็จะยังอยู่ใกล้ๆ เราตลอดไป

จากเหตุการณ์ความเจ็บป่วยของแฟน ทำให้ทุกวันนี้ผมมักจะบอกคนรอบข้างอยู่เสมอว่า ผมอยากทำงานที่เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยมะเร็งหากมีใครต้องการความช่วยเหลือ อยากให้ผมไปเป็นพิธีกร ให้ความบันเทิง หรือช่วยเหลืองานต่างๆ ผมยินดีช่วยเต็มที่

“อย่าได้แคร์” วลีนี้ของดีเจเจ๊แหม่มคงบอกคุณได้ว่า “จงรู้จักใช้ชีวิตให้เต็มที่ แต่อย่าลืมรู้จักปล่อยวาง” หากเรื่องไหนแย่ๆ ก็ลบออกจากสมองเสียบ้าง เพราะชีวิตนี้มันไม่แน่หรอกนะ มาเพิ่มสิ่งดีๆในพื้นที่สมองก่อนจากโลกนี้ไปดีกว่านะค้า…

 

 

 

keyboard_arrow_up